เบื้องหลังความรวยข้ามภพข้ามชาติ

วันที่ 21 ธค. พ.ศ.2559

เบื้องหลังความรวยข้ามภพข้ามชาติ

สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ , กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระพุทธศาสนา , วัดพระธรรมกาย , เรียนพระพุทธศาสนา , หนังสือเรียน DOU , พระโพธิสัตว์ , ความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา , มงคลชีวิต , พุทธวิธี , เบื้องหลังความรวยข้ามภพข้ามชาติ

   เบื้องหลังที่แท้จริงของความรวยข้ามภพข้ามชาติ คือ เป็นคนที่มีนิสัยไม่ตระหนี่ไม่ประมาท ขยันสร้างทานบารมี และรู้หลักวิชาของการสร้างความรวยถาวรข้ามภพข้ามชาติ หมายความว่า รู้ว่าทรัพย์ที่ตนเองหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรจนกระทั่งสร้างฐานะขึ้นมาได้นั้น การจะนำทรัพย์นั้นติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ มีเพียงวิธีเดียวคือ การเปลี่ยนโลกียทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์ คือ บุญ ด้วยการทำทานในเนื้อนาบุญ ในบุคคลผู้ที่ควรแก่การรับสมบูรณ์ด้วยศีลสมาธิ ปัญญาเท่านั้น เพราะอำนาจของบุญที่สั่ง มไว้ดีแล้วนั้นจะบันดาลความสุข ความสำเร็จให้ได้อย่างอัศจรรย์ จนคนธรรมดาไม่อาจจะจินตนาการไปถึง ลักษณะของผู้มีบุญในอดีตได้

      ดังตัวอย่างของมหาเศรษฐีผู้ใจบุญในอดีต ที่ได้สั่งสมบุญกุศลข้ามภพข้ามชาติ จนมีความรวยข้ามภพข้ามชาติในสมัยพุทธกาล 6 ท่าน ได้แก่

1. เมณฑกเศรษฐี ผู้มีสมบัติมากมายตักไม่พร่อง
2. ชฎิลเศรษฐี ผู้มีภูเขาทองตักไม่พร่อง
3. โชติกเศรษฐี ผู้มีสมบัติจักรพรรดิ
4. นายบุญมหาเศรษฐี ผู้มีสมบัติอัศจรรย์
5. อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีผู้ใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา
6. มหาอุบาสิกาวิสาขา มหาเศรษฐีผู้ใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา

      โดยได้อาราธนาพระธรรมเทศนาของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ที่เมตตาอธิบายเบื้องหลังความรวยข้ามภพชาติของมหาเศรษฐีทั้ง 6 ท่านไว้ดังนี้
 

สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ , กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระพุทธศาสนา , วัดพระธรรมกาย , เรียนพระพุทธศาสนา , หนังสือเรียน DOU , พระโพธิสัตว์ , ความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา , มงคลชีวิต , พุทธวิธี , เบื้องหลังความรวยข้ามภพข้ามชาติ

1. เมณฑกเศรษฐี ผู้มีสมบัติมากมายตักไม่พร่อง
      สมัยหนึ่งในเมืองพาราณสี มีเศรษฐีท่านหนึ่งทราบคำทำนายของโหราจารย์ว่า อีก 3 ปีข้างหน้าจะเกิดความแห้งแล้งอย่างร้ายแรงทั่วเมือง เศรษฐีไม่ได้แสดงอาการอะไร เพราะรู้ว่าทุกสิ่งในโลกต่างก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา แต่คิดวางแผนเตรียมรับมือกับเหตุการณ์นั้นทันที โดยประกาศให้ชาวนาทำนากันให้มากที่สุด และรับซื้อข้าวเปลือกทั้งหมดเก็บไว้ในยุ้งฉางถึง 1,250 หลัง เก็บใส่ในตุ่ม ขุดหลุมฝังไว้ในดินที่เหลือก็นำไปขยำกับดินเหนียวฉาบทาไว้ทั่วฝาบ้าน

       ต่อมาความแห้งแล้งได้เกิดขึ้นทั่วเมืองทีเดียว เพาะปลูกอะไรไม่ขึ้นเลย เศรษฐีจึงสั่งบริวารให้นำข้าวในยุ้งฉางมาบริโภค ไม่นานข้าวในยุ้งฉางทั้ง 1,250 หลังก็หมด จึงนำข้าวในตุ่มมาบริโภค ไม่นานก็หมด จึงเรียกบริวารมาประชุมกันแล้วกล่าวว่า ใครจะย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ไม่ว่ากัน ใครจะอยู่กับเราก็ตามใจ ผลก็คือบ้านของเศรษฐีเหลืออยู่เพียง 5 คน คือเศรษฐี ภรรยาเศรษฐี ลูกชาย ลูกสะใภ้ และทา คนสนิทของเศรษฐี นำข้าวที่ฝังในหลุมบริโภคจนหมดแล้ว นำข้าวที่ฉาบทาฝาบ้านมาแช่น้ำคัดเอาเฉพาะข้าวเปลือกมาตำ หุงบริโภคกัน จนเหลือเป็นมื้อสุดท้ายของครอบครัวท่านเศรษฐี

      ภรรยาได้แบ่งข้าวออกเป็น 5ส่วนให้ทุกๆ คน คนละส่วน ในขณะที่กำลังจะบริโภคอยู่นั่นเอง พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเพิ่งออกจากนิโรธ มาบัติ ได้เสด็จผ่านมา เศรษฐีเห็นเข้าก็เลื่อมใสเกิดความคิดว่าการที่เราประสบภัยขั้นนี้ ก็เพราะเราไม่ได้ให้ทานมาก่อน หรือแม้ให้ทานแล้วก็คงยังให้ไม่เต็มที่เต็มกำลังข้าวมื้อนี้เพียงอิ่มแค่วันเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเราถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า จะทำให้เรามีความสุขความเจริญไปนับภพนับชาติไม่ถ้วนเลยทีเดียว

     เมื่อคิดดังนั้น ท่านจึงบรรจงตักข้าวถวายจนเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงปิดบาตร เพื่อให้เศรษฐีไว้รับประทานอีกครึ่งหนึ่ง เศรษฐีอ้อนวอนให้พระองค์ทรงเปิดบาตรรับอีกครึ่งหนึ่ง ตนเองไม่ได้หวังเพียงแค่ความสุขในชาตินี้เท่านั้น แต่อยากจะได้ความสุขในชาติหน้าด้วย พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงเปิดบาตร เศรษฐีตักข้าวใส่บาตรด้วยความปีติเบิกบาน ในการทุ่มหมดตัวสร้างมหาทานบารมี

     เศรษฐีตั้งจิตอธิษฐานว่า "ความอดอยากเช่นนี้อย่าได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอีกเลย ในทุกๆที่ที่ข้าพเจ้าเกิด ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีอาหารเลี้ยงมนุษย์ได้ทั่วโลก เมื่อข้าพเจ้าทำความสะอาดยุ้งฉางแล้วมองขึ้นไปบนฟ้าเท่านั้น ขอให้ข้าวจงตกลงมาเต็มยุ้งฉางทั้งหมด"

     พอสิ้นคำของเศรษฐี พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงกล่าวให้พรว่า "จงเป็นอย่างนั้นเถิด" แล้วทุกคนในบ้านก็พร้อมใจกันถวายทานเช่นเดียวกับท่านเศรษฐี

      ในวันนั้นเองข้าวจำนวนมากได้ตกลงมาเต็มยุ้งฉางทั้ง 1,250 หลัง ภรรยาเศรษฐีจึงประกาศไปทั่วเมืองว่า "ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่พวกเราได้ทำไว้ดีแล้ว บัดนี้มีอาหารมากมายเกิดขึ้นในบ้านของเศรษฐี ใครต้องการเท่าไหร่ จงมารับได้ตามต้องการ"

       นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ความอดอยากก็ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองพาราณสีอีกเลย ชาวเมืองทั้งหลายได้ชีวิตกลับมาอีกครั้ง ก็เพราะอานุภาพบุญของท่านเศรษฐีนั่นเองช่วยชาวเมืองไว้เมื่อเศรษฐีสิ้นชีวิตลงได้เกิดเป็นเทวดาเสวยสุขในสวรรค์

    ในชาติสุดท้ายเศรษฐีนั้นเกิดมามีชื่อว่า เมณฑกเศรษฐี มีสมบัติมากมายตักไม่มีพร่องคือมีแพะทองคำจำนวนมาก ซึ่งในปากจะมีด้ายถ้าปรารถนาสมบัติหรืออาหารใดๆ เพียงแค่ดึงด้ายในปากแพะเท่านั้นสิ่งที่ปรารถนาก็จะออกมาจากปากแพะทันที แพะเพียง 1 ตัวสามารถเลี้ยงคนได้ทั้งชมพูทวีป ปรากฏว่าในเวลานั้น คนทั้งชมพูทวีปต่างได้มาเอาอาหารหรือสมบัติเงินทองตามแต่ตนต้องการที่บ้านของท่านเศรษฐี เมณฑกเศรษฐีมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และบรรลุเป็นพระโสดาบัน


สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ , กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระพุทธศาสนา , วัดพระธรรมกาย , เรียนพระพุทธศาสนา , หนังสือเรียน DOU , พระโพธิสัตว์ , ความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา , มงคลชีวิต , พุทธวิธี , เบื้องหลังความรวยข้ามภพข้ามชาติ

2. ชฎิลเศรษฐี ผู้มีภูเขาทองตักไม่พร่อง
      เรื่องนี้มีปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึงชฎิลเศรษฐีซึ่งเป็นผู้มีบุญมากเกิดในสมัยพุทธกาล ความร่ำรวยของท่านเป็นที่ปรากฏแก่มหาชนในยุคนั้น จนแม้ในยุคปัจจุบันสำหรับท่านที่ได้เคยศึกษาแล้วจะพบกับความอัศจรรย์ทีเดียวว่า ทำไมท่านชฎิลเศรษฐีจึงเป็นผู้มีบุญขนาดนั้น และของอัศจรรย์ขนาดนี้ ทำไมจึงบังเกิดขึ้นกับท่าน มันเป็นไปได้อย่างไรนั่นก็เพราะว่าหว่านพืชอย่างไรย่อมได้ผลอย่างนั้น ปลูกถั่วก็เป็นถั่ว ปลูกงาก็เป็นงา ถ้าเราเชื่ออย่างนี้ ทำบุญด้วยทอง เวลาผลบังเกิดขึ้นเราก็จะได้รับผลดังที่เราทำนั้น ทำด้วยทองก็จะได้รับผลคือทอง

