หนึ่งไม่มีสอง

วันที่ 16 พค. พ.ศ.2560

หนึ่งไม่มีสอง

 

 

            ไม่ว่าในยามปกติหรือในยามสงครามโลก คุณยายนั้นเป็นหนึ่งในนักรบกองทัพธรรม ที่ทำวิชชาต่อสู้กับพญามารด้วย จิตตานุภาพ ด้วยการหยุดนิ่ง ด้วยธรรมาวุธภายในอาศัย บุญฤทธิ์อันเกิดจากอานุภาพของวิชชาธรรมกายต่อสู้กันตลอด เวลา ๒๔ ชั่วโมงในสมรภูมิรบ จนกระทั่งหลวงพ่อ วัดปากน้ำท่านเห็นแล้วว่า คุณยายนั้นมีฤทธิ์มีอานุภาพ มีความเพียร มีกำลังใจที่เข้มแข็ง แม้จะทำความเพียรจนกระทั่งผ่ายผอม ตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น แต่ทั้งดวงตาและดวงใจของท่านเด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด

             ในยามสงครามโลก ไม่ว่าลูกระเบิดจะลงมามากมายเพียงใด คุณยายก็ไม่เคยมีอาการสะดุ้งกลัวต่อมรณภัยหรือความอัตคัดขาดแคลนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เคยแม้แต่จะปริปาก พูดบ่นท่านมีใจที่หยุด นิ่ง เฉย เป็นปกติ มุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรมเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งอะไรก็ตาม คุณยายย่อมทุ่มเทความสามารถทำได้ตามนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะท่านเป็นคนรักษาหน้าที่ยิ่งชีวิต และอยู่ในโอวาทของหลวงพ่อวัดปากน้ำเสมอ

            เมื่อหลวงพ่อท่านเห็นดังนั้น จึงได้รำพึงขึ้นมาในท่ามกลางนักรบกองทัพธรรมที่ร่วมทำวิชชาปราบมารด้วยกันนั้นว่า

            "ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีสอง" เหตุการณ์คราวนี้นับเป็นมหาปีติยิ่งในสมรภูมิ คำว่า "หนึ่งไม่มีสอง" นี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพูด ครั้งเดียวในชีวิตของท่านเท่านั้น และไม่พูดกับใครอีกเลย นั่นหมายถึงว่า เป็นถ้อยคำอมตะที่สำคัญยิ่ง มอบให้แก่ผู้มีความดี สมบูรณ์พร้อมทั้งหมดอย่างคุณยาย

            เมื่อได้รับคำชมนั้นท่านมิได้ลิงโลดใจหรือหยิ่งผยองพองตัวเลย ยังคงรักษาภาวะปกติและทำความเพียรของท่านเรื่อยไปหยุดในหยุดอยู่กับธรรมะตลอดทั้งวันทั้งคืน

            นอกจากธรรมะภายในเป็นหนึ่งไม่มีสองแล้วท่าน ยังมีอุปนิสัยมักน้อยสันโดษ เป็นคนชอบให้ ไม่ชอบสะสม ดังเช่นวันหนึ่ง มีคนเอาพัดขนนกยูงมาถวายหลวงพ่อวัดปากน้ำแต่เขาถวายเพียงด้ามเดียวเท่านั้น ในขณะที่ในโรงงานทำวิชชา มีคนตั้งมากมาย หลวงพ่อท่านจึงให้จับฉลาก แล้วท่านก็นึกว่า ใครธรรมะดีที่สุดขอให้จับฉลากได้พัดนี้ จากนั้นท่านวางใจ เป็นกลางๆ ให้พวกอุบาสิกาเขียนฉลากแล้วก็จับกันไป คุณยายท่านก็นั่งเข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆ

            คุณยายท่านจับฉลากเป็นคนสุดท้าย แต่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ฉลากใบเดียวใบนี้หลีกมือคนอื่นมาถึงมือของคุณยายได้ ท่านจับได้มาแล้วก็อ่านไม่ออก ต้องให้คนอื่นช่วยอ่าน พออ่านแล้วก็เฮกันทั้งห้อง เขาบอกว่า

           "พี่จันทร์ นามสกุล ขนนกยูง ได้พัดขนนกยูง"

            แต่พัดด้ามนี้อยู่กับคุณยายได้เพียงวันเดียว เพราะคุณยายทองสุกท่านมาขอ

           "อีก้างเอ๊ย มึงเอามาให้กูเหอะ กูจะไปทำบุญ"

            คุณยายก็ว่า "เอาไปเลยพี่"

            ท่านพูดง่ายๆ อย่างนี้ ถ้าใครขออะไรเป็นต้องให้ทุกที คุณยายท่านสนใจอยู่แต่เรื่องธรรมะภายใน เรื่องภายนอกท่านไม่สนใจเลย

           มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านลองใจ ในขณะที่ถามเรื่องวิชชากันไปเรื่อยๆ นั้นเอง อยู่ๆท่านก็ถาม คุณยายขึ้นมาว่า

           "ลูกจันทร์ปลาสลิดมันอร่อยตรงไหนวะ" คุณยายนิ่งอึ้งไป ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เพราะโดยปกติแล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะถามเรื่องวิชชา ซึ่งคุณยายจะตอบได้หมด แต่พอถามเรื่องปลาสลิดท่านนึกไม่ออก เพราะท่านรับประทานอาหารไปตามหน้าที่ เพียงเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย ให้คงอยู่ได้ จะได้มีเรี่ยวแรงทำวิชชาเท่านั้น ไม่ได้สังเกตว่า มันอร่อยหรือไม่

         เพราะท่านมุ่งหยุดในหยุด เข้ากลางของกลางมุ่งไปปราบมารเพียงอย่างเดียวท่านบริสุทธิ์ใจ จริงใจต่อหน้าที่ ซึ่งเกื้อกูลให้ท่านทำวิชชาได้อย่างเชี่ยวชาญ

 

 

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร