โทษของการอั้นปัสสาวะและอั้นอุจจาระ

วันที่ 13 พค. พ.ศ.2560

การดูแลเรื่องการขับถ่าย
โทษของการอั้นปัสสาวะและอั้นอุจจาระ "

GB 410 การรักษาสุขภาพตามพุทธวิธี , ความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , การดูแลเรื่องอาหาร , โทษของการอั้นปัสสาวะและอั้นอุจจาระ

1. โทษของการอั้นปัสสาวะ
     เวลาเราเดินทางไกลๆ หรือเล่นกีฬา หรือมีการประชุม มักจะอั้นปัสสาวะกันครั้งละนานๆหรือบางคนนอนหลับแล้วปวดปัสสาวะ แต่ไม่อยากลุกไปเข้าห้องน้ำ เพราะเสียดายความง่วงบ้าง กลัวผีบ้าง ขี้เกียจลุกขึ้นมาบ้าง เหล่านี้เป็นต้น เลยนอนอั้นปัสสาวะเอาไว้ตลอดทั้งคืน และใครที่อั้นปัสสาวะจนมีความรู้สึกว่าหายปวด อย่าเข้าใจผิดคิดว่า ร่างกายของเราแข็งแรง เพราะสภาวะเช่นนั้นกำลังก่อความพินาศฉิบหายให้กับร่างกาย นับตั้งแต่กระเพาะปัสสาวะอักเสบโลหิตพิการ ตับร้อน ไตร้อน โรคภูมิแพ้ กลิ่นตัวแรง นิ่ว กระเพาะปัสสาวะเกร็ง เป็นต้น รวมไปถึงทำให้ผลของการปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าอีกด้วย

1) กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
      ผลของการอั้นปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาการเบื้องต้นก็คือ เวลาปัสสาวะจนรู้สึกว่าหมดแล้ว แต่พอเวลาผ่านไปไม่ถึง 5 นาที จะปวดปัสสาวะอีก ยิ่งไปกว่านั้นหากกระเพาะปัสสาวะอักเสบนานติดต่อกันเป็นอาทิตย์ พอปัสสาวะว่าหมดแล้ว ทันทีที่ลุกขึ้นจะมีปัสสาวะหยดด้วย

        ปัสสาวะจนหมดแล้ว แต่ทำไมเวลาผ่านไปไม่นาน รู้สึกปวดอีก กลับไปปัสสาวะใหม่ยังมีปัสสาวะออกมาอีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อเราอั้นปัสสาวะนานๆ ปัสาวะจะถูกดูดซึม ย้อนกลับ (Reabsorb) เข้าไปในเส้นเลือด แล้วก็ถูกขับออกมาใหม่ เพราะฉะนั้นจำนวนปัสสาวะออกมาใหม่เท่าไร ก็ฟ้องว่ามันได้ถูกดูดซึมย้อนกลับเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดเท่านั้น นึกเอาก็แล้วกันว่ามีอันตรายหรือไม่

        บางคนมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้ พบมากที่บริเวณทวารหนักแล้วเกิดการปนเปื้อนเข้าสู่ท่อปัสาวะ จนมาถึงกระเพาะปัสสาวะ เมื่ออั้นปัสสาวะไว้นานๆ เชื้อโรคจึงมีช่วงเวลาในการแบ่งตัวและเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นอันมาก จนทำให้มีอาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย หรือขัดเบาและแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ บางคนอาจมีปัสาวะขุ่นหรือมีเลือดปน บางคนเชื้อกระจายผ่านท่อไตขึ้นมาที่กรวยไต ทำให้มีอาการไข้สูงหนาวสั่นปวดที่บริเวณสีข้างด้านที่มีการติดเชื้อ


2) โลหิตพิการ
       ปัสสาวะของคนปกติ มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆสังเกตดูง่ายๆ จากเวลาที่เราปัสสาวะถ้ามันกระเด็นไปโดนผิวหนัง จะรู้สึกแสบคัน เด็กผู้ชายเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเวลายืนปัสสาวะมักกระเด็นไปถูกหน้าแข้ง รู้สึกแสบๆ คันๆ ที่หน้าแข้ง ยิ่งในหน้าหนาว อาจจะทำให้ผิวหน้าแข้งแตก

