ก้าวไปสู่การทำวิชชา

วันที่ 13 พค. พ.ศ.2560

ก้าวไปสู่การทำวิชชา

 

 

          คุณยายเป็นคนใหม่ที่ก้าวเข้ามาสู่การทำวิชชา แต่ท่านไม่ประมาท ตรึกธรรมะตลอดทุกอิริยาบถ ไม่คิดถึงเรื่องใดทั้งสิ้น ฝึกหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง เข้าไปเรื่อยๆทั้งวันทั้งคืนด้วย ความวิริยะอุตสาหะยิ่ง เพื่อจะได้รู้เห็นวิชาเหมือนผู้ที่มาก่อน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะได้ใช้งานได้อย่างทันใจ เมื่อฝึกมากขึ้น ความละเอียดก็เพิ่มขึ้นไปตามลำดับ จนละเอียดกว่าเดิม ที่เคยเป็นมาก่อน และ ว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันมา ร้อยเรียงกันเต็มท้องฟ้า

           ต่อมา หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมักจะถามคำถาม ซึ่งคุณยายไม่เคยคิดมาก่อน วันแรกที่ท่านเจอข้อสอบของหลวงพ่อวัดปากน้ำ คำถามแรกก็คือ

           "ลูกจันทร์ เมื่อกี้หลวงพ่อเดินผ่านโบสถ์มา เห็นนก มันไปเกาะบนหลังคา มันเหลียวมาดูข้างหลัง แล้วมันก็หันไป ดูข้างหน้า มันทำอย่างนั้นทำไมวะ"

           เมื่อฟังคำถามแล้ว คุณยายท่านก็หยุดนิ่งอย่างเบาสบาย หยุดในหยุด ดิ่งเข้ากลางไปพอหยุดถูกส่วนก็เห็นเป็น เรื่องเป็นราวทั้งรู้ทั้งเห็น แล้วตอบว่า

           "นกมันก็หันไปดูทางที่มันมา จะได้จำทางได้ แล้วมันก็มองไปข้างหน้า ดูที่หมายที่มันจะไปหากินเจ้าค่ะ"

           หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ว่า

           "เออ มันต้องอย่างนี้สิวะ"

            หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะค่อยๆ ถามจากง่ายไปหายาก พอวันรุ่งขึ้นท่านก็ถามอีก

"ลูกจันทร์ หลวงพ่อออกมาจากหอฉัน เห็นคนพิการ ขามันเป๋ เอ็งลองไปดูสิว่ากายละเอียดของมันเป๋ด้วยหรือเปล่า"

             คุณยายท่านก็หาคำตอบมาจนได้ เวลาหลวงพ่อท่าน ถาม ถ้าใครตอบถูกท่านก็จะบอกว่า

              "เออ มันต้องอย่างนี้สิวะ"

              ถ้าไม่ถูกท่านจะนิ่งๆ เฉยๆ ถามอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จน กระทั่งเรื่องยากขึ้นๆ เช่นถามถึงแขกพาหุรัด ถึงความเชื่อถืออะไรต่างๆ ซึ่งคุณยายไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน แต่ด้วยญาณทัสสนะ ที่แม่นยำทำให้ท่านตอบถูกทั้งหมด นอกจากนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะคอยซักถามคุณยายเสมอว่า

             "เวลาออกไปที่หอฉันน่ะ เอ็งอยู่ตรงกลางหรือเปล่าวะ"

             ทำให้คุณยายต้องเอาใจไว้ตรงกลางกายตลอด ไม่ให้คลาดเคลื่อนทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อเป็นอย่างนี้ ความรู้ก็ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดท่านได้มานั่งบนเตียงขาดรู้

             เตียงขาดรู้นี้ มีลักษณะคล้ายธรรมาสน์สำหรับพระนั่งเทศน์ ขนาดพอดีตัว มีไว้ให้เป็นเกียรติสำหรับผู้ที่ธรรมะดีเด่น เวลาคุณยายนั่งสมาธิในตอนกลางคืน จะต้องกางมุ้งครอบไว้อีกทีหนึ่ง เนื่องจากเตียงนี้มีขนาดเล็ก จึงเป็นเหตุให้ คุณยายต้องนั่งตัวตรงนิ่งอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าเผลอทำตัวเอียงไปทางใดทางหนึ่งแม้เพียงนิดเดียว จะถูกยุงกัดทันที ท่านั่งสมาธิของท่านจึงสวยงามที่สุด

             ส่วนคำว่า"ขาดรู้"คือการทำใจให้หยุดนิ่งสนิทสมบูรณ์ ร้อยเปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งหลุดจากกายหยาบเข้าไปสู่กายธรรมที่ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆทิ้งการรับรู้ภายนอกเข้าไปรับรู้ภายใน เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วจึงถอน การขาดรู้ทำให้จิตบริสุทธิ์มาก มีพลังมาก ความรู้กว้างขวางมาก และมีญาณทัสสนะแม่นยำมาก จนกระทั่งความรู้แตกฉานทำให้เข้าใจเรื่องราวของโลกและชีวิตเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ

              คุณยายท่านเอาจริงเอาจัง จนกระทั่งขยับจากผู้ที่ไม่รู้ อะไรมาเป็นผู้รู้อยู่แถวหน้า ได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้เป็นหัวหน้าเวรขาดรู้ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติยิ่งสำหรับผู้ศึกษาวิชชาธรรมกายที่ฝึกฝนตนเองมาอย่างดีแล้ว

              ครั้นแล้ววันเวลาที่ไม่พึงปรารถนาก็มาถึง หลังจากที่ อยู่วัดปากน้ำครบ ๑ เดือน ถึงกำหนดที่คุณยายจะต้องกลับไป หาคุณนายเลี้ยบ แต่เมื่อผ่านมาถึงเพียงนี้ท่านก็ตั้งใจว่าจะไม่กลับไปอีก จึงได้ปรึกษากับคุณยายทองสุกว่า

            "พี่ พี่สุก ฉันไม่กลับแล้วนะ"

            "กูก็ไม่กลับโว้ย อีก้าง เราบวชกันดีกว่า" คุณยาย ทองสุกท่านเรียกคุณยายว่า "อีก้าง"

            "แล้วเราจะบวชกันอย่างไรล่ะ" คุณยายถาม

             "เช่าผ้าเขาบวชกันดีกว่า"

             คุณยายทองสุกออกความเห็น เพราะในสมัยนั้นการ จะหาซื้อผ้าสักผืนเป็นเรื่องลำบาก จึงต้องใช้วิธีเช่าเขามา เมื่อตัดสินใจดังนั้นแล้วทั้งสองจึงพากันโกนศีรษะบวชกันในคืนนั้น ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ดีใจที่ทหารของท่านมาปฏิบัติหน้าที่แล้ว

             วันรุ่งขึ้นเมื่อคุณนายเลี้ยบจะมารับกลับก็เห็นอุบาสิกา ทั้งสองนั่งอยู่ตรงหน้าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งนอกจากผมยาว จะหายไปจากศีรษะหมดสิ้นแล้ว หน้าตาผิวพรรณยังนวลสดชื่น ด้วยธรรมรังสีของพระธรรมกายอีกด้วย

             เวลานั้นคุณนายเลี้ยบยังไม่กล้าพูดสิ่งใดทั้งนี้เพราะ เกรงใจหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงได้แต่มองหน้ากัน แต่ในที่สุดหลังจากที่หลวงพ่อท่านลุกออกไปแล้ว คุณนายเลี้ยบก็ถามคุณยายด้วยความไม่เข้าใจว่า

             "ไหนว่าจะกลับทำไมบวชล่ะ"

              คุณยายท่านไม่ตอบสิ่งใดเลย ได้แต่นั่งฟังด้วยอาการ สงบนิ่งอันเป็นอัธยาศัยปกติของท่าน

               ความผูกพันที่คุณนายเลี้ยบมีต่อคุณยายนั้น เป็นความผูกพันที่ไม่อาจประมาณได้ว่ามากมายเพียงใด ดังจะเห็นได้จาก เมื่อ ๒๐ ปีต่อมา ขณะนั้นคุณนายเลี้ยบอายุ  ๘๕ ปีท่านมาหาคุณยายแล้วพูดด้วยถ้อยคำเดิมว่า

              "แม่จันทร์นะแม่จันทร์ บอกว่ามาแล้วจะกลับ แล้วก็ไม่กลับ"

               แม้ในวันที่ใกล้จะละโลก คุณนายเลี้ยบให้คนมาเชิญ คุณยายไปที่บ้าน เพื่อที่จะทำบุญกับคุณยาย แต่พอเจอหน้ากันเท่านั้น คุณนายเลี้ยบก็ใช้คำเดิมอีก "แม่จันทร์นะแม่จันทร์ บอกว่าไปแล้วจะกลับ แล้วก็ไม่กลับ" แล้วก็มอบเงินเพื่อทำบุญ กับคุณยายผู้มีธรรมะในตัวเอง

               นับเป็นการรอคอยอันยาวนานตลอดชีวิตของใครคนหนึ่ง ซึ่งผูกพันอย่างลึกซึ้งอยู่กับความดีงามของคุณยาย แต่สำหรับคุณยายเองท่านไม่ได้คิดที่จะไปเป็นคนรับใช้ใครตลอดชาติ ที่ยอมตนในตอนแรกก็เพื่อจะศึกษาวิชชาธรรมกาย แม้ว่าจะลำบากเพียงใดก็อดทน ไม่ได้คิดจะมาแสวงหาอาชีพอย่างนี้ เพราะท่านก็มีบ้านอยู่กว้างขวางใหญ่โต ด้วยเหตุนั้นท่านจึงไม่กลับไปที่บ้านคุณนายเลี้ยบอีก อยู่ศึกษาวิชชาธรรมกาย กับหลวงพ่อวัดปากน้ำนับแต่นั้นมา