      เรื่องมีอยู่ว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งอยู่ในเมืองพาราณสี ท่านมีธิดาคนหนึ่งที่สวยงามมาก แล้วท่านก็รักมาก เมื่อลูกสาวอายุได้ 16 ปี ท่านได้สร้างปราสาท 7 ชั้น แล้วนำลูกสาวไปไว้บนปราสาทชั้นที่ 7 พร้อมกับให้มีหญิงรับใช้อยู่ด้วยคนหนึ่งคอยดูแล และกำชับเอาไว้อย่างดีเลยว่าให้ดูแลลูกสาวให้ดี ให้อยู่ในสายตาตลอด ลูกสาวอายุ 16 ซึ่งยังสวยอยู่ถูกพ่อจัดให้อยู่บนปราสาทชั้นที่เจ็ด วันๆ หนึ่งก็ได้แต่เปิดหน้าต่างมองลงไปที่ถนน ดูความเป็นไปของคนที่เดินไปมาอยู่อย่างนั้นเท่านั้น ไม่มีโอกาสได้เดินลงมาเลย

     จนวันหนึ่งมีวิทยาธรคือผู้มีฤทธิ์สำเร็จวิชชาฌานสมาบัติสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ได้เหาะผ่านมาทางนั้น มองเห็นลูกสาวเศรษฐีเกิดความรู้สึกรักใคร่ จึงเหาะเข้ามาเกี้ยวพาราสี และด้วยบุพเพสันนิวา ในที่สุดก็ได้อยู่ร่วมกัน จนกระทั่งลูกสาวเศรษฐีนั้นตั้งครรภ์เมื่อครบกำหนดคลอด ลูกสาวเศรษฐีก็กำชับหญิงคนรับใช้ว่าอย่าไปบอกใครนะ ให้ไปจัดหาภาชนะใหม่สำหรับเอาไว้ใส่ทารก หาภาชนะใหม่มาทีเดียว แล้วก็อุ้มทารกแรกเกิดวางลงในภาชนะนั้นพร้อมกับดวงดอกไม้สั่งกำชับไม่ให้ไปบอกใคร ให้หญิงรับใช้นำไปลอยในแม่น้ำคงคาแล้วยังกำชับอีกว่า ถ้าใครถามก็ให้เลี่ยงตอบไปเป็นอย่างอื่น ไม่ให้บอกใครทั้งสิ้น หญิงรับใช้นั้นก็รีบนำภาชนะที่บรรจุลูกของลูกสาวเศรษฐี นำไปลอยในแม่น้ำคงคา

      ที่ตอนใต้แม่น้ำคงคามีหญิง 2 คนอาบน้ำอยู่ หญิงทั้งสองคนนั้นมองเห็นภาชนะที่ลอยมาตามน้ำ คนแรกก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า ภาชนะนั้นเป็นของฉันส่วนหญิงอีกคนก็พูดว่า ถ้าภาชนะนั้นเป็นของเธอ ของที่อยู่ในภาชนะนั้นก็ต้องเป็นของฉัน เมื่อภาชนะนั้นลอยมาถึง หญิงทั้งสองก็ช่วยกันยกขึ้นมาบนฝัง เปิดดูพบเด็กอยู่ในนั้น ด้วยความรักในเด็กนั้น หญิงคนแรกจึงพูดว่าภาชนะเป็นของฉัน ของที่อยู่ในภาชนะก็ต้องเป็นของฉันด้วย หญิงคนที่ 2 ไม่ยอม ในที่สุดก็ถกเถียงกัน และนำมาที่ศาลาลูกขุนให้มหาอำมาตย์ช่วยตัดสิน แต่มหาอำมาตย์ก็ไม่สามารถตัดสินได้ในที่สุดเรื่องก็ไปถึงพระราชา

     พระราชาทรงตัดสินให้หญิงคนแรกได้ภาชนะไปส่วนหญิงคนที่ 2 ก็ได้เด็กไปเลี้ยงหญิงคนที่ 2 นี้เป็นอุปัฏฐากของพระมหากัจจายนะ เมื่อได้รับเด็กมาก็ดีใจ นำเด็กมาเลี้ยงโดยมีความตั้งใจว่า เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะให้บวชในสำนักของพระมหากัจจายนะ แล้วตั้งชื่อเด็กว่า "ชฎิล" ที่ตั้งชื่อว่าชฎิล เพราะว่าผมบนศีรษะเด็กนั้นเป็นกระเซิง จึงได้ชื่อว่า "ชฎิล" หญิงคนนี้ก็เลี้ยงเด็กชายชฎิลเรื่อยมา จนเจริญเติบโต

       วันหนึ่งพระมหากัจจายนะออกมาบิณฑบาต เมื่อรับบาตรแล้วก็เข้าไปนั่งฉันภัตตาหารในเรือนของหญิงคนนี้ ได้ไต่ถามถึงความเป็นมาของเด็กชายชฎิลว่าเป็นอย่างไร เมื่อทราบแล้วก็รับเด็กนั้นเอาไว้อยู่ในความดูแลของท่าน หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านก็กลับสำนัก ในระหว่างทางนั้นท่านตรวดดูด้วยญาณทั นะของท่าน ก็พบว่าเด็กชายชฎิลนี้เป็นผู้มีบุญมาก จะต้องเสวยสุขเป็นฆราวาสเสียก่อน จึงจะออกบวชได้ ภายหลังบวชจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงนำเด็กชายชฎิลนั้นมาฝากไว้กับท่านเศรษฐี ซึ่งเป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองตักศิลา แล้วก็เล่าความเป็นมาทุกอย่าง ตลอดจนเล่าความประสงค์ว่า เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นจะให้มาบวชเป็นพระ เศรษฐีผู้นั้นเมื่อได้รับฝากจากพระมหากัจจายนะแล้ว ก็นำมาเลี้ยงดู เศรษฐีนี้เป็นพ่อค้าขายของมีสินค้าค้าง ต๊อกอยู่ 12 ปี ขายไม่ออกเลย เมื่อรับเด็กชายชฎิลเข้ามาในบ้านแล้ว ก็เกิดความคิดขึ้นมา คิดจะนำสินค้านั้นออกมาตั้งขาย แล้วให้เด็กชายชฎิลนี้เป็นผู้ขาย หลังจากสั่งความเด็กชายชฎิลเรียบร้อยแล้วก็เดินทางไปทำธุรกิจ

      ด้วยอานุภาพแห่งบุญของเด็กชายชฎิลที่สร้างไว้แต่ชาติปางก่อน ทำให้เทวดาประจำเมืองนั้นต้องมาช่วย เหมือนพระอนุรุทธที่ท่านเคยสร้างมหาทานบารมีเอาไว้แล้วอธิษฐานว่า "อย่าได้รู้จักคำว่า ไม่มี เลย" ทำให้เทวดารีบลงมาช่วยเหลือเกื้อกูลพระอนุรุทธอย่างที่เราเคยได้ยินคำว่า "ขนมไม่มี" เด็กชายชฎิลนี่ก็เช่นเดียวกัน ได้สั่ง มบุญมาแต่ชาติปางก่อน ทำให้เทวดาต้องเข้ามาช่วยเหลือการค้าขายในคราวนี้ โดยได้ไปดลจิตดลใจลูกค้าทั้งหลายให้มาซื้อสินค้าที่ค้าง ต๊อกมาถึง 12 ปี ทำให้ของค้าง ต๊อกนี้ขายหมดไปภายในวันเดียว

      เมื่อเศรษฐีกลับมาเห็นเข้าก็ตกใจนึกว่าโดนขโมย แต่พอซักไซ้ได้ความว่าขายหมดก็ดีใจแล้วมีความคิดว่าเด็กชายชฎิลนี้ต้องเป็นผู้มีบุญมาแต่ปางก่อนอย่างแน่นอน ฉะนั้นเวลาจะค้าขายอะไรก็ให้เด็กชายชฎิลเป็นผู้ขาย ก็ขายหมดทุกทีไป ทำอย่างนี้จนกระทั่งเติบโตเป็นหนุ่มในที่สุดก็ยกลูกสาวให้เป็นภรรยา แล้วปลูกเรือนไว้ในที่แห่งหนึ่ง เพื่อให้ชฎิลกับลูกสาวไปอยู่ร่วมกัน

      ในวันขึ้นบ้านใหม่ มีสิ่งแปลกประหลาดอัศจรรย์เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ทีเดียวทันทีที่ชฎิลก้าวเท้าข้ามธรณีประตู ก็ปรากฏความอัศจรรย์เกิดขึ้นที่หลังบ้านนั้น มีภูเขาทองสูง 80 ศอก ผุดขึ้นมาที่หลังบ้าน เป็นแท่งทึบขึ้นไปเลย แท่งทึบเหมือนลูกเต๋าอย่างนั้น 80 ศอก ก็เท่ากับ 40 เมตรสูงขึ้นไป 40 เมตร โบ ถ์วัดพระธรรมกายสูง 23 เมตร เอาอีกหลังขึ้นไปตั้งซ้อนเอาไว้ ตัดช่อฟ้าออกก็ 40 เมตรสูงขนาดนั้นทีเดียว ผุดขึ้นมาเป็นอัศจรรย์ พร้อมด้วยจอบเพชรสำหรับไว้ขุดภูเขาทอง ด้ามทำด้วยทองแต่ใบของจอบนั้นเป็นเพชร เกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียวเมื่อเกิดขึ้นเป็นความอัศจรรย์ดังนี้ ก็โกลาหลกันไปทั้งเมือง จนกระทั่งรู้ไปถึงพระราชาผู้ครองเมืองจึงทรงตั้งชฎิลนั้นให้เป็นเศรษฐีประจำพระนคร

      ในสมัยก่อนวิธีแต่งตั้งให้เป็นเศรษฐี เขาจะมีฉัตรบอกตำแหน่งว่าเป็นเศรษฐี พระราชาก็ให้ฉัตรเศรษฐีนั้นแก่ชฎิล ตั้งแต่นั้นมาใครๆ ก็เรียกว่าชฎิลเศรษฐีเป็นต้นมา มีภูเขาทองผุดขึ้นมาหลังบ้านสูง 80 ศอก เท่ากับ 40 เมตรทีเดียว เมื่อเวลาชฎิลเศรษฐีต้องการทองคำ ก็จะเอาจอบเพชรนั้นไปขุดเหมือนขุดดินอย่างนี้ ทองนั้นก็หลุดออกมาแล้วก็เต็มเหมือนเดิม ไม่มีพร่องเลย ไม่ว่าจะขุดออกมาเท่าไรก็เต็มเหมือนเดิมเป็นอยู่อย่างนี้ ชฎิลเศรษฐีเสวยกามสุขอยู่จนกระทั่งมีบุตร 3 คน เป็นผู้ชายทั้งหมด เมื่อลูกชายเจริญวัย มควรที่จะปกครองสมบัติได้ชฎิลเศรษฐีมีความปรารถนาอยากจะออกบวช มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า กระตุ้นเตือนจิตสำนึกขึ้นมาว่า อยากจะออกบวช เบื่อหน่ายในกามสุข

      ท่านคิดที่จะมอบสมบัติให้แก่ลูกทั้ง 3 คน แต่เนื่องจากรักลูกทั้ง 3 นั้นเท่ากัน ไม่ทราบว่าจะแบ่งสมบัตินั้นให้กับลูกคนใด จึงใช้วิธีทดสอบดูว่าลูกทั้งสามนี้ ใครมีบุญมากพอที่จะรองรับจึงยื่นจอบเพชรนั้นให้แก่ลูกชายคนโตก่อน ลูกชายคนโตก็พยายามไปขุดภูเขาทอง พอขุดไปทีไรจอบเพชรนั้นก็กระเด้งทุกทีเลย ขุดไม่ได้ จนกระทั่งอ่อนแรง กลับมาบอกกับชฎิลเศรษฐีว่าขุดไม่ได้ชฎิลเศรษฐีก็ยื่นให้แก่ลูกคนที่สอง ลูกคนที่สองไปขุดในทำนองเดียวกับพี่ชาย ขุดไม่ได้ จนกระทั่งเหลือคนสุดท้องปรากฏว่าคนสุดท้องนั้นขุดได้ เอาจอบเพชรนั้นขุดได้ ทองก็หลุดออกมาเป็นแท่งๆ เหมือนขุดดินอย่างนั้น

      ชฎิลเศรษฐีจึงกล่าวกับลูกทั้งสามว่า ลูกเอ๋ย พ่อก็รักลูกทั้งสามนี้เท่ากัน แต่ลูก สองคนไม่ได้ทำบุญมา จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับภูเขาทองนี้เป็นสมบัติ แต่น้องคนเล็กนั้นได้ทำบุญร่วมกับพ่อมา เพราะฉะนั้นภูเขาทองนี้พ่อขอยกให้น้องคนเล็กส่วนพี่ชายทั้งสองก็ให้อาศัยบุญของน้องปกครองภูเขาทองนี้กันต่อไป ในที่สุดชฎิลเศรษฐีนั้นก็ออกบวช ไม่ช้าได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จนำพระอริยสาวก พร้อมด้วยพระชฎิลมาเยี่ยมที่บ้านเก่าของชฎิลเศรษฐี ลูกชายทั้งสามก็ถวายภัตตาหารเป็นเวลาถึงครึ่งเดือน

       มีคำถามเกิดขึ้น 2 คำถามว่า
      1. ทำไมชฎิลเศรษฐีถึงต้องถูกลอยแพ ลอยน้ำกันอย่างนี้ 
     2. ภูเขาทองที่เกิดขึ้นหลังบ้าน ทำไมไม่ไปเกิดหลังบ้านคนอื่น เกิดขึ้นเฉพาะแก่ชฎิลเท่านั้น ชฎิลสร้างบุญอะไรไว้ 

      เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว มหาชนระลึกถึงพระองค์ท่าน อยากจะสร้างพระมหาเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยทองคำ จึงรวบรวมบอกบุญชาวเมืองทั้งหลายให้ช่วยกันสร้าง วันหนึ่งพระอรหันต์ขีณาสพองค์หนึ่ง มาดูที่พระมหาเจดีย์ ท่านพบว่าทางด้านทิศเหนือนั้นยังไม่เสร็จ ก็ไปถามกับนายช่างว่า ทำไมถึงยังทำไม่เสร็จ นายช่างบอกว่ายังขาดทองคำพระอรหันต์องค์นั้นท่านก็เลยรับอาสาว่า ท่านจะทำหน้าที่รวบรวมชาวเมืองทั้งหลายให้บริจาคทองคำมาสร้างพระมหาเจดีย์ให้สำเร็จ แล้วท่านก็ไปชักชวนสาธุชนทั้งหลาย ชาวเมืองทั้งหลายให้มาร่วมบุญกัน ท่านก็ชวนสาธุชนทำมาเรื่อย จนกระทั่งถึงบ้านของนายช่างทอง พอดีในจังหวะนั้นนายช่างทองกำลังทะเลาะกับภรรยา กำลังขัดใจกันทะเลาะกันอยู่ พระขีณาสพมาถึงก็บอกบุญ ขอให้นำทองคำไปร่วมบุญในการสร้างพระมหาเจดีย์ นายช่างทองนั้นกำลังหงุดหงิดภรรยา ก็ตอบไปด้วยอาการประชดประชันว่า "ให้ขว้างพระศาสดาของท่านลงน้ำไปเสีย"

       ภรรยาขนาดกำลังโกรธกันอย่างนั้นได้ฟังก็ตกใจ ด้วยวิญญาณของกัลยาณมิตร จึงบอกกับสามีว่า "นี่คุณ คุณโกรธฉันคุณว่าฉันเถอะ จะทุบตีอย่างไรฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่คุณอย่าไปว่าพระบรมศาสดาอย่างนั้น มันมีกรรมหนักบาปหนักทีเดียวนะ" นายช่างทองนั้นก็เป็นผู้มีบุญอยู่ เมื่อได้ฟังภรรยาพูดอย่างนั้นก็ได้สติเกิดสลดใจ กล่าวขอขมาพระอรหันต์ ท่านก็บอกว่า ท่านไม่ได้ว่าเรา เรายกโทษให้ท่านไม่ได้หรอก ท่านว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านต้องไปขอโทษพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นายช่างทองก็ถามว่า แล้วจะมีวิธีการใดที่จะขอโทษได้ พระอรหันต์ท่านก็แนะนำว่า ทำอย่างนี้ซิ ท่านนำทองคำมาหล่อให้เป็นหม้อดอกไม้ทองคำสัก 3 ใบ นำไปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในมหาเจดีย์ แล้วก็ทำผมให้เปียก ทำตัวให้เปียกไปกล่าวคำขอขมาในวันนั้น กรรมหนักก็จะได้เบาลงไป

    นายช่างทองก็เลยมาชวนบุตรทั้งสาม ให้มาช่วยกันสร้างหล่อหม้อดอกไม้ทองคำ 3 ใบบุตรคนโตปฏิเสธบอกว่า ไม่ได้ทำความผิด เพราะฉะนั้นทำไมจะต้องมาช่วยพ่อทำหม้อดอกไม้ทองคำ ลูกคนที่ 2 ก็คิดเหมือนกับพี่ชาย เหลือแต่ลูกคนเล็กมีความคิดแปลกแตกต่างจากพี่ชายทั้ง องคือ ลูกคนเล็กมีความคิดว่า ภารกิจอันใดของพ่อก็ตาม ถือเป็นหน้าที่ของลูกที่จะต้องช่วยเหลือ จึงลงมือช่วยเหลือทำหม้อดอกไม้ทองคำ 3 ใบ จนกระทั่งสำเร็จเรียบร้อย นายช่างทองนั้นก็ทำผมให้เปียกทำตัวให้เปียก แล้วก็นำหม้อดอกไม้ทองคำ 3 ใบนั้น ไปบูชาพระมหาเจดีย์แล้วก็บรรจุพระบรมสารีริกธาตุพร้อมกับกล่าวคำขอขมา ในที่สุดจากกรรมหนักนั้นก็เป็นเบา

      ด้วยอกุศลกรรมนั้น เกิดมา 7 ชาติ รวมทั้งชาติสุดท้ายที่จะเป็นพระอรหันต์ ถูกลอยน้ำมาทุกชาติเลย ถูกลอยน้ำมา 7 ชาติ ด้วยกรรมที่ว่าให้เอาพระศาสดาของท่านไปลงน้ำเถอะแล้วก็ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ถวายทองคำแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภูเขาทองคำซึ่งเป็นสิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นสูง 80 ศอก ลูกชายทั้ง องไม่ได้มีส่วนร่วมบุญกับพ่อ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้สมบัติที่เกิดขึ้นจากบุญของพ่อคือภูเขาทองส่วนลูกคนเล็กมีกุศลศรัทธาได้สร้างบุญเหมือนกับพ่อ จึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดกคือภูเขาทอง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจบุญนั่นเอง


สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ , กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระพุทธศาสนา , วัดพระธรรมกาย , เรียนพระพุทธศาสนา , หนังสือเรียน DOU , พระโพธิสัตว์ , ความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา , มงคลชีวิต , พุทธวิธี , เบื้องหลังความรวยข้ามภพข้ามชาติ

3. โชติกเศรษฐี ผู้มีสมบัติจักรพรรดิ
     ท่านโชติกเศรษฐี เดิมท่านก็เป็นบุคคลธรรมดานี่เอง แต่ท่านมีปัญญาและมีบุญได้พบพระอริยเจ้าสมัยนั้นท่านเกิดเป็นชาวสวนชาวไร่ ชาวนา หาเช้ากินค่ำกันไปด้วยความเหนื่อยยาก แต่ท่านมีบุญลาภได้พบกับพบกับพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่ๆ ท่านมีโอกาสได้ถวายน้ำอ้อยในยามที่พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านกระหาย ผู้ให้กับผู้รับมีความปรารถนาตรงกัน กระแสธารแห่งบุญจากพระปัจเจกพุทธเจ้าก็แล่นจากศูนย์กลางกายของพระองค์ท่านสู่ผู้มีบุญนั้น ท่านละจากโลกไปแล้วได้ท่องเที่ยวอยู่ 2 ภูมิ คือในมนุษยโลกกับเทวโลก ไปเป็นชาว วรรค์เมื่อจุติลงมาสร้างบารมี ท่านได้มาเป็นมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ มีทรัพย์สมบัติมาก มีรัตนชาติ มีดวงปัญญาที่ใช้ทรัพย์เป็น เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ

     ท่านมีบุญลาภพบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์หนึ่ง ได้ฟังคำสอนจากพระองค์ท่าน แล้วเกิดกุศลศรัทธาอยากสร้างพระคันธกุฎี พระคันธกุฎีก็คือกุฏิพระ หรือกุฏิของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทำด้วยไม้หอมส่งกลิ่นหอมอยู่ตลอดเวลา แล้วท่านก็ยังประดับประดาด้วยรัตนชาติได้สร้างสระน้ำใหญ่ ได้ปลูกต้นไม้ขึ้นในทิศทั้งสี่ พูดง่ายๆ ก็คือสร้างวัดนั่นเอง ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แต่มีพิเศษก็คือท่านได้ถวายรัตนชาติด้วย ท่านมีรัตนชาติมากมาย หากใครมาฟังธรรม ท่านก็แจกจ่ายรัตนชาตินั้นให้ด้วยความปลื้มอกปลื้มใจ ชื่นอกชื่นใจ

      มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านนำดวงแก้วดวงหนึ่ง เป็นดวงแก้วดวงใหญ่เท่าแตงโมทีเดียวสุกใสสว่างไปตั้งอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีความประสงค์ให้กิตติศัพท์นี้ร่ำลือไปทั่วเมืองเพื่อให้ชาวเมืองบางคนที่มีจริตอัธยาศัยนี้ ถ้ามีเครื่องดึงดูดประเภทของหยาบๆ ดวงแก้วใหญ่ๆ แบบนี้ จะได้มาดูกัน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ชาวเมืองก็มาดูกัน แต่เดิมก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาฟังธรรมแต่จะมาดูดวงแก้ว แก้วมณีอะไรช่างใหญ่โตเท่าแตงโม เป็นของที่หายากนัก แล้วเป็นแก้วมณีที่สวยงามมาก เมื่อปลามาได้ งูก็มาได้ คนดีมาได้ คนร้ายก็มี ในที่สุดดวงแก้วดวงนั้นก็ถูกขโมยไปท่านเลยมาขอพรพิเศษจากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ก็ให้พรว่า

      "ท่านเศรษฐีอย่าเสียใจไปเลยสมบัตินอกกายมันก็อย่างนี้ โดนขโมยบ้าง น้ำท่วมไฟไหม้บ้าง ทำใจให้เป็นปกติเถิด แต่ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ท่านเศรษฐีได้สร้างคันธกุฎีก็ดีขุด ระน้ำก็ดี ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาก็ดี แจกจ่ายรัตนชาติแก่ผู้มาฟังธรรมก็ดี หรือเอาดวงแก้วมาเป็นจุดสนใจให้คนเขามาฟังธรรมก็ดี บุญนี้จะทำให้ไปเกิดเป็นมหาเศรษฐีในภพชาติต่อไปครั้นถึงสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า พระสมณโคดมพุทธเจ้า ท่านจะไปเกิดเป็นมหาเศรษฐีที่ยิ่งใหญ่ ด้วยอานุภาพที่สร้างพระคันธกุฎี จะทำให้มีปราสาทแก้ว 7 ชั้น มีกำแพง 7 ชั้น ต้นไม้ในทิศทั้ง 4 จะเป็นต้นกัลปพฤกษ์ จะมีขุมทรัพย์ที่ตักไม่พร่องเกิดขึ้นในทิศทั้ง 4 จะอุดมไปด้วยรัตนชาติ มีดวงแก้วมณีที่ยังความสว่างไสวให้บังเกิดขึ้นอยู่ในปราสาทนั้น โดยไม่ต้องจุดประทีปโคมไฟเลย ท่านจะเป็นที่รักที่เคารพนับถือของคนทั้งเมืองสมบัติของท่านนั้นแม้แต่ด้ายเส้นหนึ่ง เข็มเล่มหนึ่ง ก็ไม่มีใครจะขโมยไปได้ จี้ปล้นไปได้ หรือบังคับไปได้ และในที่สุดเมื่อได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็จะบรรลุมรรคผลนิพพาน"

        เศรษฐีได้ฟังก็ดีใจ เมื่อละจากโลกก็ไปบังเกิดเป็นชาวสวรรค์ มีบริวารมาก มีวิมานที่ใหญ่โตทีเดียว เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราพระองค์นี้ เวลาเกิดก็มีแสงสว่างเกิดขึ้นทั้งเมืองเลย พระเจ้าพิมพิสารทรงตกพระทัยว่าแสงอะไรเกิดขึ้นทั้งเมือง แต่ด้วยดวงปัญญาของพระองค์ ทรงทราบว่าแสงสว่างอย่างนี้นี่ต้องเป็นผู้มีบุญมาบังเกิดขึ้นแน่นอน

     ในที่สุดก็ทรงทราบว่ามีกุมารคนหนึ่งมาเกิดขึ้น ด้วยแสงสว่างที่เกิดขึ้นทั้งเมืองจึงได้ชื่อว่า "โชติกะ" และเมื่อถึงคราวบุญบันดาลบังเกิดขึ้นมาสมบัติดังกล่าวก็บังเกิดขึ้น มีปราสาทแก้วอุดมไปด้วยรัตนชาติ มีขุมทรัพย์เกิดขึ้นในทิศทั้ง 4 ตักแล้วไม่พร่อง มีต้นกัลปพฤกษ์ 4 มุม ใครปรารถนาอะไรก็ได้ทั้งหมดสมบัติของท่านนั้น ไม่มีใครที่จะแย่งจะชิงไปได้ ท่านมีดวงแก้ววิเศษดวงหนึ่งอยู่ในปราสาท ที่ยังความสว่างไสวให้บังเกิดขึ้นทั้งปราสาทนั้น โดยไม่ต้องอาศัยประทีปเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้กลิ่นเหม็นเลย เพราะว่าได้ถวายคันธกุฎี กุฏิที่ทำด้วยไม้หอมได้เห็นแต่สิ่งที่สวยงาม ได้ยินแต่เสียงที่ไพเราะ ได้ลิ้มรสอาหารที่ประณีต โดยเฉพาะภรรยาของท่านที่มาจากอุตตรกุรุทวีป เป็นภรรยาที่ วยงามมากที่เขาเรียกว่านางแก้ว นางแก้วนี้มีบุญวิเศษเวลาหน้าร้อน กายเย็น เวลาหน้าหนาวกายก็อุ่น มีถ้อยคำอันไพเราะ รูปร่างก็ สวยงาม แถมยังมีรัศมีกายออกไปด้วย นางได้นำหม้อข้าววิเศษและนำหิน 3 ก้อนติดตัวมาด้วย ข้าวของอุตตรกุรุทวีปนั้นแจกจ่ายเท่าไหร่ก็ไม่หมดสิ้น รับประทานนิดเดียวก็อิ่มได้

      พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่ท่านได้เห็น ได้ยิน ได้ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ถูกต้อง นึกคิดอะไรต่างๆทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ประณีตที่สุด ไม่เคยมีใครได้รับอย่างนี้มาก่อน แล้วสมบัติของท่านก็เป็นที่เลื่องลือไป จนกระทั่งพระราชามหากษัตริย์ต้องเสด็จมาดู พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นแล้วเกิดอยากได้ เข้าพระทัยว่าด้วยอำนาจของพระราชานั้น อะไรๆ ก็อยู่ในกำมือ แต่สิ่งนี้จะนำมาใช้กับผู้มีบุญไม่ได้เลย

     พระองค์ทรงยกกองทัพมา เพื่อที่จะยึดปราสาทของท่านโชติกเศรษฐี ซึ่งในขณะนั้นท่านโชติกะอยู่วัด กำลังฟังธรรมอยู่ พอยกทัพมาถึงปราสาทที่ทำด้วยแก้ว ก็ปรากฏภาพสะท้อนกลับ ดูประหนึ่งว่ามีกองทัพมากมายกว่านั้นคอยป้องกันปราสาทอยู่ พระเจ้าอชาตศัตรูตกพระทัยไม่กล้าที่จะไปยึดเอา ในที่สุดก็ตรัสถามหาว่าท่านโชติกเศรษฐี อยู่ที่ไหน เมื่อทรงทราบว่ากำลังฟังธรรมอยู่ที่วัดก็เสด็จตามไป แล้วก็เล่าความเป็นจริงให้ฟังว่า ตั้งใจจะไปยึดเอาสมบัติของท่านโชติกเศรษฐี ท่านเศรษฐีก็บอกว่าอย่าว่าแต่ปราสาทเลย แม้แต่แหวนในนิ้วมือของท่านพระเจ้าอชาตศัตรูหรือใครๆ ในโลกก็ไม่อาจที่จะดึงหลุดจากนิ้วมือได้

      พระเจ้าอชาตศัตรูทรงฟังแล้วไม่เชื่อ เพราะพระองค์เป็นผู้ที่มีกำลังมาก แค่ประทับนั่งยองๆ ยังกระโดดไปได้สูงถึง 40 ศอก ถ้ายืนแล้วกระโดดก็สูง 80 ศอก 4 ศอก ก็เป็น1 วา วาหนึ่งก็มี 2 เมตร คูณเอาเลยว่าสูงขึ้นไปขนาดไหน พูดง่ายๆ นั่งยองๆ กระโดดไปถึงยอดโบสถ์อย่างนั้น แต่พระองค์ก็ทรงดึงแหวนออกจากนิ้วโชติเศรษฐีไม่ได้เลยสักวงหนึ่ง เพียรพยายามอยู่อย่างนั้นจนเหงื่อออกทีเดียว