      ปัสสาวะมีคุณสมบัติเป็นกรด แต่โดยธรรมชาติเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว รวมทั้งน้ำเหลืองมีคุณสมบัติเป็นด่างอ่อนๆ ปัสสาวะที่ถูกดูดซึมย้อนกลับ (Reabsorb) เข้าไปในเส้นเลือดจะกลายเป็นกรดขึ้นมา มีผลให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และน้ำเหลือง ย่ำแย่ลงปริมาณปัสสาวะที่ถูกดูดซึมย้อนกลับเข้าไปยิ่งมากและนานเท่าใด เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและน้ำเหลืองก็จะย่ำแย่ลงเท่านั้น นี่คือสาเหตุที่แท้จริงของโลหิตพิการและเม็ดเลือดน้อย


3) ตับร้อน ไตร้อน
    ตับทำหน้าที่กรองและทำลายสารพิษ เช่นสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ผงชูรส เป็นต้น มีอะไรแปลกปลอมที่เป็นพิษปนเข้าไปในร่างกาย ตับจะกรองและทำลายก่อนส่วนไตทำหน้าที่ขับของเสียที่เป็นผลผลิตจากร่างกาย และกรองสารพิษที่หลงเหลือออกจากเส้นเลือด พูดง่ายๆ ก็คือ ไตทำหน้าที่กรองโลหิตให้บริสุทธิ์

    เมื่ออั้นปัสสาวะนานๆ ปัสาวะที่ถูกดูดซึมย้อนกลับเข้าไปในเส้นเลือด ก็กลายเป็นของเสียที่ร่างกายต้องทำลายและขับออก ของเสียในเลือดที่เพิ่มมากขึ้น ตับต้องทำงานหนักมากขึ้นตับจึงร้อน ไตทำงานหนักมากขึ้นไตจึงร้อน ยิ่งอั้นปัสสาวะนานเท่าไร ตับและไตต้องทำงานหนักมากขึ้นตามไปเท่านั้น


4) โรคภูมิแพ้
       เมื่ออั้นปัสสาวะนานๆ ปัสสาวะที่ถูกดูดซึมย้อนกลับ เข้าไปในเส้นเลือด กลายเป็นทั้งเนื้อทั้งตัวแช่ปัสสาวะ แล้วร่างกายจะย่ำแย่ขนาดไหน ถ้าใครเคยกินเนื้อแดดเดียวหรือเนื้อวัวแช่น้ำปลาตากแดดไว้สักหนึ่งแดด จะรู้ว่ารสชาติของเนื้อแดดเดียว มีความเค็มของน้ำปลาอยู่ในเนื้อวัวนั้นอร่อยทั้งหวานทั้งเค็มอยู่ในตัว เนื้อเราก็เช่นกัน แช่อยู่ในปัสสาวะที่ถูกดูดซึมย้อนกลับเข้าไปในเส้นเลือดนานๆ ปัสสาวะได้ซึมซาบปนเข้าเนื้อของเราเหมือนเนื้อแดดเดียวนั่นเอง

      ผลสุดท้ายของเสียในปัสสาวะทำให้ร่างกายของเราทำงานผิดปกติ เช่น ลมพิษก็เป็นง่ายสิวก็ขึ้นง่าย น้ำเหลืองก็เสียง่าย เม็ดผื่นที่สองข้างขาหนีบขึ้นง่าย ภูมิแพ้ บางครั้งแม้ยุงกัดก็บวมบางครั้งกินอาหารทะเลหรือกินอะไรผิดไปหน่อย ผื่นเห่อขึ้นมาเชียว บางทีอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก เป็นต้น

      หลวงพ่อเล่าว่า ท่านเองเคยเป็นมาตั้งแต่ก่อนบวช ตกกลางคืนจะคันมากจนแสบ ยาแก้โรคผื่นคันในท้องตลาดรู้จักหมด ทดลองหมดทุกยี่ห้อก็ไม่หายคัน รวมทั้งเป็นโรคภูมิแพ้ จามฟึดฟัดๆสั่งน้ำมูกตลอด ไม่ว่าอะไรก็แพ้หมด กลิ่นอะไรสักนิดก็แพ้ ยาฆ่าแมลงที่ฉีดไว้เมื่อสามสี่วันที่แล้ว เดินผ่านเข้าไปในบริเวณนั้นก็แพ้ เพราะว่ามันมีพิษตกค้างอยู่ แม้ไปงานศพ เวลาเขาเผาศพ มีกลิ่นออกมาก็แพ้ นึกในใจอีกหน่อยคงจะอยู่กับคนไม่ได้ แค่ใครผายลมก็คงจะแพ้ บางทีนอนไม่หลับเพราะอาการคัน

      เมื่อคอยเฝ้าสังเกตก็ทราบถึงสาเหตุว่า เวลาทายาไปแล้วก็หายได้พักหนึ่ง เมื่อเดินทางแล้วรถไปติดจึงต้องอั้นปัสสาวะ พอกลับมารู้สึกหน่วงๆ หน้าท้อง แต่คืนนั้นยังไม่เป็นไร พอข้ามมาอีกคืนเท่านั้น คันขึ้นมาเลย กว่าจะทราบถึงสาเหตุว่าอาการต่างๆ เกิดจากการอั้นปัสสาวะก็เป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี มาจับทิศได้ถูกทางเมื่ออายุ 40 ปี ทรมานอยู่ 20 ปีเพราะว่าช่วงวัยรุ่นเป็นนักกีฬา ลงสนามไปแข่งกีฬา ตั้งแต่บ่ายโมงกว่าจะออกจาก นามได้ก็ประมาณ 5 โมงเย็น จึงต้องอั้นปัสาวะตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ และติดนิสัยอั้นปัสสาวะครั้งละนานๆ ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น จึงต้องมาลำบากโดยใช่เหตุเช่นนี้


5) กลิ่นตัวแรง
     เมื่ออั้นปัสสาวะนานๆ ของเสียที่ถูกดูดซึมย้อนกลับเข้าไปในเส้นเลือด กลายเป็นทั้งเนื้อทั้งตัวแช่ปัสสาวะ ทำให้คนนั้นมีกลิ่นตัวแรง ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ คนอั้นปัสสาวะเหมือนทั้งร่างกายเป็นกระโถนใส่ปัสาวะเคลื่อนที่ได้นั่นเอง


6) นิ่ว
      เมื่ออั้นปัสสาวะนานๆ แคลเซียมที่เป็นส่วนประกอบในปัสสาวะ จะตกค้างอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะ ผลต่อไปข้างหน้าคือ เป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือนิ่วในท่อไต หรือนิ่วในไตได้ ใครที่เคยเทกระโถนให้ผู้เฒ่าคงจะสังเกตเห็นว่า กระโถนที่ใช้เกินหนึ่งเดือน ก็จะมีคราบหินปูนเกาะ คราบหินปูนนั้นคือแคลเซียมที่ตกค้างจากปัสสาวะนั่นเอง


7) กระเพาะปัสสาวะเกร็ง
   ใครที่อั้นปัสสาวะไว้บ่อยๆ กล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณกระเพาะปัสสาวะจะเกร็ง เมื่อเกร็งแล้วมันจึงไม่ฟู ทำให้กระเพาะปัสสาวะหดตัวมีขนาดเล็กลง ความสามารถในการเก็บปัสสาวะของมันก็ลดลงสมมุติว่า เคยเก็บได้ 500 ซี.ซี. อาจจะเก็บได้เหลือแค่ 250 ซี.ซี. เมื่อเก็บได้น้อยลงครึ่งต่อครึ่ง ก็จะทำให้เราเป็นโรคปวดปัสสาวะบ่อย

    วิธีป้องกันก็คือ อย่าไปอั้นปัสสาวะไว้นานๆ และวิธีแก้ไข โดยการออกกายบริหารให้มากสักหน่อย จะกระโดดเชือก หรือเตะลม หรือโยคะ หรืออะไรก็ตามที แต่ต้องทำให้มากพออย่างน้อยต้องต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ถ้าทำอย่างนี้กล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณกระเพาะปัสสาวะที่เกร็งตัวอยู่จะคลาย เมื่อมันคลายเต็มที่แล้ว ความสามารถในการเก็บปัสสาวะก็จะกลับคืนมา เก็บปัสสาวะได้มากขึ้นจนเป็นปกติตามเดิม วิธีที่ได้ผลเร็วมากอีกวิธีหนึ่ง คือ หากวันไหนอั้นปัสสาวะนานๆ ก่อนนอน ให้ใครที่นวดเป็นนวดบริเวณท้องน้อยและบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บ(กระดูกที่อยู่ระหว่างก้นทั้ง องข้าง) จะช่วยให้อาการเกร็งตัวของกระเพาะปัสสาวะคลายตัวลงได้เร็ว


