ห้องเรียน ห้องพัฒนานิสัย ใฝ่ความสำเร็จ

วันที่ 16 สค. พ.ศ.2559

ห้องเรียน
ห้องพัฒนานิสัย ใฝ่ความสำเร็จ

1. จัดซะจัดของ จัดระเบียบสิ่งของ จัดระเบียบสิ่งของ และจิตใจ
        เคยไหมๆ เวลาพยายามหาอะไรแล้วมักจะหาไม่เจอพอหาไม่เจอก็ต้องตามคนมาช่วยหา พอมาช่วยกันหาก็มักจะช่วยกันย้อนอดีต ว่าเห็นของชิ้นนั้นครั้งล่าสุดที่ไหน  เอาไปใช้ทำอะไร เราเดินไปที่ไหนบ้าง แม้กระทั่งบางครั้งหาทั้งบ้านแล้วก็ยังไม่เห็น แหมน่าเห็นใจฟังดูแล้วลำเค็ญ  แต่พอนั่งเล่นๆ กลับหันไปเจอแบบไม่ได้ตั้งใจ

      เหตุการณ์ข้างบนก็ไม่ใช่มีสาเหตุมาจากไหน แต่กลับมาจากเรื่องง่าย ๆ คือการจัดระเบียบของในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง แล้วจัดของให้เป็นระเบียบเขามีหลักอย่างไรกันบ้างมาดูกันเลยดีกว่า

เรียงตามการใช้
          - รายวัน
          - รายสัปดาห์
          - รายเดือน
          - นานกว่า 1 เดือน

        แบ่งของที่ใช้เป็น รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และนานกว่า 1 เดือน เก็บของที่ใช้ประจำรายวันไว้ในจุดที่หยิบง่าย ของใช้รายสัปดาห์เก็บในที่ หยิบง่ายรองลงมา ของใช้รายเดือนอาจเก็บไว้ต่างหากในตู้เก็บสักที่ส่วนของที่นานๆใช้ทีควรอยู่ในห้องเก็บของ

เรียงพี่เรียงน้อง
       ไม่ว่าจะเก็บที่ไหนก็ตามถ้าไม่อยากให้ของดูรกดูเกะกะให้เรียงของที่สูงกว่าอยู่ข้างในสุด ของที่สูงน้อยกว่าไล่ลำดับลงมา จะทำให้มองครั้งเดียวก็สามารถรู้ว่าอะไรเก็บอยู่ตรงไหนบ้าง

เรียงมุมเข้ามุม
           ของที่วางด้วยกันถ้าเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมให้จัดแบบมุมชิดกัน เมื่อวางซ้อนหลายๆชั้นจะดูเป็นระเบียบ

เรียงด้านชิดด้าน
         หากของที่จะจัดมีขนาดไม่เท่ากัน แต่ต้องวางซ้อนกัน ให้เรียงด้านใดด้านหนึ่งให้เสมอกัน จะทำให้ของที่วางมีสมดุลไม่ล้อมง่ายและดูสบายตา

เรียงพวกเดียวกัน
      สำหรับสิ่งที่จำเป็นต้องแยกประเภท เช่น ยารับประทาน กับยาทาภายนอก แบบนี้ต้องเรียงตามพวกเดียวกันด้วยวางปนกันอาจส่งเสียในเวลารีบใช้

เรียงสีสัน
      ของที่มีขนาดเท่ากัน แต่สีไม่เหมือนกันถ้าเราจัดโทนสีเดียวกันไว้ใกล้กัน ค่อยๆไล่ลำดับสีไปจะทำให้ดูงดงามมากขึ้น


        การจัดสิ่งของนั้นนอกจากจะทำให้ "หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา" แล้วยังมีผลต่อจิตใจของเราด้วย ของเป็นระเบียบใจก็จะสบาย เพราะหาอะไรก็ง่าย แต่ถ้าของไม่เป็นระเบียบใจก็หงุดหงิด กว่าจะเริ่มทำอะไรได้มัวแต่หาของจนหมดแรง สุดท้ายสมาธิที่จะใช้ในการเรียนหรือการทำงานอะไรก็หมดไปกับการหาของรื้อของที่จัดไม่เป็นระเบียบนั่นเองใครๆก็อยากได้ห้องเรียนที่เป็นระเบียบแต่ปัญหามักจะอยู่ที่ "มีของอยู่ในห้องเยอะ" วิธีการง่ายๆในกรจัดห้องเรียนของเรา คือ

     1. รื้อ คือ เอาของทั้งหมดออกมาจากห้อง ไม่ว่าจะเก็บไว้ในอะไรก็ตาม
     2. ทำความสะอาด ตั้งแต่หลังคา หลังตู้ กระจก หน้าต่าง จนพื้นห้องเอาให้สะอาดนอนได้ไปเลยแล้วความรู้สึกรักห้องเรียนของเราจะเกิดขึ้น
     3. แบ่งของที่อยู่ในห้องของเราให้เป็นประเภท เป็นหมวดหมู่เช่น หนังสืออยู่กับหนังสือ เครื่องเขียนอยู่กับเครื่องเขียน เป็นต้น
     4. แบ่งปัน อะไรที่เก็บมานาน แล้วไม่ได้ใช้สักที แล้วไม่ได้ใช้สักที อย่าเก็บต่อไปเลยแบ่งปันของที่ไม่ได้ใช้ให้กับเพื่อนๆดีกว่า
    5. ลาก่อน สุดท้ายของอะไรที่ไม่ได้ใช้จริงๆ อย่าเสียดายทิ้งเถอะนะเพียงเท่านี้ทุกคนก็จะมีห้องเรียนที่น่าอยู่ น่าเรียน ส่งเสริมสมาธิในการศึกษาของเราได้เป็นอย่างดี

 

2. ความล้มเหลวกับความสำเร็จ เป็นส่วนผสมของกันและกัน

    "ไม่มีใครเกิดมาแล้วหัวเราะก่อนร้องไห้" เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียว เหมือนธรรมชาติจะสอนมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดว่า ทุกคนต้องฟันฝ่าอุปสรรคก่อน แล้วความสำเร็จที่น่ายินดีจะตามมาในภายหลัง

     ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ชื่อคุณโซอิชิโร มีความใฝ่ฝันในการทำงาน ด้านรถยนต์ เขาพยายามศึกษาหาความรู้และลงมือฝึกฝนทางเครื่องยนต์ อย่างเต็มที่จนสามารถตั้งบริษัทได้ แต่ก็ประสบปัญหาหลายอย่าง จนต้องขายกิจการไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ของเขา จึงสามารถตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาได้ แล้วตั้งชื่อบริษัทตามนามสกุลว่า "HONDA"

     ชายชราวัย 65 ชาวอเมริกันที่ล้มเหลวมาทั้งชีวิต แม้กระทั่งภรรยาต้องขอหย่าร้างด้วยเหตุผลว่า "ไม่สามารถทนกับชีวิตที่สามีล้มเหลวในทุกเรื่อง" ชายชราคนนี้นั่งคิดว่าอะไรคือสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดแล้วเขาก็ได้คำตอบว่า "อาหาร"เขาทำสูตรไปเสนอขายตามร้านต่างๆ ได้รับการปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง เขาเลยตัดสินใจเปิดร้านเอง ปัจจุบันร้านของเขาชื่อว่า "KFC"

      ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ แต่เป็นส่วนผสมสำคัญของความสำเร็จในอนาคต สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเราล้มหรือไม่ แต่สำคัญที่ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้เร็วแค่ไหนต่างหาก

 

3. ออกกำลังกายเสริมสร้างพลังสมอง

   หลายๆคนที่มาออกกำลังกายก็มุ่งหวังให้ร่างกายแข็งแรงแต่ทราบหรือไม่ว่า การออกกำลังกายนั้นไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อสมองของเราอีกด้วย

ช่วยให้ความจำดีขึ้น
    การออกกำลังกายเป็นประจำจะส่งผลดีต่อฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการทำงานสำหรับสมองของคนเราหลาย ๆ อย่างเช่น ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทและสมองได้ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนของออกซิเจนที่ช่วยในการหล่อเลี้ยงสมองและพัฒนาเลือดให้ทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาของแผนกจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ชายอายุระหว่าง 18-24 ปี เมื่อได้ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายเป็นเวลา 30 นาที จะมีการตอบสนองในด้านความจำได้มากกว่าคนปกติที่ไม่ออกกำลังกายเลยอีกด้วย

ช่วยให้ความจำดีขึ้น
      การออกกำลังกายเป็นประจำจะส่งผลดีต่อฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการทำงานสำหรับสมองของคนเราหลายๆ
อย่างเช่น ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทและสมองได้ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนของออกซิเจนที่ช่วยในการหล่อเลี้ยงสมองและพัฒนาเลือดให้ทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาของแผนกจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ชายอายุระหว่าง 18-24 ปี เมื่อได้ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายเป็นเวลา 30 นาที จะมีการตอบสนองในด้านความจำได้มากกว่าคนปกติที่ไม่ออกกำลังกายเลยอีกด้วย

ขจัดความเครียด
      หากว่าคุณออกกำลังกายเป็นประจำก็สามารถช่วยบรรเทาความเครียดให้ลดน้อยลงได้ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยปรับปรุงเรื่องของการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในเรื่องของการผ่อนคลายความเครียดได้มากยิ่งขึ้นสังเกตจากตัวเราเองจะสัมผัสได้ เมื่อเราออกกำลังกายจนเหงื่อโทรมกาย หัวใจจะเต้นแรงถ้าจับชีพจรในตอนที่เราเหนื่อยสุดๆหัวใจจะเต้นตั้งแต่ 100-120 ครั้งต่อนาที พอเราหยุดพักจากช่วงนี้สักครู่จะรู้สึกร่างกายปลอดโปร่ง จิตใจสบายเรื่องกังวลต่างๆจะหายไปหมด ถ้าเราออกกำลังให้ถึงจุดนี้เป็นประจำรับรองเลยว่า จิตใจจะสดใสมากขึ้นอย่างที่ตัวเราเองสัมผัสได้

ช่วยปรับอารมณ์ให้คงที่ 
       การออกกำลังกายเปรียบเสมือนยาวิเศษ ที่ช่วยปรับอารมณ์ของเราให้ดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุฯอารมณ์ดีขึ้น ปราศจากอาการเศร้าหมองได้อีกด้วยเนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนสำคัญ 2 ชนิด คือ เซโรโทนินและคาเทชิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสงบในจิตใจของเราฮอร์โมนนี้จะออกมาช่วยปรับสมดุลในเรื่องของอารมณ์ให้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยขจัดฮอร์โมนที่ไม่ดีต่อร่างกายให้หมดไป รวมทั้งทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาด้วยเช่นกัน

    เห็นได้ชัดว่าการออกกำลังกายนั้นไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของสุขภาพร่างกายเท่านั้นแต่ยังช่วยในเรื่องของการพัฒนาความคิดของคุณให้ดีขึ้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คุณก็ควรหันมาออกกำลังกาย อย่างน้อยสัก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป เพียงเท่านี้รับรองได้เลยว่าทุกคนจะกลายเป็นคนที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

4. สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน

    สิ่งแวดล้อมในการอ่านหนังสือ จะช่วยส่งเสริมสมาธิ ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการทางสมองและความจำด้วยถ้าเลือกที่ไม่ดีก็จะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องทำให้เสียสมาธิ เช่นอ่านหน้าคอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือไปดูโทรทัศน์ไปด้วย

  สิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการอ่านหนังสือจะต้องไม่มีเสียง สิ่งของรวมทั้งเรื่องกลิ่นมารบกวน ซึ่งสิ่งของที่ทำลายสมาธินั้นมีหลายอย่าง เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เกม การ์ตูน ฯลฯ หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หนังสือ ทางแก้ที่ดีก็คือ เอาสิ่งของเหล่านั้นเก็บให้เรียบร้อย หรือให้ง่ายกว่านั้นก็หาสถานที่ที่ไม่มีสิ่งของมากวนใจส่วนในเรื่องเสียงและกลิ่นนั้นคงต้องขอความร่วมมือจากคนในบ้าน หรือเลือกสถานที่ที่เงียบสงบ เช่น ห้องสมุด สวนสาธารณะที่ร่มรื่น หรือวัด เป็นต้น

     อุณหภูมิ แสงสว่าง อุปกรณ์ โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งเหล่านี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นสิ่งที่เอื้อต่อการนั่งอ่านหนังสือ ถ้าแสงไม่พอก็จะปวดตา หรือถ้าเก้าอี้นุ่มนิ่มมากเกินไปก็จะชวนหลับมากกว่า เป็นต้น เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวเราทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ก็ถือเป็นสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการอ่านหนังสือของเราทั้งนั้น แต่มันต่างกันตรงที่ว่า จะส่งผลในทางที่ดีหรือเสีย

 

 

5. เทคนิคการจำ

     ความหมายของ "ความจำ" เป็นคำที่ใช้อธิบายวิธีการที่ข้อมูล หรือสิ่งที่เรียนรู้ถูกบันทึกและเก็บไว้ถาวรในความจำระยะยาวสามารถที่จะค้นหรือเรียกมาใช้ในเวลาที่ต้องการได้ความรู้ที่เราเรียนรู้แล้วแต่จำไม่ได้ก็จะไม่มีประโยชน์

    คนส่วนมากจะไม่มีวิธีการเรียนและวิธีจดจำที่มีประสิทธิภาพวิธีทั่วๆไปที่มักใช้อยู่เสมอ เช่น การอ่านทบทวน การสรุป และการขีดเส้นใต้ใจความสำคัญ เป็นต้น ซึ่งความจริงนั้น ยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยความจำ

    ความจริงแล้วมนุษย์เราได้ค้นพบวิธีช่วยความจำ (Memonic Device) ที่ได้ผลดีมากมานานนับพันๆปีแล้วโดย เยสท์ ลูเรีย ฮันท์และเลิฟ (Yates, 1966 Luria, 1968 Hunt and Love, 1972)พบว่า การสอนเทคนิคในการช่วยความจำให้แก่นักเรียน ทำให้นักเรียนรู้ไว้ในความทรงจำได้นานขึ้น 


เทคนิคช่วยความจำ
1. การสร้างเสียงสัมผัส 
     เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมาก สิ่งที่จดจำจะอยู่ในความทรงจำเป็นเวลานาน เหมือนบทกลอนที่ครูให้ท่องเราจะจำได้นานกว่าบทความทั่วไป เพราะมีเสียงสัมพันธ์ในการแต่งกลอนเป็นเครื่องช่วยจำ ดังนั้นเมื่อเราต้องการจะจำอะไร ลองนำมาแต่งเป็นคำสัมผัสจะทำให้จำง่ายขึ้น

2. การสร้างคำเพื่อช่วยความจำจากอักษรตัวแรกของแต่ละคำ 
    ตัวอย่าง เช่น การจำชื่อทะเลสาบที่ใหญ่ทั้งห้าของอเมริกาเหนือสร้างคำว่า Homes ซึ่งหมายถึงทะเลสาบ Huron, Ontario,Michigan, Eric, Superior ตามลำดับการท่องจำทิศทั้ง 8 ก็มีผู้คิดว่า ควรจะท่องจำ "อุ-อี-บู-อา-ทัก-หอ-ประ-พา"ซึ่งหมายถึงทิศอุดร อีสาน บูรพา อาคเนย์ ทักษิณ หรดี ประจิม พายัพ (คือเริ่มจากทิศเหนือแล้ววนขวาตามลำดับ)

3. การสร้างประโยคที่ความหมายช่วยความจำ 
    ตัวอย่างการใช้ประโยคที่มีความหมายสร้างจากอักษรตัวแรกของการจำชื่อ 9 จังหวัดที่อยู่ในภาคเหนือของประเทศไทยว่า "ชิดชัยมิลังเลเพียงพบอนงค์" ซึ่งศาสตราจารย์สมุน อมรวิวัฒน์ได้คิดขึ้น ถ้าถอดคำออกมาจะเป็นชื่อจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ พะเยา อุตรดิตถ์ น่าน หรือที่จำได้ติดปากขึ้นใจทุกคน เช่น ไก่จิกเด็กตาย เฎ็กฏายบนปากโอ่ง คือ พยัญชนะเสียงกลาง

   ไม่ว่าเราจะเลือกใช้เทคนิคการจำแบบไหน สิ่งที่เราขาดไม่ได้คือ อิทธิบาท 4 ในเรื่องนั้นๆ ของเราเอง ซึ่งมีดังต่อไปนี้
    ฉันทะ (ความพอใจ) ในการจำสิ่งไหน หากเราไม่ชอบสิ่งนั้นเราก็คงไม่หยิบวิธีการใดๆ มาใช้แน่ๆ
    วิริยะ (ความเพียร) เพราะถ้าคิดวิธีจำซะดิบดี แต่ไม่พยายามท่องก็จำไม่ได้
    จิตตะ (ใจจดจ่อ) ขึ้นชื่อว่า การท่องจำต้องมีการย้ำบ่อยๆเป็นธรรมดา
    วิมังสา (สังเกต) เพื่อพัฒนาตัวเราเองยิ่งๆขึ้นไป

 

 

6. ข้อความเตือนใจมีไว้ใกล้ตัว

   กำลังใจคือสิ่งสำคัญในการพัฒนานิสัยใฝ่ความสำเร็จ แต่การรอกำลังใจจากผู้อื่นนั้น บางครั้งมันก็ยากเสียเหลือเกิน เพราะทุกคนในโลกนี้ต่างก็เจอปัญหา และจำเป็นต้องใช้กำลังใจอันสูงส่งแก้ไขปัญหาทั้งสิ้น

    วิธีการให้กำลังใจตัวเองง่ายๆ ในวันนี้ขอเสนอ "การเขียนข้อความเตือนใจไว้ใกล้ๆ โต๊ะทำงาน"  ลองทำดูแล้วจะรู้ว่าเราเองให้กำลังใจตัวเองได้ทุกวันจากกระดาษใบเล็กๆ ที่มีข้อความทรงพลังยิ่งใหญ่

    ข้อความดีๆ ก็ทำให้ชีวิตเปลี่ยนได้ เช่น ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ ประธานกรรมการบริหาร หจก. เนเจอร์กิฟ (ประเทศไทย) ซึ่งมีชีวิตในวัยเยาว์ที่ลำบาก ช่วงที่ท่านสร้างฐานะก็ประสบปัญหามากมาย ท่านมีข้อความให้กำลังใจกับตัวเองว่า "พรุ่งนี้เราจะดีขึ้น เราจะดีขึ้นทุกวัน"  ท่านบอกตัวเองและครอบครัวของท่าน ทุกวันแบบนี้จนสามารถก่อร่างสร้างตัวเป็นบริษัทใหญ่โตได้ในปัจจุบัน

ลองทำดู
      ลองหาคำคม คำดี ไว้ประคับประคองเป้าหมายให้ดี แล้วจะรู้ว่ากำลังใจที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องรอได้รับจากใครแต่อยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เอง

 

7. ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

      ไม่ว่าจะการเรียนหรือการทำงาน การประกอบอาชีพโดยสุจริตและมีความซื่อสัตย์ เป็นบันไดก้าวสำคัญที่จะส่งให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป ความซื่อสัตย์ แปลว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวง

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนหน้าที่ของลูกจ้างที่ดีไว้ในทิศ 6 ว่า ลูกจ้างอนุเคราะห์นายจ้าง 5 ประการ และหนึ่งในนั้น คือ "เอาแต่ของที่นายให้" คนที่ซื่อสัตย์ คือ คนที่ไว้ใจได้ และคนที่ไว้ใจได้เท่านั้นที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ทำงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ก้าวหน้าขึ้นไป ตามลำดับ คุณสมชาย เหล่าสายเชื้อ อดีตประธานกรรมการบริษัทโตโยต้าดีเยี่ยม จำกัด จากเด็กที่เรียนไม่เก่งจบเพียงชั้นป.5 แต่เป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่ากว่าหมื่นล้าน เจริญรุ่งเรืองได้ถึงทุกวันนี้ เพราะความซื่อสัตย์

      สมัยที่คุณสมชายยังเป็นลูกจ้าง วันหนึ่ง "เถ้าแก่" สั่งให้ไปส่งรถให้ลูกค้าที่ยโสธร ให้เงินไป 30 บาทเพียง 2 ชั่วโมงหลังจากนั้น เขากลับมาพร้อมกับตังค์ทอน 13 บาท เพราะขับรถไปส่ง และนั่งรถโดยสารกลับมาทันที ไม่อู้และซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักของคุณสมชาย ต่อมาเมื่อโชว์รูมที่ยโสธรมีปัญหา เถ้าแก่จึงส่งสมชายไปเป็นผู้จัดการเพราะไว้ใจในความเป็นคนซื่อสัตย์ ซื่อตรงของสมชายนั่นเอง เราควรฝึกฝน ใส่ใจกับความซื่อสัตย์ของตัวเราเอง แม้เรื่องเพียงเล็กน้อยก็มีผลต่ออนาคตของเราเลยทีเดียว

 

8. แค่ตรงต่อเวลาก็พอ
     เวลาคือชีวิต ชีวิตคือเวลา เราใช้เวลากับเรื่องไหนแปลว่าเราใช้ชีวิตกับเรื่องนั้น ทุกครั้งที่เรามาช้าแปลว่า เราใช้ชีวิตของทุกคนที่รอเราอยู่ด้วย ถ้าประชุม 10 คน เรามาช้า 10 นาที แค่คนเดียว เรากำลังใช้ชีวิตของคนอื่นอยู่ 90 นาที ถ้าเราต้องการใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง ขอให้เรารักษาชีวิตของทุกคนด้วย