      โชติเศรษฐีจึงแสดงอานุภาพแห่งบุญให้ปรากฏ ท่านอนุญาตว่าขอให้แหวนที่อยู่ในนิ้วมือเลื่อนไปถวายพระเจ้าอชาตศัตรู แหวนนั้นประดุจมีชีวิต ได้เคลื่อนออกไปจากนิ้วของโชติกเศรษฐีอย่างง่ายดาย แล้วก็ตกลงในพระหัตถ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู

       ท่านเกิดความสลดใจว่าสมบัติที่มีอยู่ในโลกอย่างนี้ เมื่อมีอยู่ก็มีคนอยากได้ มีอยู่ก็มีคนอยากดู ถ้าไม่ให้ดูก็น้อยใจ โกรธ ถ้าให้ดูแล้วก็อยากได้ ถ้าไม่ให้ก็โกรธอีก ขุ่นมัวอีก ในที่สุดท่านก็เลยออกบวช แล้วได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา

     เพราะฉะนั้น เรื่องของบุญจึงเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ผู้มีบุญมากนั้นในกาลก่อนท่านได้ทำบุญในสิ่งที่ใครๆ ทำได้ยาก มีใจเต็มเปียม ไม่เสียดายทรัพย์ ทำถูกเนื้อนาบุญทำกับผู้บริสุทธิ์ เวลาบุญส่งผล เราฟังแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่า ผู้มีบุญมากไม่ต้องทำมาหากินอะไรเลย แค่ตรึกระลึกนึกถึงบุญเท่านั้นสมบัตินั้นไหลมาทีเดียว เหมือนเศรษฐีในกาลก่อน แค่อาบน้ำชำระกายให้สบายใจ ไปยืนอยู่ในกลางแจ้ง นึกถึงบุญที่ตัวทำสมบัตินั้นบังเกิดขึ้นมาทีเดียวพระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองโลก ถึงคราวที่บุญบันดาลมหาสมบัติจะบังเกิดขึ้นเอง ท่านอาบน้ำอาบท่าให้ บายอกสบายใจ มาทานศีล 8 ในขณะที่ท่าน มาทานศีล 8 นึกถึงบุญอยู่นั้น รัตนะ 7 มีจักรแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ดวงแก้วกายสิทธิ์ ก็บังเกิดขึ้นมานำสมบัติต่างๆ มาเต็มไปหมดเลย

      ท่านโชติกเศรษฐี และท่านเมณฑกเศรษฐีก็เช่นเดียวกัน เมื่อบุญส่งผลนั้น ไม่ต้องทำมาหากินเลย ถึงขีดถึงคราว ผังสำเร็จที่สั่งสมบุญมาอย่างเต็มเปียมล้นปรี่แล้ว ก็ดลบันดาลดึงดูดทรัพย์ให้เกิดขึ้นมาเลย

     ถ้ามีบุญน้อยลงมาหน่อยก็ต้องทำมาหากิน แต่ทำแล้วสะดวกสบาย มีคนช่วยเหลือคิดอะไรก็ทะลุปรุโปร่ง มีพวกพ้องบริวารที่ดี มีจังหวะชีวิตที่ดีๆ มีสมบัติมากบังเกิดขึ้น มีคนช่วยเหลือหมดเลย

     ถ้าบุญน้อยกว่านั้นอีก ต้องทำมาหากินเอง แม้มีคนช่วยเหลือแต่ก็มีอุปสรรคเป็นครั้งคราวแต่งานนั้นก็สำเร็จเป็นมหาเศรษฐีรวมบัติได

       บุญน้อยกว่านั้นลงไปอีก ทำมาหากินด้วยตัวเอง ไม่มีคนช่วย แต่ก็สำเร็จได้

     ถ้าน้อยกว่านั้นลงไปอีก ต้องทำมาหากินด้วยตัวเอง แต่กว่าจะสำเร็จนั้น หืดขึ้นคอเลยมีอุปสรรคเกิดขึ้นมาก ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ อาบเหงื่อต่างน้ำแต่ก็ได้สมบัติมา

       ถ้าบุญน้อยกว่านั้นอีก ทำมาหากินเกือบตายทีเดียว แม้จะได้สมบัติแต่ก็ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย

       ถ้าน้อยกว่านั้นลงไปอีก ทำเกือบตายสมบัติก็ไม่ค่อยจะได้

     ถ้าน้อยกว่านั้นลงไปอีก ทำไม่ได้เลย นอกจากขอเขากิน ต้องเป็นขอทานอย่างนั้น แต่ก็ยังได้กิน ยังมีคนเมตตาให้มา ถ้าบุญน้อยกว่านั้นอีก นอกจากจะขอทานเขาไม่ให้แล้ว ไปที่ไหนยังอด ไปร่วมกับคนขอทานที่เขาเคยขอได้ พอไปร่วมขอกับเขาก็พลอยพาเขาอดเสียอีก

      เห็นไหมว่าบุญนี่มันลดหลั่นลงมาตามลำดับ เหมือนมหาเศรษฐีสมัยก่อน ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปกับพระอานนท์ ทรงชี้ให้ดูลูกขอทานคนหนึ่ง บอกว่านี่คือเศรษฐีเก่าชาติในอดีตไม่ทำบุญด้วยตัวเอง ขี้เหนียวตระหนี่ แถมยังห้ามคนอื่นทำบุญเสียอีก ผู้ให้เท่านั้นจึงจะได้รับ ผู้ไม่ให้นอกจากไม่ได้รับแล้วยังอด แต่ไม่ให้แล้วยังหวงห้ามไม่ให้คนอื่นให้อีก นอกจากอดแล้วไปอยู่ที่ไหนอุบาทว์ก็ลง พลอยทำให้คนอื่นเขาอดไปด้วย พระอานนท์กราบทูลถามว่าแล้วจะเชื่อได้อย่างไร พระองค์ก็ทรงบอกว่า เดี๋ยวพอลูกขอทานคนนี้ไปในตระกูลเก่าที่ตัวเคยเป็นมหาเศรษฐีเดี๋ยวนี้ลูกชายยังอยู่เลย ลูกครองสมบัติ พอไปถึงขอทานคนนี้ก็จำลูกชายในอดีตได้แต่ลูกน่ะจำเขาไม่ได้ เพราะมาเกิดกันคนละชาติแล้ว จำกันไม่ได้ ไม่ให้เข้าบ้านด้วยซ้ำไป จนกระทั่งต้องไปชี้สมบัติว่าอยู่ตรงนั้นตรงนี้ จึงเชื่อว่าเคยเป็นเศรษฐีเก่าและเป็นพ่อของตัว

       สมบัตินี่เป็นของกลาง มันมีอยู่แล้วในโลก ถ้ามีบุญก็รวมสมบัติได้ ถ้าหมดบุญสมบัตินั้นก็กระจายสมบัติของท่านโชติกเศรษฐี และเมณฑกเศรษฐี หรือนายบุญเศรษฐี เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ในโลกนี้แหละ แต่ผู้ที่มีบุญเท่าท่านนั้นยังไม่มี ถ้ามีเมื่อไหร่บุญก็ดูดเข้ามา ท่อธารแห่งบุญอยู่ในศูนย์กลางกาย ถ้าใจบริสุทธิ์ก็จะ สว่างมาก ยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ก็มีแรงดึงดูดมาก ขยายได้กว้างมาก บุญดูดเอามาทีเดียว นี่เป็นเรื่องที่มีมาแล้วในอดีต แต่ว่ารวยแล้วจะต้องให้ใจบุญเหมือนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และมหาอุบาสิกาวิสาขา เอาสมบัตินั้นมาช่วยกันขยายพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปยังชาวโลก ให้โลกเกิดสันติสุข อย่างนี้ทรัพย์นั้นจึงจะมีประโยชน์ เพราะฉะนั้นสมบัติของผู้มีบุญตอนนี้ยังอยู่ มีอยู่เต็มไปหมดเลยไม่ได้สูญหายไปไหน ไม่ได้กระเด็นไปอยู่ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัสหรือดาวราหู ไม่ได้กระจายไปที่นั่นเลย อยู่ในโลกนี่แหละ ถ้าหากเรามีบุญแล้วเดี๋ยวสิ่งเหล่านั้นจะมาบังเกิดขึ้น เกิดขึ้นกับตัวของเรา

 

4. นายบุญมหาเศรษฐี ผู้มีสมบัติอัศจรรย์
    ดวงบุญมีอยู่ในกลางตัวของเราทุกคนและมีอานุภาพ เราจะได้สมบัติทั้งสามคือ รูปสมบัติทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญสุข มรรคผลนิพพานอย่าง สมบูรณ์ทีเดียว ไม่มีขาดตกบกพร่องเลย เมื่อจรดมาอยู่ในกลางของกายมนุษย์หยาบ ก็จะเกิดผลบุญขึ้นมา เมื่อเราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ด้วยกายมนุษย์หยาบ รูปสมบัติของเรา เราก็จะมีรูปงาม แข็งแรง อายุยืนไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่อ้วนไม่ผอม ไม่ดำไม่ขาว ไม่สูงไม่ต่ำ พอดีๆ ใครพบเห็นแล้วก็เกิดความรู้สึกพอดี ดูแล้วสวยงามจริงๆ ทรัพย์สมบัติก็ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องทำมาหากิน มีสมบัติมาคอยท่าไว้เลย ได้มาเกิดในตระกูลของเศรษฐี มหาเศรษฐี บรมเศรษฐี และถ้ามีบารมีมาก ดวงบุญนี้ก็ดลบันดาลให้สมบัติเกิดขึ้นเอง เป็นเศรษฐีเสียเอง เหมือนท่านชฎิลเศรษฐี เมณฑกเศรษฐีและท่านโชติกเศรษฐี ไม่ใช่เป็นลูกเศรษฐี คือบุญเกิดขึ้นในศูนย์กลางกาย เป็นบุญที่เกลี้ยงสะอาดล้วนๆ เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ เวลาบังเกิดขึ้นพรึบ ภูเขาทองโผล่ขึ้นมาแล้ว บุญนี้ไปดึงดูดเอาธาตุทองทั้งหลายมารวมตัวกันและผุดเกิดขึ้นมาเลยสมบัติจักรพรรดิบังเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ หรือท่านโชติกเศรษฐี ปราสาทแก้วพรึบขึ้นมา ขุมทรัพย์ทั้ง 4 เกิดขึ้นมาเลย นี่กำลังบุญของท่านเป็นอย่างนี้

        เหมือนอย่างนายบุญชาวนา เปลี่ยนฐานะจากนายบุญชาวนาเป็น "บุญมหาเศรษฐี" (ปุณณเศรษฐี) ก็เพราะว่าภรรยาเตรียมอาหารเอาไว้เพื่อจะมาให้สามีคือนายบุญ ซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากการไถนา แต่ระหว่างเดินทางมา ได้พบกับเนื้อนาบุญ พบพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธมาบัติมาใหม่ๆ เป็นบุญลาภของภรรยานายบุญคือมีลาภทางบุญ พอเห็นเข้าก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสถ้าคนไม่มีลาภทางบุญ เห็นแล้วจะเฉยๆ ภรรยาของนายบุญเกิดความรู้สึกอยากจะทำบุญอาหารมื้อนั้นกับพระ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าท่านเป็นเนื้อนาบุญหรือเปล่า แต่บุญในตัวบันดาลให้อยากทำบุญ และพระท่านก็มาโปรด เพราะท่านเห็นในญาณทัสสนะว่า โยมคนนี้จะเป็นเจ้าของบุญ

       เมื่อผู้ให้กับผู้รับมาตรงกัน ธาตุธรรมท่านบริสุทธิ์ล้วนๆ เพราะเข้านิโรธสมาบัติ ใสสว่างเต็มที่ทีเดียว เหมือนเป็นโรงงานไฟฟ้าอย่างนั้น ภรรยาของนายบุญชาวนาเอาข้าวมื้อนั้นใส่บาตรด้วยความเลื่อมใสปลื้มปีติ พอข้าวตกลงไปในบาตร ปลื้มมาก พอพระท่านปิดฝาบาตรก็ชื่นใจ แล้วท่านก็ให้พระสั้นๆ ไม่ได้ให้ยาวๆ หรอก ท่านให้พรว่า "ขอให้ สมความปรารถนาในทุกเรื่อง" แค่นั้นนางก็ชื่นใจแล้ว ขนลุกชูชันทีเดียว ดีใจมาก ไม่กังวลว่าสามีจะหงุดหงิดรึเปล่ากลับไปเตรียมอาหารใหม่ แล้วก็เอาไปให้สามีที่อยู่กลางนา

       สามีกำลังเหนื่อย กำลังหิว ภรรยาก็ยิ้มส่งยิ้มไปก่อน และพูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ หาน้ำหาท่าเช็ดเนื้อเช็ดตัว พอร่างกายสบาย จิตใจสบาย เอาอาหารให้ และก็พูดว่า

  "ที่มาช้าเพราะว่าเตรียมอาหารจะมาให้พี่นี่แหละ แต่เจอพระเสียก่อน เกิดความเลื่อมใสผิวพรรณท่านเปล่งปลั่ง มีวรรณะสุกใสทีเดียว อยากทำบุญก็เลยใส่บาตรไปแล้ว พี่อนุโมทนาเถอะนะ"

        นายบุญก็วมชื่อทีเดียว ชื่อบุญ ใจบุญ แม้จะเหน็ดเหนื่อยมาก็กล่าวว่า "สาธุ ดีแล้วน้องเอ๊ยที่ทำบุญมา"

      แค่ความเลื่อมใสแค่นั้นแหละ ใจของนายบุญนั้น ก็เหมือนไปเสียบขั้วแบตเตอรี่กับใจของภรรยาส่วนใจของภรรยาเชื่อมต่อจากพระผู้มีบุญนั้นส่งต่อมาถึงนายบุญทีเดียว

      พอทานข้าวเสร็จมีกำลังไปไถนา ไม่ว่าลงมือไถกี่ครั้ง ที่ดินก็เปลี่ยนเป็นทองคำหมดเลยเหลืออร่ามเต็มท้องทุ่งนาไปหมด ที่นาเปลี่ยนจากดินเป็นทอง แปลงธาตุจากดินเป็นทองด้วยอานุภาพบุญที่มาจากทำบุญถูกเนื้อนาบุญกับพระที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ทองเกิดพรึบขึ้นมาเลย มีมากกว่าทุกคนในแผ่นดิน พลิกแผ่นดินตรงไหนเป็นทองหมดเลย นี่ก็เป็นเพราะว่าใจของนายบุญและภรรยามีความเลื่อมใสในมหาทานบารมีนั้น ทำถูกเนื้อนาบุญ เพราะฉะนั้นธาตุดินจึงแปลงเป็นทองได้ เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ที่หลั่งไหลมาเลย


สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ , กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระพุทธศาสนา , วัดพระธรรมกาย , เรียนพระพุทธศาสนา , หนังสือเรียน DOU , พระโพธิสัตว์ , ความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา , มงคลชีวิต , พุทธวิธี , เบื้องหลังความรวยข้ามภพข้ามชาติ

5. อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีผู้ใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา
      คราวนี้เรามามองดูชีวิตของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเป็นยอดอุปัฏฐาก เป็นผู้เลิศในฝ่ายอุบาสกที่สนับสนุนงานพระศาสนา หมายความว่าในบรรดาผู้ที่สนับสนุนงานพระศาสนาที่เป็นฝ่ายผู้ชายนั้น ท่านอยู่ข้างหน้า ถ้าฝ่ายหญิงก็ท่านมหาอุบาสิกาวิสาขา ในจำนวนฝ่ายหญิงทั้งหมดที่สนับสนุนงานพระศาสนา มหาอุบาสิกาวิสาขาได้สร้างมหาทานบารมีสนับสนุนอย่างมาก มากกว่าคนอื่น ท่านจึงมาอยู่ข้างหน้า ให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญท่ามกลางพระอริยสาวก

       ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นลูกของสุมนเศรษฐี หมายความว่าเวลาท่านลงมาเกิด เข้าสู่ครรภ์มารดาที่เป็นภรรยาเศรษฐีใหญ่ทีเดียว คือเกิดมาก็มีทรัพย์สมบัติรองรับเอาไว้สำหรับให้สร้างบารมีต่อไป ภพในอดีตของท่าน ท่านเป็นคนธรรมดาอย่างพวกเราอย่างนี้แหละ ทำมาหากินเป็นปกติ แต่ท่านมีบุญลาภคือวันหนึ่งในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า พระปทุมุตตระ มัยนั้นในชมพูทวีปหรือโลกใบนี้ มนุษย์มีศีล 5 เป็นปกติ พระปทุมุตตรพุทธเจ้าท่านมีบารมีมาก มีพระอริยสาวกมากมาย ประชุมมาฆบูชามหาสมาคมครั้งหนึ่งก็เป็นล้านองค์ทีเดียว วันนั้นพระองค์ตรัสรรเสริญอุบาสกท่านหนึ่งว่า เป็นผู้เลิศในการบริจาคทานสนับสนุนงานพระศาสนาให้เป็นที่ปรากฏแก่พุทธบริษัททั้งสี่ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีในขณะที่ยังเป็นคนธรรมดาได้ยินได้ฟังเข้า ก็เกิดปีติเกิดความเลื่อมใสเพราะท่านสร้างบารมีมาในทางนี้ จะเป็นฝ่ายกองเสบียงสนับสนุนงานพระศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญพระอริยสาวกองค์ใดเป็นผู้เลิศทางไหนก็ตาม ท่านก็ยังเฉยๆ แต่พอได้ฟังพระองค์ตรัสสรรเสริญอุบาสกที่เป็นผู้เลิศในมหาทานบารมีสนับสนุนงานพระศาสนา ท่านเกิดปีติทีเดียว ขนลุกชูชันและก็มีความตั้งใจปรารถนาอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง ท่านก็ได้รวบรวมทรัพย์ของตนและก็ชักชวนผู้อื่นด้วยสร้างมหาทานบารมีถวายสังฆทาน โดยมีพระผู้มีพระภาคเจ้าพระปทุมุตตระทรงเป็นประธาน พร้อมด้วยพระอริยสาวกจำนวนมากนั้นตลอด 7 วัน ไม่ได้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว แล้วก็ตั้งความปรารถนาเอาไว้ว่าด้วยอานุภาพแห่งบุญที่เกิดขึ้นจากการสร้างมหาทานบารมีตลอดทั้ง 7 วันนี้ ขอให้ได้เป็นผู้เลิศในฝ่ายอุบาสกผู้สนับสนุนงานพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับท่านอุบาสกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระปทุมุตตระได้ทรงสรรเสริญท่ามกลางพุทธบริษัท 4 นั้น

       พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงสอดพระญาณดูว่า ที่สุดแห่งกำลังบุญของบุรุษผู้นี้ จะไปส่งผลให้ความปรารถนานั้นสำเร็จได้เมื่อไหร่ เมื่อทรงพบถึงที่สุดภาพนั้นแล้ว จึงตรัสแก่อุบาสกท่านนั้นเพื่อยังความปีติปราโมทย์ใจให้บังเกิดขึ้นว่า "ต่อไปในอนาคต เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าพระสมณโคดมมาตรัสรู้ เธอจะได้เกิดในตระกูลเศรษฐี มีสมบัติรองรับเอาไว้ให้ได้สร้างบารมี ดังที่ได้ปรารถนาเอาไว้"

       อุบาสกท่านนั้นได้ฟังก็เกิดปีติ ปราโมทย์ใจ ได้สั่งสมทานบารมียิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งหมดอายุขัย ท่านท่องเที่ยวอยู่ใน 2 ภูมิคือมนุษยโลกและเทวโลก เกิดมาเป็นมนุษย์ พอละโลกจากมนุษย์ก็ไปเป็นเทวดาเป็นชาวสวรรค์ วนเวียนอยู่อย่างนี้จนกระทั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราพระองค์นี้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบาสกผู้นั้นจึงได้มาเกิดใน สกุลของสุมนเศรษฐีมาอยู่ในรูปกายของลูกเศรษฐี ได้ครอบครองสมบัติทั้งหมด และได้ชื่อว่าสุทัตตเศรษฐีส่วนเหตุที่ได้ชื่อว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะว่ามีใจยินดีในการบริจาคทาน อยากจะได้เสียงผู้คนอนาถาที่ยากจนส่งเสียงอึกทึก ยามเมื่อท่านได้แจกจ่ายข้าวปลาอาหารที่ตั้งโรงทานเอาไว้ ท่านยินดีอย่างนั้น เมื่อได้ยินแล้วก็ปลื้มปีติใจเศรษฐีสมัยก่อนเขาแข่งกันสร้างโรงทาน ใครทำโรงทานเป็นที่แจกจ่ายปัจจัยสี่ให้แก่คนยากจนได้มาก คนนั้นก็จะได้รับการยกย่องและก็ปีติยินดีทุกครั้งที่ทำสุทัตตเศรษฐีทำอย่างนั้นตลอดมา

      จนกระทั่งวันหนึ่งบุญบันดาล ท่านมาเมืองราชคฤห์เพื่อเยี่ยมราชคฤห์เศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นน้องเขยของราชคฤห์เศรษฐีเกิดในตระกูลเศรษฐีด้วย และยังได้แต่งงานกับเศรษฐี เพราะฉะนั้น พวกพ้องก็เป็นเศรษฐี พูดคุยกันแต่เรื่องทรัพย์ ไม่ได้คุยเรื่องอื่นเลย ราชคฤห์เศรษฐีมีบุญได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระอริยสาวกตลอดมา

     วันนั้นราชคฤห์เศรษฐีเตรียมการรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระอริยสาวก ได้สั่งให้ข้าทาส บริวารเตรียมวัตถุทานต่างๆ เพื่อที่จะถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังความแปลกใจให้เกิดขึ้นกับสุทัตตเศรษฐีว่า แต่ก่อนนี้เวลาเรามา เราจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากราชคฤห์เศรษฐีทุกครั้งไป ในที่สุดเมื่อได้โอกาสก็ถามท่านราชคฤห์เศรษฐีว่า "วันนี้พระราชาเสด็จมาหรือใครมา ถึงจะต้องไปต้อนรับสั่งข้าทาส บริวารต้อนรับอย่างดีเยี่ยม เตรียมอาหารหวานคาวที่ประณีตไว้คอยต้อนรับอย่างนั้นหรือ"

       ราชคฤห์เศรษฐีก็บอกว่า "ไม่ใช่หรอก ผู้ที่เสด็จมาเป็นผู้ที่อุดมไปด้วยสิริ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จมาในวันนี้"

     สุทัตตเศรษฐีพอได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ก็เกิดปีติขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะตลอดเวลาในใจของท่านนั้นอยากจะพบพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดอยู่ในใจว่าอยากจะพบผู้บริสุทธิ์ ผู้หลุดพ้นแล้วที่จะแสดงธรรมให้เราได้รู้เห็นตามบ้างอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่เคยมีใครมาส่งข่าว เมื่อราชคฤห์เศรษฐีได้พูดถึงว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้วท่านสุทัตตเศรษฐีต้องถามย้ำถึง 3 ครั้ง ราชคฤห์เศรษฐีก็ตอบทั้ง 3 ครั้ง ยืนยันว่าบัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้วสุทัตตเศรษฐีปีติยินดีมาก ปรารถนาจะได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าในทันทีทันใด แต่ก็ไปไม่ได้เพราะเป็นเวลากลางคืน ตัวท่านก็พยายามเร่งเวลา เพื่อจะให้ถึงรุ่งเช้า

      คืนนั้นท่านไม่ได้หลับเลย คิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ได้จนนอนไม่หลับทั้งคืน ใจจดจ่อ จนกระทั่งทนไม่ไหว ใกล้รุ่งก็รีบลุกจากที่เพื่อจะเดินไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ระหว่างนั้นอมนุษย์ก็เปิดทางให้ เปิดประตูให้สุทัตตเศรษฐีเดินไปท่ามกลางความมืด เศรษฐีไม่เคยไปไหนเพียงลำพัง ปกติจะมีข้าทาส บริวารติดตามห้อมล้อมไปตลอด แต่คราวนี้ไปเพียงลำพัง เดินอยู่ในความมืดก็เกิดความสะพรึงกลัว ครั่นคร้าม แต่ด้วยความตั้งใจมั่น อมนุษย์ตนหนึ่งก็เปล่งเสียง แต่ไม่ปรากฏตัวสนับสนุนว่าให้เดินทางต่อเถิด การได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าในคราวนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด แม้เราจะมีช้างสักหนึ่งแสน มีม้าสักหนึ่งแสน มีเทพีผู้มีรูปงามสักหนึ่งแสนคน อย่างละแสนอย่างนี้ แม้มีอยู่ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่ากับการได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วแสงสว่างก็ปรากฏพอให้สุทัตตเศรษฐีเดินทางต่อไปได้เป็นอยู่อย่างนี้ถึง 3 คราวทีเดียว คือเมื่อความมืดปรากฏ ความสะพรึงกลัวเกิดขึ้น ก็มีเสียงของอมนุษย์ผู้มีบุญนั้น คอยแนะนำเป็นกัลยาณมิตรให้กับสุทัตตเศรษฐี แล้วความ สว่างก็เกิดขึ้นอย่างนี้

        พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอดพระญาณดูในยามใกล้รุ่งว่า ในวันนี้บุคคลใดจะเป็นผู้มีบุญที่จะรองรับพระธรรมของพระองค์ ทรงสอดพระญาณลงไปในกลางก็พบสุทัตตเศรษฐี มองดูตลอดก็ทรงเห็นว่าสุทัตตเศรษฐีนี้จะเป็นอุปัฏฐากที่สำคัญของเรา จะเป็นผู้เลิศทางอุปัฏฐากฝ่ายอุบาสก กำลังเดินทางมา เราจะต้องไปรับ ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จออกไปเดินจงกรมรออยู่บนเส้นทางนั้น เมื่อสุทัตตเศรษฐีกำลังรำพึงถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ พระองค์ก็ตรัสเรียกว่า "สุทัตตะ เราอยู่ตรงนี้สุทัตตะ เราอยู่ตรงนี้สุทัตตะ เราอยู่ตรงนี้ มาหาเราเถอะ"

       สุทัตตเศรษฐีกำลังนึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็น แต่เมื่อมาได้ยินคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยเรียกชื่อ และยังรู้ความในใจกล่าวเรียกว่า "เราอยู่ตรงนี้" เพราะคำว่าเราซึ่งหมายถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเกิดปีติขนลุกชูชันทีเดียว ในที่สุดก็เข้าเฝ้าฟังธรรมเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้บรรลุธรรมนั้น แล้วเกิดกุศลศรัทธาขึ้นมา และได้เป็นกำลังสำคัญของพระศาสนา

        คนเรานี้เลือกเกิดได้ โอกาสที่เราจะเลือกเกิดนี้มีอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่ว่าเราจะใช้โอกาสนั้นหรือไม่ ถ้าเราไม่ใช้โอกาสนั้น เวลาเรามาเกิดเป็นผู้มีฐานะยากจน เราจะได้ยินแต่ถ้อยคำปลอบใจว่า "คนเราเลือกเกิดไม่ได้" และก็ให้กำลังใจต่อ "แต่เราเลือกเป็นได้" เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เราได้ยินได้ฟังคำเหล่านี้อีก ขณะนี้เรามีโอกาสเลือกเกิดได้ เมื่อขณะ สมัยมาถึงทักขิไณยบุคคลมีอยู่ พระพุทธศาสนามีอยู่ พระรัตนตรัยมีอยู่ เราซึ่งเป็นทายกทายิกามีความพร้อมมีวัตถุทาน มีศรัทธา พึงทำในตอนนี้ แล้วเราจะเลือกเกิดได้ ถ้าอยากเกิดเช่นเดียวกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีหรือมหาอุบาสิกาวิสาขา ซึ่งท่านเลือกลงมาเกิดในตระกูลเศรษฐี จงหมั่นบริจาคทาน และเมื่อสร้างมหาทานบารมีก็ควรจะทำกันอย่างเต็มที่ แต่ถ้าจะเลือกเกิดแบบอดีตอานันทเศรษฐี ไปเป็นขอทานในหมู่ยาจก คนยากจนในหมู่ยาจก เป็นมหาทุคตะ ก็จงมีความตระหนี่หวงแหนเสียเถิด หวงแหนทรัพย์ด้วยตัวเอง ชักชวนคนอื่นให้หวงแหนตามไปด้วย แล้วจะสมความปรารถนาอย่างนั้น

      เพราะฉะนั้นในฐานะที่พวกเราทั้งหลายเป็น ผู้มีสติปัญญา ก็ควรพิจารณาว่าเราจะเลือกเกิดเป็นอะไร ต่อจากนี้ไป ให้ทุกท่านตั้งใจให้ดี ทำใจให้หยุด ทำใจให้นิ่ง ทำใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ให้เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับบุญกุศล ให้ตั้งใจกันให้ดีทุกๆ คน กระแสธารแห่งบุญจะได้บังเกิดขึ้น นำชีวิตเราไปสู่เส้นทางมหาเศรษฐีผู้ในบุญทุกภพทุกชาติกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน


สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ , กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระพุทธศาสนา , วัดพระธรรมกาย , เรียนพระพุทธศาสนา , หนังสือเรียน DOU , พระโพธิสัตว์ , ความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา , มงคลชีวิต , พุทธวิธี , เบื้องหลังความรวยข้ามภพข้ามชาติ

6. มหาอุบาสิกาวิสาขา มหาเศรษฐีผู้ใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา
         ผู้ที่สั่งสมบุญมาดีแล้ว ย่อมบริบูรณ์ด้วยสมบัติทั้ง 3 คือ รูปสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติมีรูปงามสมส่วน แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ผิวพรรณวรรณะผ่องใสมีกำลัง มีอายุยืนยาวเหมือนมหาอุบาสิกาวิสาขา