8) นั่งสมาธิได้ไม่ดี
     คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ได้พูดเตือนท่านไว้ว่า "หลวงพ่อทัตตะการอั้นปัสสาวะนานๆ ต่อไปจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยแล้วฝึกสมาธิไม่ก้าวหน้า" คำเตือนของคุณยายฯ ย่อมมีนัยว่า ใครที่นั่งสมาธิแล้วยังเข้าไม่ถึงองค์พระ หากยังไม่เลิกอั้นปัสสนานๆ ชาตินี้ก็จะเข้าไม่ถึง ที่เข้าถึงแล้วก็จะไม่แตกฉาน จะไม่ก้าวหน้าต่อไปอีก จะเห็นได้ว่า แค่ไม่ระวังในเรื่องของการอั้นปัสสาวะซึ่งเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมของพวกเราอย่างมหันต์


2. โทษของการอั้นอุจจาระ
       ลักษณะเฉพาะของอุจจาระที่สำคัญมี 2 อย่าง คือ

- มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว มันไม่ได้แข็งโปกเหมือนอย่างลูกกระสุนยิงนก และมันก็ไม่ใช่เหลวเละจนปันก้อนไม่ติด ลักษณะของอุจจาระที่ปกติคือ กึ่งแข็งกึ่งเหลว

- มีกลิ่นเหม็น แต่ไม่มีกลิ่นเน่า กลิ่นเหม็นกับกลิ่นเน่าแตกต่างกัน กลิ่นเหม็นเป็นธรรมดาของอุจจาระ เหม็นเพราะมีแก๊สเจือปน เช่น แก๊สบิวเทนและแก๊สมีเทน แต่ว่ากลิ่นเน่าอีกอย่างหนึ่ง ขอให้สังเกตกลิ่นอุจจาระในกระโถน ขณะที่อุจจาระลงไปใหม่ๆ ในกระโถนนั่นแค่กลิ่นเหม็น แต่ถ้าทิ้งไว้ในกระโถนสักสองวัน นั่นกลิ่นอุจจาระเน่า

1) ของเสียเข้าเส้นเลือด
     เมื่อมีอาการปวดอุจจาระแล้วอั้นเอาไว้นานๆ น้ำที่ปนอยู่ในอุจจาระ ซึ่งทำให้อุจจาระมีภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลว จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในเส้นเลือด เช่นเดียวกับการอั้นปัสสาวะ ของเสียที่จะต้องขับทิ้งถูกดูดซึมกลับเข้าไปในเส้นเลือด ผลที่ตามมาเป็นลูกโซ่ ก็คือ โลหิตเสีย เลือดน้อยตับร้อน ไตร้อน โรคภูมิแพ้ กลิ่นตัวแรง เป็นต้น

2) ท้องผูกสลับท้องเสีย
      การอั้นอุจจาระเอาไว้นานๆ น้ำจากอุจจาระจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในเส้นเลือด อุจจาระจึงแข็ง ถ่ายออกยาก ดีไม่ดีต้องแคะออก เพราะว่ามันค้างอยู่นาน อุจจาระที่แข็งมาก เมื่อพยายามถ่ายออกมาก็จะไปครูดกับผิวของทวารหนัก นี่คือที่มาของโรคริดสีดวงทวารหนัก

       อุจจาระแข็งที่ถูกอั้นเอาไว้หลายวัน จะถูกแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้เข้าไปกิน แล้วก็ขับสารพิษ (Toxic) ออกมา ทำให้อุจจาระเน่าและเกิดอาการท้องเสีย ขับถ่ายพรวดพราดออกมากลิ่นเหม็นเน่ามาก เพราะฉะนั้นใครที่มีอาการเดี๋ยวก็ท้องผูกเดี๋ยวก็ท้องเสียสลับกัน พึงรู้เถิดว่าสาเหตุหนึ่งคือ การอั้นอุจจาระนานส่วนโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความประมาทของผู้นั้น

 

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ GB 410 การรักษาสุขภาพตามพุทธวิธี
กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา