สวดพระปาฏิโมกข์ นิสฺสคฺคิยา ปาจิตฺติยา

วันที่ 11 มค. พ.ศ.2559

สวดพระปาฏิโมกข์
นิสฺสคฺคิยา ปาจิตฺติยา

 

สวดพระปามิโมกข์ นิสฺสคฺคิยา ปาจิตฺติยา

 

 

      อิเม โข ปนายสฺมนฺโต ตึสนิสฺสคฺคิยา ปาจิตฺติยา ธมฺมา อุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺติ. /

      1. นิฏฺฐิตจีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ กฐิเน, / ทสาหปรมํ อติเรกจีวรํ ธาเรตพฺพํ, / ตํ อติกฺกามยโต, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      2. นิฏฺฐิตจีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ กฐิเน, / เอกรตฺตมฺปิ เจ ภิกฺขุ ติจีวเรน วิปฺปวเสยฺย, / อญฺญตฺร ภิกฺขุสมฺมติยา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      3. นิฏฺฐิตจีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ กฐิเน, / ภิกฺขุโน ปเนว อกาลจีวรํ อุปฺปชฺเชยฺย, / อากงฺขมาเนน ภิกฺขุนา ปฏิคฺคเหตพฺพํ, / ปฏิคฺคเหตฺวา ขิปฺปเมว กาเรตพฺพํ; / โน จสฺส ปาริปูริ, มาสปรมนฺเตน ภิกฺขุนา / ตํ จีวรํ นิกฺขิปิตพฺพํ อูนสฺส ปาริปูริยา สติยา ปจฺจาสาย, / ตโต เจ อุตฺตรึ นิกฺขิเปยฺย สติยาปิ ปจฺจาสาย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      4. โย ปน ภิกฺขุ อญฺญาติกาย ภิกฺขุนิยา ปุราณจีวรํ / โธวาเปยฺย วารชาเปยฺย วา อาโกฏาเปยฺย วา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      5. โย ปน ภิกฺขุ อญฺญาติกาย ภิกฺขุนิยา หตฺถโต จีวร ํ / ปฏิคฺคณฺเหยฺย อญฺญตฺร ปาริวฏฺฏกา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      6. โย ปน ภิกฺขุ อญฺญาตกํ คหปตึ วา คหปตานึ วา / จีวรํ วิญฺญาเปยฺย อญฺญตฺร สมยา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. / ตตฺถายํ สมโย: อจฺฉินฺนจีวโร วา โหติ / ภิกฺขุ นฏฺฐจีวโร วา, อยํ ตตฺถ สมโย. /

      7. ตญฺเจ อญฺญาตโก คหปติ วา คหปตานี วา / พหูหิ จีวเรหิ อภิหฏฺฐุมฺปวาเรยฺย, / สนฺตรุตฺตรปรมนฺเตน ภิกฺขุนา ตโต จีวรํ สาทิตพฺพํ, / ตโต เจ อุตฺตรึ สาทิเยยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      8. ภิกฺขุํ ป เ น ว อุทฺทิสฺส อญฺญาตกสฺสค หปติสฺสวา คหปตานิยา วา / จีวรเจตาปนํ อุปกฺขฏํ โหติ. / “อิมินา จีวรเจตาปเนน จีวรํ เจตาเปตฺวา / อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ จีวเรน อจฺฉาเทสฺสามีติ, /
 
      ตตฺร เจ โส ภิกฺขุ ปุพฺเพ อปฺปวาริโต / อุปสงฺกมิตฺวา จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย / “ สาธุ วต มํ อายสฺมา อิมินา จีวรเจตาปเนน / เอวรูปํ วา เอวรูปํ วา จีวรํ เจตาเปตฺวา อจฺฉาเทหีติ / กลฺยาณกมฺยตํ อุปาทาย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      9. ภิกฺขุํ ปเนว อุทฺทิสฺส อุภินฺนํ อญฺญาตกานํ / คหปตีนํ วา คหปตานีนํ วา / ปจฺเจกจีวรเจตาปนา อุปกฺขฏา โหนฺติ / “อิเมหิ มยํ ปจฺเจกจีวรเจตาปเนหิ ปจฺเจกจีวรานิ เจตาเปตฺวา / อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ จีวเรหิ อจฺฉาเทสฺสามาติ, /