      ช่วงปี 2541-2542 ประเทศไทยเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ในยุค IMF คนตกงานเยอะมาก บริษัทแห่งหนึ่งเปิดรับพนักงาน 100 คน ผู้จัดการฝ่ายบุคคลประกาศรับสมัครพนักงาน และแจ้งทุกคนที่มาสัมภาษณ์ว่า "9.00 น. ทุกคนที่สัมภาษณ์งานให้เข้ามาในห้องนี้ "

      บางคนเห็นยังไม่ถึงเวลา ไปกินข้าว บางคนนั่งคุยกัน แต่อีกกลุ่มหนึ่งอยากได้งานมาก ยังไม่ถึงเวลาเข้าไปนั่งรอด้านในก่อนพอครบ 10 คนแรกยังไม่ถึง 9 โมงผู้จัดการเดินมาเปิดประตู แล้วประกาศว่า 100 คนสัมภาษณ์ผ่านหมดแล้วเชิญทุกท่านกลับได้ 

     ทำไมเขาถึงรับคนเหล่านั้น ก็เพราะอยากทำงาน ตรงต่อเวลา มาก่อนเวลา รู้จักการรอคอย คนแบบนี้สามารถช่วยเหลือคนอื่น ช่วยหมู่คณะได้ เป็นคนใจกว้าง แบบนี้ทำงานเป็นทีมได้
การตรงต่อเวลา ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เป็นวินัยเบื้องต้นของการทำงาน

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับห้องเรียน
ทำอย่างไรให้ห้องเรียนหรือห้องทำงานเป็นห้องแห่งการสร้างบุญ
     คำนิยามที่แท้จริงของห้องเรียน คือ ห้องพัฒนานิสัยใฝ่ความสำเร็จหลักธรรมประจำห้องเรียนหรือห้องทำงานคือ สัมมาอาชีวะ หมายถึง การเลี้ยงชีพชอบ เว้นจากการแสวงหารายได้หรือความรู้ในทางผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย ผิดจารีตประเพณี ห้องเรียนหรือห้องทำงานจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ห้องมหาสมบัติ" 

หน้าที่หลักของห้องเรียน
       1. ใช้ศึกษาหาความรู้เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพสุจริต ที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมและจารีตประเพณีอันดีงาม
       2. ใช้ฝึกความเพียรในการเรียน เพื่อนำไปประกอบอาชีพ
       3. ใช้ปลูกฝังความมีระเบียบวินัย คือ
           3.1 ใช้คำพูดสุภาพ ถูกกาลเทศะ
           3.2 มีความเคารพในบุคคลและสถานที่
           3.3 มีมารยาทในการใช้ห้องเรียน มีบุคลิกภาพที่งดงาม
           3.4 มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น
           3.5 ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียนที่กำหนด
           3.6 ดูแลรักษาอุปกรณ์การเรียนให้พร้อมและสะดวกต่อการใช้งาน

สิ่งที่ควรฝึกให้เป็นนิสัย
      1. ฝึกตนให้เป็นคนมีวินัย ทำการบ้านให้เสร็จ และส่งตรงเวลา
      2. ฝึกความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่ลอกการบ้านเพื่อน
      3. ฝึกดูแลร่างกายด้วยท่านั่งที่ดี รักษาสุขภาพ
     4. ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความคิดเชิงบวกที่จะต้องประสบความสำเร็จเชื่อฝีมือตนเอง "อย่าคิดยอมแพ้ ก่อนที่จะเริ่มงาน เพียงเพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี"
      5. ฝึกเขียนบันทึก เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จของตัวเรา

ประโยชน์จากการใช้ห้องเรียนอย่างถูกต้อง
ทางใจ

      1. สามารถใช้สติปัญญาในการประกอบอาชีพ ให้ประสบผลสำเร็จด้วยดีตามเป้าหมาย
      2. มีโอกาสเพิ่มพูนบุญกุศลให้แก่ตนเองเป็นนิจ
    3. แสวงหาความรู้ทางโลกและทางธรรมเป็นนิจทำให้สามารถเพิ่มพูนปัญญาขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ก่อเวรภัยกับใครๆ

ทางกาย
          การปฏิบัติตามวินัยประจำห้องเรียนหรือห้องทำงาน ด้วยความเคารพ ความมีวินัย และความอดทน ผู้ปฏิบัติย่อมได้รับประโยชน์ในด้านร่างกาย ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากด้านจิตใจ คือ มีความวิริยะ อุตสาหะ ในการประกอบเฉพาะสัมมาอาชีพเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพทั้งปวง