       สมบัติทั้ง 3 ของท่านสมบูรณ์ทีเดียวนะ มีรูปงาม ท่านได้ลักษณะเบญจกัลยาณี คืองามมากสวยงามทีเดียว ไม่อ้วนไม่ผอม ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ดำไม่ขาว ผ่องอย่างเดียวตลอดสวยงามได้ส่วน อวัยวะน้อยใหญ่ก็ได้ส่วนหมด ท่านไม่ค่อยเจ็บป่วยไข้ และยังมีอายุยืน ในยุคที่มนุษย์มีอายุ 100 ปี ท่านมีอายุ 120 ปี อายุยืนทีเดียว มีปัญญาตั้งแต่เด็กๆ สอนตัวเองได้ บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ มีกำลังแข็งแรงเท่ากับช้าง 9 เชือก ถ้าชักเย่อกันก็เสมอกัน ถ้าช้างตัวเดียว แค่ท่านเอานิ้วจิ้มช้างๆ ล้มกันกระแทกเลย ท่านก็มีกำลังมาก มีผิวพรรณ วรรณะดั่งทองสุกปลั่งทีเดียวสวยงาม มีอายุ ยืน มีสมบัติมากสมบัติของท่านมีมาก และยังเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญอีกด้วยสั่งสมบุญมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเรื่อยมาเลย จนกระทั่งหมดอายุขัยมีพวกพ้องบริวารมาก จะไปแห่งหนตำบลใดผู้คนเขายินดีต้อนรับเชื้อเชิญ เพราะเขาถือว่ามหาสิริมงคลกำลังเข้าบ้าน เข้ามาในสถานที่นั้น ท่านสมบูรณ์ด้วย รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญสุข มรรคผลนิพพาน ท่านเพียบพร้อมไปหมดเลย

     นี่เป็นตัวอย่างของผู้มีบุญที่สั่งสมมาดีแล้ว ดวงบุญในกลางตัวท่าน ดวงกลมใสใหญ่โตทีเดียว เราทำบุญก็จะต้องให้ได้อย่างนั้น หรือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ สมบูรณ์อย่างนี้เหมือนกันมีความเพียบพร้อมไปหมด บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ด้าน ตั้งแต่ความเป็นปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า แม้ยังไม่ไปนิพพาน ก็ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ มีวิมานใหญ่โตสมบัติอันเป็นทิพย์บังเกิดขึ้น

     ชาวสวรรค์เขาวัดกันด้วยบุญ เทวดามีรูปกายคล้ายกันก็จริงอยู่ แต่รัศมีไม่เท่ากัน ผู้มีบุญมากดวงบุญในกลางกายทิพย์เปล่งสว่าง จนกระทั่งมีรัศมีสว่างมาก ผู้ที่มีรัศมีน้อยก็ต้องถอยออกไปห่างๆ ไปไกลๆ แล้วก็มีบริวารมาก มากทีเดียว ก็ไปกันทีเป็นล้านๆ แน่นไปหมดเต็มหมดเลย วิมานที่เป็นรัตนชาติก็สวยงามมาก มีสมบัติอันเป็นทิพย์ เหมือนเป็นเมืองๆ หนึ่งทีเดียว ใหญ่โตสวยงามสว่าง นี่เกิดด้วยกำลังบุญ ถ้าใครมีบุญมากก็จะมีอย่างนี้ แล้วบุญนี้จะติดตัวไปเรื่อยเลย ติดไปในกายของแต่ละกาย จนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า ก็มีดวงบุญ โตใหญ่หนักยิ่งขึ้น แต่ละท่านก็โตไม่เท่ากัน บรรลุมรรคผลนิพพานเหมือนกัน แต่กำลังบุญวิเศษไม่เหมือนกัน จึงมีเอตทัคคะความเป็นเลิศที่ไม่เหมือนกัน

      บุญนี้เป็นบ่อเกิดของความสุขและความสำเร็จทั้งหลาย ดังนั้น เราจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม อย่าขาดในการแสวงหาบุญ และบุญที่ทำถูกเนื้อนาบุญนั้นเป็นบุญใหญ่ เช่น การสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์แห่งพระรัตนตรัย เป็นเจดีย์ที่บังเกิดขึ้นยากในโลก มหาธรรมกายเจดีย์ก็คือ พระธรรมกายบวกกับคำว่าเจดีย์ มีพระธรรมกายเต็มไปหมดเลย เมื่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์สร้างพระธรรมกายประจำตัว ก็เท่ากับเราทำบุญถูกตัวจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีพระธรรมกายเต็มไปหมดเลย แล้วเมื่อใจเราจรดไปที่กลางกายนอบน้อมถึงพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กลางกายนั้นก็จะเป็นทางผ่านแล่นไปถึงอายตนนิพพาน กระแสธารแห่งบุญในอายตนนิพพานก็หลั่งไหลเข้าสู่กลางกายของเรา เมื่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นั้น พระนิพพานท่านก็ทุ่มบุญลงมายังไส้กลางของเราเต็มไปหมดเลยเป็นบุญที่จะฉุดเราให้ไปถึงที่สุดแห่งธรรม

     นักสร้างบารมีผู้ฉลาดควรเลือกเก็บเกี่ยวอารมณ์ที่ดีๆ เอาไว้เป็นเครื่องสนับสนุนในการประพฤติปฏิบัติธรรม ในการสั่งสมบารมีของเราให้เต็มที่ เพราะมีหลักอยู่ว่า ในการบำเพ็ญบุญกุศลทุกครั้ง จะเป็นการให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาก็ตาม จิตที่ผ่องใสตลอดเวลา จะทำให้กระแสธารแห่งบุญไหลผ่านกระแสใจของเราตลอดทุกๆ กาย เนื่องมาถึงกายเนื้อและจะมีผลส่งไปทุกภพทุกชาติจนกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน

     เมื่อถึงคราวเราจะได้สมบัติอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโลกียทรัพย์ภายนอกหรืออริยทรัพย์ภายใน เราจะได้อย่างเย็นๆ สบายๆ ได้อย่างเต็มเปียม ไม่มีหกไม่มีหล่น แถมเกิดเกินควรเกินคาดเสียอีก จะเป็นรูปสมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ รรเสริญสุข หรือมรรคผลนิพพานก็จะได้อย่างง่ายๆ ทีเดียว อย่างโลกียทรัพย์ พอเกิดมาทรัพย์ทุกอย่างก็จะมารอคอยเราอยู่ ไม่ต้องทำมาหากิน ทรัพย์ทุกอย่างมาบังเกิดขึ้นเลย

     เรื่องนี้มีอยู่ เป็นเรื่องจริงๆ อย่างเรื่องมหาอุบาสิกาวิสาขา พอเกิดขึ้นมา ทรัพย์สมบัติก็มาคอยท่าสมบัติตั้งแต่ปู่คือเมณฑกเศรษฐี พ่อคือธนัญชัยเศรษฐี ตกมาเป็นสมบัติของลูกคือมหาอุบาสิกาวิสาขา พอเกิดมาสมบัติก็มาคอยอยู่ เอาไว้ให้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย และยังได้บรรลุธรรม มีอริยทรัพย์ภายในตั้งแต่ 7 ขวบ นี่ก็เป็นเพราะว่าในภพก่อนๆ ของมหาอุบาสิกาวิสาขา ทุกครั้งเวลาท่านจะให้ทาน รักษาศีล หรือจะเจริญภาวนา ท่านทำด้วยหัวใจที่ผ่องใสเบิกบานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็รักษาใจให้ผ่องใสไม่หงุดหงิดงุ่นง่าน ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ท่านจะไม่ให้อารมณ์เหล่านั้นเข้ามาแทรกในดวงใจของท่านได้ จะให้ใจเต็มเปียมไปด้วยบุญกุศลและคุณงามความดีอยู่ตลอดเวลาเลย เพราะฉะนั้นเวลาสมบัติเกิดกับท่าน ก็เกิดขึ้นอย่างสะดวกสบาย เกิดอย่างง่ายดาย บริสุทธิ์เยือกเย็น เต็มเปียม ไม่มีหกหล่นเลยแม้แต่นิดเดียว

       จากโอวาทของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ที่กล่าวถึงตัวอย่างมหาเศรษฐีทั้ง 6 ท่านนั้น ทำให้เราได้เห็นความโดดเด่นพิเศษต่างๆ มากมายอันเกิดจากอานุภาพบุญ การที่ท่านเหล่านั้นได้รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติอย่างนี้ ก็เพราะเวลาท่านให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาท่านจะรักษาใจของท่านให้ผ่องใสไว้ตลอดเวลา ท่านนึกถึงเป้าหมายเป็นหลัก อุปสรรคเป็นรองนึกถึงความบริสุทธิ์ของการสร้างบารมี ไม่สนใจอุปสรรคเลย ท่านสนใจแต่เรื่องบุญเป็นใหญ่เพียงประการเดียว

       เพราะฉะนั้น ในขณะที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อมุ่งไปให้ถึงที่สุดของเป้าหมายชีวิตทั้ง3 ระดับ การได้ศึกษาเห็นความโดดเด่นพิเศษในรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติของท่านเหล่านี้ ย่อมทำให้เราได้เห็นต้นแบบที่ถูกต้อง และมีส่วนช่วยให้เราออกแบบชีวิตได้ถูกต้องอีกทั้งมีความมั่นใจที่จะสร้างตัวสร้างฐานะและชักชวนผู้อื่นทำความดีอย่างเป็นทีมให้มากยิ่งๆขึ้นไป โดยทุ่มเทอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันเหมือนอย่างกับท่าน ผลสุดท้ายย่อมทำให้เราสามารถเป็นได้อย่างท่าน หรืออาจได้ความโดดเด่นพิเศษของหลายๆ ท่านมารวมเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบของเรา เช่น เป็นผู้ที่เกิดมาไม่รู้จักคำว่า "ไม่มี" เหมือนพระอนุรุทธะ มีภูเขาทองหลังบ้านเหมือนชฎิลเศรษฐี มีสมบัติจักรพรรดิเหมือนท่านโชติกะเศรษฐี มีสมบัติอัศจรรย์เหมือนนายบุญเศรษฐี มีหัวใจค้ำจุนพระพุทธศาสนาดั่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และได้บรรลุธรรมตั้งแต่อายุ 7 ขวบเหมือนดั่งนางวิสาขา เป็นต้น ซึ่งความพิเศษเหล่านี้ เมื่อศึกษาเรื่องของท่านแล้ว ย่อมพบว่าตัวเราก็มีสิทธิที่จะเป็นได้อย่างท่าน ขอเพียงแต่เรามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างบารมีให้เหมือนอย่างกับท่านนั่นเอง

 


GB 304 สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ
กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา