แถลงข่าวประเด็น "เช็ค 400 ล้าน" โดยคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย

วันที่ 24 มิย. พ.ศ.2559

แถลงข่าว , วัดพระธรรมกาย , โฆษกวัดพระธรรมกาย , องอาจ ธรรมนิทา , แถลงการณ์ , เช็คสหกรณ์

แถลงข่าว , วัดพระธรรมกาย , โฆษกวัดพระธรรมกาย , องอาจ ธรรมนิทา , แถลงการณ์ , เช็คสหกรณ์

แถลงข่าว , วัดพระธรรมกาย , โฆษกวัดพระธรรมกาย , องอาจ ธรรมนิทา , แถลงการณ์ , เช็คสหกรณ์

 

       ตามที่มีข่าวว่าดีเอสไอพบเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โอนมาวัดพระธรรมกายเพิ่มอีก  400 ล้านบาทนั้น
           คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายขอเรียนชี้แจงดังนี้

  1.  ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกันระหว่างสหกรณ์คลองจั่น ดีเอสไอและทาง                                              วัดพระธรรมกาย พบว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษรได้สั่งจ่ายเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มาบริจาคให้กับพระเทพญาณมหามุนี จำนวน 10 ฉบับ รวมยอดเงิน 387,160,000 บาท และบริจาคให้กับวัดพระธรรมกาย จำนวน 11 ฉบับ รวมยอดเงิน 668,400,000 บาท ยอดรวมเงินทั้ง 2 ส่วนเท่ากับ 1,055,560,000 บาท

  2.  ทางคณะศิษย์ได้ช่วยกันตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่สหกรณ์คลองจั่น เต็มจำนวน 1,055,560,000 บาท  ทางสหกรณ์จึงได้มีหนังสือขอบคุณมายังคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายและ       ทำหนังสือแจ้งไปยังดีเอสไอให้ทราบว่า  สหกรณ์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อวัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนีอีกต่อไป
 

  3.   ยอดเงิน 400 ล้านบาทที่เป็นข่าวนั้น หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเป็นการนำเงินจากสหกรณ์โดยผิดกฎหมายมาบริจาคจริง ทางคณะศิษยานุศิษย์ก็จะประชุมหารือกันเพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

 4. สหกรณ์คลองจั่นได้ฟ้องคดีแพ่งกับผู้ที่รับเช็คจากสหกรณ์คลองจั่นไปทั้งหมด 32 ราย   รวมยอดเงิน 13,000 ล้านบาท ซึ่งมีเพียงคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเท่านั้น ที่ได้ช่วยเหลือเยียวยา   แก่ทางสหกรณ์จนครบจำนวน บุคคลอื่นๆอีก 30 รายไม่มีใครเยียวยาแก่สหกรณ์เลยแม้แต่บาทเดียว

  5.   ทำไมดีเอสไอจึงระดมสรรพกำลังนับพันนายจะดำเนินคดีแต่กับพระเทพญาณมหามุนี   ซึ่งทำความดีมาทั้งชีวิต ทั้งสร้างพระ สร้างวัด เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก อีกทั้งคณะศิษย์   ได้ช่วยเหลือเยียวยาไปหมดแล้ว  การกระทำของดีเอสไอจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทางสมาชิกสหกรณ์แม้แต่บาทเดียวทำไมดีเอสไอไม่ไปทุ่มเทกำลังตามหาเงินที่เหลืออีก 13,000 ล้านบาทจากผู้รับเงินรายที่เหลือ                      ซึ่งยอดเงินมากกว่านับสิบเท่า

  6.   พระสุวิทย์ วัดอ้อน้อย และนายไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการกดดันให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนีนั้น เป็นผู้ต้องหาในคดีกบฏ จากการ shut down กรุงเทพฯ ดีเอสไอได้ส่งฟ้องแล้ว อัยการก็ได้พิจารณาสั่งฟ้องแล้ว ขั้นตอนล่วงเลยจนจะเป็นจำเลยขึ้นศาลแล้ว แต่ทั้ง 2 คนได้     ร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการสูงสุด สั่งให้สอบเพิ่มเติมคดีนี้เวลาล่วงเลยมากว่า 2 ปีแล้ว ทำไมข่าวจึงเงียบสนิท ทั้งที่เป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงถึงขนาดเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ยึดสถานที่ราชการนานหลายเดือน ปิดเมืองหลวงของประเทศ สร้างความเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดิน และความสามัคคีของคนในชาติอย่างใหญ่หลวงดีเอสไอได้ออกหมายเรียก หมายจับ หมายค้นนำตัวทั้งคู่มาสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อส่งให้อัยการ                 สั่งคดีขึ้นสู่ศาลโดยเร็วหรือไม่

  7.    การกระทำของดีเอสไอนี้เป็น 2 มาตรฐานหรือไม่ มีธงหรือเปล่า มีใบสั่งหรือเปล่า ดีเอสไอจะสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมและคณะศิษยานุศิษย์ ว่าดำเนินการทุกอย่างด้วยความเที่ยงธรรมตามกฎหมาย ไม่มีเอียง ไม่ 2 มาตรฐาน ได้อย่างไร ซึ่งคณะศิษย์กำลังพิจารณากล่าวโทษผู้เกี่ยวข้อง  ต่อหน่วยงานของรัฐต่อไป

  8.    หากการดำเนินการของดีเอสไอถูกมองว่า 2 มาตรฐาน เลือกปฏิบัติ มีวาระแฝงเร้น ก็ยากที่จะให้สังคมเชื่อมั่น ยอมรับคำเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายก็อาจกลายเป็นเรื่องตลก เพราะอาจถูกมองได้ว่าเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อพิฆาตทำลายศัตรูทางการเมืองของผู้มีอำนาจเท่านั้นความจำเป็นรีบด่วนที่สุดของกระบวนการยุติธรรมในวันนี้  ก็คือ ต้องปรับปรุงการดำเนินงานใหม่ ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าไม่ลำเอียง ไม่ 2 มาตรฐาน ไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจใช้ในการทำลายล้างทางการเมือง เมื่อนั้นกระบวนการยุติธรรมก็จะได้รับความเคารพและปฏิบัติตามจากประชาชนทั้งแผ่นดิน


นายองอาจ ธรรมนิทา
 โฆษกคณะศิษยานุศิษย์  วัดพระธรรมกาย
  22 มิถุนายน 2559