      ตตฺร เจ โส ภิกฺขุ ปุพฺเพ อปฺปวาริโต / อุปสงฺกมิตฺวา จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย / “สาธุ วต มํ อายสฺมนฺโต อิเมหิ ปจฺเจกจีวร- เจตาปเนหิ / เอวรูปํ วา เอวรูปํ วา จีวรํ เจตาเปตฺวา / อจฺฉาเทถ อุโภ ว สนฺตา เอเกนาติ / กลฺยาณกมฺยตํ อุปาทาย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      10. ภิกฺขุํ ปเนว อุทฺทิสฺส ราชา วา ราชโภคฺโค วา / พฺราหฺมโณ วา คหปติโก วา ทูเตน จีวรเจตาปนํ ปหิเณยฺย / “อิมินา จีวรเจตาปเนน จีวรํ เจตาเปตฺวา / อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ จีวเรน อจฺฉาเทหีติ; /

      โ ส เ จ ทูโ ต ตํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย / “อิทํ โข ภนฺเต อายสฺมนฺตํ อุทฺทิสฺส จีวรเจตาปนํ อาภตํ, / ปฏิคฺคณฺหาตุ อายสฺมา จีวรเจตาปนนฺติ, / เตน ภิกฺขุนา โส ทูโต เอวมสฺส วจนีโย / “น โข มยํ อาวุโส จีวรเจตาปนํ ปฏิคฺคณฺหาม, / จีวรญฺจ โข มยํ ปฏิคฺคณฺหาม กาเลน กปฺปิยนฺติ; /

      โส เจ ทูโต ตํ ภิกฺขุํ เอวํวเทยฺย / “อตฺถิ ปนายสฺมโต โกจิ เวยฺยาวจฺจกโรติ, / จีวรตฺถิเกน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เวยฺยาวจฺจกโร นิทฺทิสิตพฺโพ / อารามิโก วา อุปาสโก วา “เอโส โข อาวุโส ภิกฺขูนํ เวยฺยาวจฺจกโรติ; /

      โส เจ ทูโต ตํ เวยฺยาวจฺจกรํ สญฺญาเปตฺวา / ตํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย / “ยํ โข ภนฺเต อายสฺมา เวยฺยาวจฺจกรํ นิทฺทิสิ, / สญฺญตฺโต โสมยา; อุปสงฺกมตุ / อายสฺมา กาเลน จีวเรน ตํ อจฺฉาเทสฺสตีติ, / จีวรตฺถิเกน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เวยฺยาวจฺจกโร / อุปสงฺกมิตฺวา ทฺวิตฺติกฺขตฺตุํ โจเทตพฺโพ สาเรตพฺโพ / “อตฺโถ เม อาวุโส จีวเรนาติ; / ทฺวิตฺติกฺขตฺตุํ โจทยมาโน สารยมาโน ตํ จีวรํ อภินิปฺผาเทยฺย, / อิจฺเจตํ กุสลํ; โน เจ อภินิปฺผาเทยฺย, / จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ ฉกฺขตฺตุปรมํ ตุณฺหีภูเตน อุทฺทิสฺส ฐาตพฺพํ; / จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ ฉกฺขตฺตุปรมํ ตุณฺหีภูโต /
อุทฺทิสฺส ติฏฺฐมาโน ตํ จีวรํ อภินิปฺผาเทยฺย, / อิจฺเจตํ กุสลํ; โน เจ อภินิปฺผาเทยฺย, /

      ตโต เจ อุตฺตรึ วายมมาโน ตํ จีวรํ อภินิปฺผาเทยฺย, / นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ; โน เจ อภินิปฺผาเทยฺย, / ยตสฺส จีวรเจตาปนํ อาภตํ, ตตฺถ สามํ วา คนฺตพฺพํ, / ทูโต วา ปาเหตพฺโพ “ยํ โข ตุมฺเห อายสฺมนฺโต / ภิกฺขุํ
อุทฺทิสฺส จีวรเจตาปนํ ปหิณิตฺถ, / น ตนฺตสฺส ภิกฺขุโน กิญฺจิ อตฺถํ อนุโภติ,/ ยุญฺชนฺตายสฺมนฺโต สกํ, มา โว สกํ วินสฺสีติ: อยํ ตตฺถ สามีจิ. 

      จีวรวคฺโค ปฐโม. /


      11. โย ปน ภิกฺขุ โกสิยมิสฺสกํ สนฺถตํ การาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      12. โย ปน ภิกฺขุ สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ / สนฺถตํ การาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      13. นวมฺปน ภิกฺขุนา สนฺถตํ การยมาเนน / เทฺว ภาคา สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ อาทาตพฺพา, / ตติยํ โอทาตานํ, จตุตฺถํ โคจริยานํ; / อนาทา เจ ภิกฺขุ เทฺว ภาเค สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ / ตติยํ โอทาตานํ จตุตฺถํ โคจริยานํ / นวํ สนฺถตํ การาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      14. นวมฺปน ภิกฺขุนา สนฺถตํการาเปตฺวา / ฉพฺพสฺสานิ ธาเรตพฺพํ. โอเรน เจ ฉนฺนํ วสฺสานํ ตํ สนฺถตํ / วิสฺสชฺเชตฺวา วา อวิสฺสชฺเชตฺวา วา / อญฺญํ นวํ สนฺถตํ การาเปยฺย / อญฺญตฺร ภิกฺขุสมฺมติยา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      15. นิสีทนสนฺถตมฺปน ภิกฺขุนา การยมาเนน / ปุราณสนฺถตสฺส สามนฺตา สุคตวิทตฺถิ อาทาตพฺพา / ทุพฺพณฺณกรณาย, อนาทา เจ ภิกฺขุ ปุราณสนฺถตสฺส สามนฺตา / สุคตวิทตฺถึ นวํ นิสีทนสนฺถตํ การาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      16. ภิกฺขุโน ปเนว อทฺธานมคฺคปฏิปนฺนสฺส / เอฬกโลมานิ อุปฺปชฺเชยฺยุํ, / อากงฺขมาเนน ภิกฺขุนา ปฏิคฺคเหตพฺพานิ, / ปฏิคฺคเหตฺวา ติโยชนปรมํ สหตฺถา หาเรตพฺพานิ, / อสนฺเต หารเก, ตโต เจ อุตฺตรึ หเรยฺย / อสนฺเตปิ หารเก, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      17. โย ปน ภิกฺขุ อญฺญาติกาย ภิกฺขุนิยา / เอฬกโลมานิ โธวาเปยฺย วา รชาเปยฺย วา / วิชฏาเปยฺย วา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      18. โย ปน ภิกฺขุ ชาตรูปรชตํ / อุคฺคณฺเหยฺย วา อุคฺคณฺหาเปยฺย วา / อุปนิกฺขิตฺตํ วา สาทิเยยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      19. โย ปน ภิกฺขุ นานปฺปการกํ / รูปิยสํโวหารํ สมาปชฺเชยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      20. โย ปน ภิกฺขุ นานปฺปการกํ / กยวิกฺกยํ สมาปชฺเชยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. โกสิยวคฺโค ทุติโย. /

      21. ทสาหปรมํ อติเรกปตฺโต ธาเรตพฺโพ, / ตํ อติกฺกามยโต, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      22. โย ปน ภิกฺขุ อูนปญฺจพนฺธเนน / ปตฺเตน อญฺญํ นวํ ปตฺตํ เจตาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. / เตน ภิกฺขุนา โส ปตฺโต ภิกฺขุปริสาย นิสฺสชฺชิตพฺโพ; / โย จ ตสฺสา ภิกฺขุปริสาย ปตฺตปริยนฺโต, / โส จ ตสฺส ภิกฺขุโน ปทาตพฺโพ / “อยนฺเต ภิกฺขุ ปตฺโต, ยาว เภทนาย ธาเรตพฺโพติ: อยํ ตตฺถ สามีจิ. /

      23. ยานิ โข ปน ตานิ คิลานานํ ภิกฺขูนํ / ปฏิสายนียานิ เภสชฺชานิ, เสยฺยถีทํ; / สปฺปิ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ, / ตานิ ปฏิคฺคเหตฺวา สตฺตาหปรมํ / สนฺนิธิการกํ ปริภุญฺชิตพฺพานิ, / ตํ อติกฺกามยโต นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      24. “มาโส เสโส คิมฺหานนฺติ ภิกฺขุนา / วสฺสิกสาฏิกจีวรํ ปริเยสิตพฺพํ, / “อฑฺฒมาโส เสโส คิมฺหานนฺติ กตฺวา นิวาเสตพฺพํ; / “โอเรน เจ มาโส เสโส คิมฺหานนฺติ / วสฺสิกสาฏิกจีวรํ ปริเยเสยฺย. / “โอเรนฑฺฒมาโส เสโส คิมฺหานนฺติ / กตฺวา นิวาเสยฺย; นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      25. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส / สามํ จีวรํ ทตฺวา กุปิโต / อนตฺตมโน อจฺฉินฺเทยฺย วา อจฺฉินฺทาเปยฺย วา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      26. โย ปน ภิกฺขุ สามํ สุตฺตํ วิญฺญาเปตฺวา / ตนฺตวาเยหิ จีวรํ วายาเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      27. ภิกฺขุํ ปเนว อุทฺทิสฺส อญฺญาตโก / คหปติ วา คหปตานี วา ตนฺตวาเยหิ จีวรํ วายาเปยฺย, / ตตฺร เจ โส ภิกฺขุ ปุพฺเพ อปฺปวาริโต / ตนฺตวาเย อุปสงฺกมิตฺวา จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย / “อิทํ โข อาวุโส จีวรํ มํ อุทฺทิสฺส วียติ, / อายตญฺจ กโรถ, วิตฺถตญฺจ อปฺปิตญฺจ / สุวิตญฺจ สุปวายิตญฺจ / สุวิเลกฺขิตญฺจ สุวิตจฺฉิตญฺจ กโรถ; / อปฺเปว นาม มยมฺปิ อายสฺมนฺตานํ / กิญฺจิมตฺตํ อนุปทชฺเชยฺยามาติ, / เอวญฺจ โส ภิกฺขุ วตฺวา กิญฺจิมตฺตํ อนุปทชฺเชยฺย /
อนฺตมโส ปิณฺฑปาตมตฺตมฺปิ, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      28. ทสาหานาคตํ กตฺติกเตมาสิปุณฺณมํ, / ภิกฺขุโน ปเนว อจฺเจกจีวรํ อุปฺปชฺเชยฺย, / อจฺเจกํ มญฺญมาเนน ภิกฺขุนา ปฏิคฺคเหตพฺพํ, / ปฏิคฺคเหตฺวา ยาวจีวรกาลสมยํ นิกฺขิปิตพฺพํ, / ตโต เจ อุตฺตรึ นิกฺขิเปยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      29. อุปวสฺสํ โข ปน กตฺติกปุณฺณมํ / ยานิ โข ปน ตานิ อารญฺญกานิ / เสนาสนานิ สาสงฺกสมฺมตานิ สปฺปฏิ- ภยานิ, / ตถารูเปสุ ภิกฺขุ เสนาสเนสุ วิหรนฺโต / อากงฺขมาโน ติณฺณํ จีวรานํ อญฺญตรํ จีวรํ อนฺตรฆเร นิกฺขิเปยฺย, / สิยา จ ตสฺส ภิกฺขุโน โกจิเทว ปจฺจโย / เตน จีวเรน วิปฺปวาสาย, / ฉารตฺตปรมนฺเตน ภิกฺขุนา เตน จีวเรน วิปฺปวสิตพฺพํ, / ตโต เจ อุตฺตรึ วิปฺปวเสยฺย / อญฺญตฺร ภิกฺขุสมฺมติยา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. /

      30. โย ปน ภิกฺขุ ชานํ สงฺฆิกํ ลาภํ / ปริณตํ อตฺตโน ปริณาเมยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ.

           ปตฺตวคฺโค ตติโย. /

      อุทฺทิฏฺฐา โข อายสฺมนฺโต ตึส นิสฺสคฺคิยา ปาจิตฺติยา ธมฺมา. /
      ตตฺถายสฺมนฺเต ปุจฺฉามิ: กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ? /
      ทุติยมฺปิ ปุจฺฉามิ: กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ? /
      ตติยมฺปิ ปุจฺฉามิ: กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ? /
      ปริสุทฺเธตฺถายสฺมนฺโต ตสฺมา ตุณฺหี, / เอวเมตํ ธารยามิ.
      นิสฺสคฺคิยา ปาจิตฺติยา ธมฺมา นิฏฺฐิตา. /

คำแปล ความหมาย นิสฺสคฺคิยา ปาจิตฺติยา

      ท่านทั้งหลายธรรมชื่อ นิสสัคคิย ปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท เหล่านี้แลย่อมมาสู่อุทเทส.
 
      ๑.จีวรสําเร็จแล้วกฐินอันภิกษุเดาะ เสียแล้ว พึงทรงอติเรกจีวรได้ ๑๐ วันเป็น อย่างยิ่ง ภิกษุให้ล่วงกําหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

      ๒.จีวรสําเร็จแล้วกฐินอันภิกษุเดาะเสียแล้วถ้าภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้สิ้นราตรีหนึ่ง เว้นเสียแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

      ๓.จีวรสําเร็จแล้วกฐินอันภิกษุเดาะเสียแล้ว  อกาลจีวรเกิดขึ้นแก่ภิกษ  ภิกษุหวังอยู่ก็พึงรับ ครั้นรับแล้วพึงรีบให้ทํา ถ้าผ้านั้นมีไม่พอเมื่อความหวังว่าจะได้มีอยู่ภิกษุนั้นพึงเก็บจีวรนั้นไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจีวร
ที่ยังบกพร่องจะได้พอกัน ถ้าเธอเก็บไว้ยิ่งกว่ากําหนดนั้น แม้ความหวังว่าจะได้มีอยู่ ก็เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

      ๔.อนึ่ง ภิกษุใดยังภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ให้ซักก็ดีให้ย่อมก็ดีให้ทุบก็ดีซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

      ๕.อนึ่ง ภืกษุใดรับจีวรจากมือภิกษุณี ผู้มิใช่ญาติ เว้นไว้แต่ของแลกเปลี่ยน เป็นนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์.

      ๖.อนึ่ง ภิกษุใดขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือน ก็ดีต่อแม้เจ้าเรือนก็ดีผู้มิใช่ญาต นอกจากสมัย เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
สมัยในคํานั้นดังนี้,  คือภิกษุเป็นผู้มีจีวรถูกชิงเอาไปก็ดีมีจีวรฉิบหายก็ดี นี้สมัยในคํานั้น.

      ๗.พ่อเจ้าเรือนก็ดีแม้เจ้าเรือนก็ดีผู้ มิใช่ญาติปวารณาต่อภิกษุด้วยจีวรเป็นอันมากเพื่อนําไปตามใจ ภิกษุนั้นพึงยินดีจีวรมีอุตตราสงค์กับอันตรวาสกเป็นอย่างมากจากจีวรเหล่านั้น.ถ้ายินดียิ่งกว่านั้น เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

      ๘.อนึ่ง มีพ่อเจ้าเรือนก็ดีแม้เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติตระเตรียมทรัพย์ สําหรับจ่ายจีวรเฉพาะภิกษุไว้ว่า 
"เราจักจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรนี้ แล้วยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร"  ถ้าภิกษุนั้น เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้วถึงการกําหนดในจีวรในสํานักของ เขาว่า "ดีละ ท่านจงจ่ายจีวรเช่นนั้นเช่นนี้ ด้วยทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรแล้วยังรูปให้ครองเถิด"  ถือเอาความเป็นผู้ใคร่จีวรดี, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

      ๙.อนึ่งมีพ่อเจ้าเรือนก็ดีแม้เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ๒ คน ตระเตรียมทรัพย์สําหรับ จ่ายจีวรเฉพาะผืนๆไว้เฉพาะภิกษุว่า "เราทั้งหลายจักจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ ด้วยทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆนี้แล้วยัง ภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวรหลายผืนด้วยกัน" ถ้าภิกษุนั้น เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไป หาแล้วถึงการกําหนดในจีวรในสํานักของ เขาว่า "ดีละขอท่านทั้งหลายจ่ายจีวรเช่นนั้นเช่นนี้ ด้วยทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ แล้วทั้ง ๒ คนรวมกัน ยังรูปให้ครองจีวรผืนเดียวเถิด". ถือเอาความเป็นผู้ใคร่จีวรดี, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

      ๑๐. อนึ่ง พระราชาก็ดีราชอมาตย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดีคหบดีก็ดีส่งทรัพย์สําหรับ จับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า "เจ้าจงจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรนี้แล้วยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร"
ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า "ทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรนี้นํามาเฉพาะท่าน ขอท่านจงรับทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรนั้น" ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า "พวกเราหาได้รับทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรไม่ปฏิคฺคณฺหาม, พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล"  ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า "ก็ใครๆผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ?"  ภิกษุต้องการจีวร พึงแสดงชนผู้ทําการในอาราม หรืออุบาสกให้เป็นไวยาวัจกรด้วย คําว่า"คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย" ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้วเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า"คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว ท่านจงเข้าไปหาเขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล" ภิกษุผู้ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้วพึงทวง พึงเตือน ๒-๓ ครั้งว่า "รูปต้องการจีวร"
ภิกษุทวงอยู่ เตือนอยู่ ๒-๓ ครั้งยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสําเร็จได้.  การให้สําเร็จได้ด้วยอย่างนี้นั่นเป็นดีถ้าให้สําเร็จไม่ได้,  พึงเข้าไปยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก เธอยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้งเป็นอย่างมากยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสําเร็จได้การให้สําเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นดีถ้าให้ สําเร็จไม่ได้ ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้น ยังจีวรนั้นให้สําเร็จเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์  ถ้าให้สําเร็จไม่ได้ พึงไปเองก็ได้ส่งทูตไปก็ได้ในสํานักที่ส่งทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า "ท่านส่งทรัพย์สําหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกษุใดทรัพย์นั้น หาสําเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่ ท่านจงทวงเอาคืนทรัพย์ของท่าน ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย,  นี้เป็นสามีจิกรรม(คือประพฤติชอบ)ในเรื่องนั้น. จีวรวรรคที่ ๑ (จบ). 

      ๑๑.อนึ่งภิกษุใดให้ทําสันถัตเจือด้วยไหม, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

      ๑๒.อนึ่ง ภิกษุใดให้ทําสันถัตแห่งขนเจียมดําล้วน, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

      ๑๓.อนึ่ง ภิกษุผู้ให้ทําสันถัตใหม่พึงถือเอาขนเจียมดําล้วน ๒ ส่วน  ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓, ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔,  ถ้าภิกษุไม่ถือเอาขนเจียมดําล้วน ๒ ส่วน ขน เจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ให้ทําสันถัตใหม่,  เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

      ๑๔.อนึ่ง ภิกษุให้ทําสันถัตใหม่แล้ว พึงทรงไว้ให้ได้ ๖ ฝน, ถ้าหย่อนกว่า ๖ ฝน เธอสละเสียแล้วก็ดี ยังไม่สละแล้วก็ดีซึ่งสันถัตนั้น ให้ทําสันถัตอื่นใหม่ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

      ๑๕.อนึ่ง ภิกษุผู้ให้ทําสันถัตสําหรับนั่งพึงถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า เพื่อทําให้เสียสี, ถ้าภิกษุไม่ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า ให้ทําสันถัตสําหรับนั่งใหม่  เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

       ๑๖.อนึ่งขนเจียมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เดินทางภิกษุต้องการพึงรับได้, ครั้นรับแล้วเมื่อคนถือไม่มีพึงถือไปด้วย
มือของตนเองตลอดระยะทาง ๓ โยชน์เป็นอย่างมาก ถ้าเธอถือเอาไปยิ่งกว่านั้น แม้คนถือไม่มี,. เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

      ๑๗.อนึ่งภิกษุใดยังภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ให้ซักก็ดีให้ย่อมก็ดีให้สางก็ดีซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

      ๑๘.อนึ่ง ภิกษุใดรับก็ดีให้รับก็ดีซึ่งทองเงิน หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

      ๑๙.อนึ่งภิกษุใดถึงความแลกเปลี่ยน ด้วยรูปิยะ มีประการต่าง ๆ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

      ๒๐.อนึ่ง ภิกษุใดถึงการซื้อและการขายมีประการต่างๆ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรคที่ ๒ (จบ) 

      ๒๑.พึงทรงอติเรกบาตรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ภิกษุให้ล่วงกําหนดนั้นไป, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

      ๒๒.อนึ่งภิกษุใด มีบาตรมีแผลหย่อน ๕ ให้จ่ายบาตรอื่นใหม่ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  ภิกษุนั้นพึงสละบาตรนั้น ในภิกษุบริษัท, บาตรใบสุดแห่งภิกษุในบริษัทนั้น พึงมอบให้แกภิกษุนั้นสั่งว่า "นี้บาตรของท่าน พึงทรงไว้(คือใช่)กว่าจะแตก." นี้เป็นสามีจิกรรม(คือการชอบ)ในเรื่องนั้น

      ๒๓.อนึ่ง มีเภสัช อันควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ คือเนยใส เนยข้น น้ํามัน น้ําผึ้ง น้ําอ้อย, ภิกษุรับ(ประเคน)ของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุให้ล่วงกําหนดนั้นไปเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

      ๒๔.ภิกษุ(รู้) ว่าฤดูร้อนยังเหลืออีก๑ เดือน พึงแสวงหาจีวรคือผ้าอาบน้ําฝนได้(รู้) ว่าฤดูร้อยยังเหลืออีกกึ่งเดือน พึงนุ่งได้ถ้าเธอ(รู้) ว่าฤดูร้อนเหลือล้ํากว่า ๑ เดือนแสวงหาจีวรคือผ้าอาบน้ําฝน(รู้) ว่าฤดูร้อนเหลือล้ํากว่ากึ่งเดือนทํานุ่งเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

       ๒๕.อนึ่ง ภิกษุใดให้จีวรแก่ภิกษุเองแล้วโกรธน้อยใจชิงเอามาก็ดีให้ชิงเอามาก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

       ๒๖.อนึ่งภิกษุใดขอด้ายมาเองแล้วยังช่างหูกให้ทอจีวรเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

       ๒๗.อนึ่ง พ่อเจ้าเรือนก็ดีแม้เจ้าเรือน็ดีผู้มิใช่ญาติสั่งช่างหูกให้ทอจีวรเฉพาะภิกษุ ถ้าภิกษุนั้นเขาไม่ได้ ปวารณไว้ก่อน เข้าไปหาช่างหูกแล้วถึงความกําหนดในจีวรในสํานักของเขานั้นว่าจีวรผืนนี้ทอเฉพาะรูปขอท่านจงทําให้ยาวให้กว้าง ให้แน่น ให้เป็นของขึงดีให้เป็นของที่ทอดีให้เป็นของที่สางดีให้เป็นของที่กรีดดี  แม้ไฉน รูปจะให้ของเล็กน้อยเป็นรางวัลแก่ท่าน  ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นให้ของเล็กน้อยเป็นรางวัลโดยที่สุดแม้สักว่าบิณฑบาตเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 

       ๒๘.วันปุรณมีที่ครบ ๓ เดือนแห่งเดือนกัตติกา (คือเดือน ๑๑ ) ยังไม่มาอีก ๑๐ วัน อัจเจกจีวรเกิดขึ้นแก่ภิกษุ  ภิกษุรู้ว่า เป็นอัจเจกจีวร พึงรับไว้ได้ครั้นรับไว้แล้ว พึงเก็บไว้ได้จนตลอดสมัยที่เป็นจีวรกาล ถ้าเธอเก็บไว้ยิ่งกว่านั้น เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

       ๒๙.อนึ่ง(ถึง) วันปุรณมีแห่งเดือนกัตติกาที่สุดแห่งฤดูฝน ภิกษุอยู่ในเสนาสนะ ป่าที่รู้กันว่าเป็นที่รังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้าปรารถนาอยู่พึงเก็บจีวร ๓ ผืนๆใดผืนหนึ่ง ไว้ในละแวกบ้านได้ และปัจจัยอะไรๆเพื่อจะอยู่ปราศจากจีวรนั้นจะพึงมีแก่ภิกษุ ภิกษุนั้น พึงอยู่ปราศจากจีวรนั้นได้ ๖ คืน เป็นอย่างยิ่ง, ถ้าเธออยู่ปราศยิ่งกว่านั้นเว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

       ๓๐.อนึ่ง ภิกษุใดรู้อยู่น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตนเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปัตตวรรคที่ ๓ ( จบ)

       ท่านทั้งหลายธรรมชื่อ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ( สิกขาบท ) ข้าพเจ้าแสดงขึ้นแล้วแล ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลายในข้อเหล่านั้น ท่านเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? 
ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?

ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? 
ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์ในข้อเหล่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงนิ่งข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้อย่างนี้ ธรรมทั้งหลายชื่อ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จบ.



อ้างอิงบทสวดและคำแปลจาก 
http://www.dmc.tv/forum/uploads/post-323-1156305445.ipb