โรคท้องผูกและริดสีดวงทวารหนัก

วันที่ 14 พค. พ.ศ.2560

การดูแลเรื่องการขับถ่าย
" โรคท้องผูกและริดสีดวงทวารหนัก "

 

GB 410 การรักษาสุขภาพตามพุทธวิธี , ความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , การดูแลเรื่องอาหาร , โรคท้องผูกและริดสีดวงทวารหนัก

1. โรคท้องผูก
         สาเหตุทั่วไปของการเกิดโรคท้องผูก ได้แก่
     1) ร่างกายขาดน้ำ ดื่มน้ำน้อย หรือบางทีแม้ดื่มน้ำมาก แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้ ก็ทำให้ขาดน้ำสาเหตุที่เก็บน้ำไม่ได้ ก็เพราะเราไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจึงไม่ฟูทำให้เก็บน้ำไว้ไม่ได้ หรือมิฉะนั้น การดื่มน้ำเย็นจัด เช่น น้ำใส่น้ำแข็ง ก็ทำให้ร่างกายไม่เก็บน้ำ หรือการอยู่หน้าเตาไฟ หน้าตู้อบนานๆ ความร้อนจากเตาไฟ จากตู้อบ ดึงน้ำในตัวออกไป แต่เจ้าตัวยังดื่มน้ำในปริมาณเท่าเดิม ผลที่ตามมาก็คือ มีอาการท้องผูก

       2) ไม่ชอบรับประทานพืชผักผลไม้ ชอบรับประทานแต่อาหารประเภทเนื้อหรืออาหารที่มีกากน้อย แต่ไม่รับประทานผักผลไม้ที่มีกากมาก ใครที่เคยล้างท่อหรือล้างขวดจะเข้าใจดีว่าถ้าจะให้ท่อหรือขวดเกลี้ยง จะต้องใช้แปรงขัดด้ามยาวๆ ล้วงเข้าไปขัดในท่อหรือในขวด แต่ลำไส้ของเรายาวกว่าขวด แล้วจะใช้แปรงอะไรสอดเข้าไปล้างลำไส้ ก็ใช้เส้นใยจากพืช ผักผลไม้ที่รับประทานเข้าไป เพื่อไปทำหน้าที่ครูดเอาของเสียออกจากผนังลำไส้ พืชผักผลไม้จึงเป็นเสมือนแปรงล้างลำไส้ของคนเรานั่นเอง

        3) อั้นอุจจาระนานๆ การอั้นอุจจาระไว้นานๆส่งผลให้น้ำที่มีอยู่ในอุจจาระถูกลำไส้ใหญ่ดูดซึมกลับเข้าไปในเส้นเลือด หลังจากน้ำถูกดูดซึมออกจากอุจจาระ อุจจาระก็จะแข็ง ท้องจึงผูก เพราะฉะนั้นอย่าถ่ายอุจจาระผิดเวลาโดยใช่เหตุ ถึงเวลาเมื่อไร ไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่ก็ตามขอเวลาไปถ่ายก่อน เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน

       4) ไม่ชอบออกกำลังกาย ยิ่งถ้านอนเฉยๆ หรือนั่งเฉยๆ เป็นเวลานานๆ จะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ค่อยบีบตัว อุจจาระก็ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ติดต่อกันหลายวัน จึงเกิดอาการท้องผูกขึ้นหากทิ้งไว้นานๆ ท้องจะเสียตามมา เพราะอุจจาระที่ตกค้างเน่า


คนท้องผูกอย่างหนักจะแก้ไขได้อย่างไร
วิธีแก้ไขอาการท้องผูกอย่างหนักอาจทำได้ 3 วิธีดังนี้
      วิธีที่ 1 เป็นวิธีง่ายๆ ตามแบบโบราณ กล่าวคือ เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า ก็ชงน้ำชาใส่ใบชาลงไปนิดหน่อยเพียงแค่มีกลิ่น นั่งดื่มน้ำชาอ่อนๆ อุ่นๆ ถึงแม้จะดื่มน้ำชาหมดไป กา องกาถ้ายังไม่ปวดอุจจาระก็ไม่เลิกดื่ม ดื่มน้ำชาไปก็ออกกายบริหารเบาๆ ไป ไม่เร่งไม่ร้อน เดี๋ยวก็ปวดอุจจาระจนได้ เมื่อปวดแล้วก็ให้รีบไปขับถ่ายเสีย ถ้าหากวันแรกยังไม่ถ่ายก็อย่าเพิ่งท้อทำติดต่อกันไม่เกิน 3 วัน ก็ถ่ายจนได้ และกลายเป็นนิสัยถ่ายแต่เช้าโดยอัตโนมัติ

        วิธีที่ 2 การใช้ยาระบาย ยาระบายควรอยู่ในรูปอาหาร เช่น มะขามเปียก (มะขามเปรี้ยวดีกว่ามะขามหวาน) ยอดชุมเห็ดเทศ เป็นต้น ยาระบายที่อยู่ในรูปอาหารจะมีคุณค่ามากกว่ายาถ่ายจากร้านขายยา เพราะการใช้ยาถ่ายจากร้านขายยานานๆ ไป จะทำให้ติดยาถ่าย ถ้าไม่กินยาก็ไม่ถ่าย

      วิธีที่ 3 การสร้างกล้ามเนื้อหูรูดที่ทวารหนัก วิธีนี้ทำได้ โดยการออกกำลังที่ปากทวารหนักกล่าวคือ ถ้ามีอาการท้องผูก เมื่อถึงคราวปวดอุจจาระ แต่อุจจาระแข็งมากจนเบ่งถ่ายไม่ออกก็ให้เบ่งไม่แรงนักแล้วก็ขมิบ เบ่งนิดเดียวแล้วก็ขมิบ (ไม่ใช่เบ่งหน้าเขียวหน้าเหลือง) ถ้ายังไม่ออกก็ใช้หัวฉีดน้ำล้างก้น ฉีดน้ำไปที่ปากทวารหนัก เพื่อให้น้ำเข้าไปช่วยหล่อลื่น ทำ ลับกับการเบ่งแล้วขมิบจนกว่าจะถ่ายออก ทำนองเดียวกับการถอนต้นเสา คือ ใส่น้ำลงไปบริเวณโคนเสาให้มากพอ แล้วโยกต้นเสาไปมาจึงถอนดึงขึ้น ถ้าโยกหน้าโยกหลังแล้วยังไม่ออก ก็เติมน้ำลงไปอีก โยกซ้ายโยกขวาแล้วก็ดึงขึ้น ทำ ลับไปมาอย่างนี้จนกว่าจะถอนเสาขึ้นได้ การเบ่ง
พรวดเดียวไม่ได้ช่วยให้ลำไส้ได้มีโอกาสออกกำลัง แต่การเบ่งแล้วขมิบเป็นการใช้กำลังที่ทวารหนักมาช่วยลำไส้ และในที่สุด กล้ามเนื้อหูรูดที่ปากทวารหนักก็จะมีกำลังตามมาด้วยถ้าทำอย่างนี้ ไม่นานอาการท้องผูกจะคลายลง เพราะทั้งลำไส้ใหญ่และกล้ามเนื้อโดยรอบทวารหนักมีกำลังพอที่จะขับอุจจาระด้วยตนเองได้

 

GB 410 การรักษาสุขภาพตามพุทธวิธี , ความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , การดูแลเรื่องอาหาร , โรคท้องผูกและริดสีดวงทวารหนัก

2. ริดสีดวงทวารหนัก
       ผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง จะเป็นเหตุให้โรคริดสีดวงทวารหนักเกิดตามมาได้ง่ายเพราะฉะนั้นผู้ที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีจะไม่ยอมให้ท้องผูกเป็นอันขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดริดสีดวงทวารหนักได้ แต่ทว่าเมื่อมีอาการริดสีดวงทวารหนักเกิดขึ้น มีวิธีดูแลรักษาด้วยตนเองดังนี้

       1) ถ้าใครมีอาการอักเสบที่บริเวณทวารหนัก เช่น ปากทวารหนักบวมเป่งบ่อยๆ ทั้งปวดและเจ็บจนแทบก้าวขาไม่ออก วิธีแก้ไขขั้นต้นอย่างง่ายๆ ซึ่งจะช่วยให้ทุเลาลงภายในไม่กี่นาที คือ

         เอามะกรูดแก่ๆ ผลหนึ่งมาอังไฟ อาจจะใช้โคมไฟดูหนังสือก็ได้ โคมไฟที่มีความร้อนขนาด 80 วัตต์กำลังดี (ถ้าไม่มี 80 วัตต์ จะใช้ 100 วัตต์ก็ได้ หรืออย่างน้อยต้อง 60 วัตต์) อังพออุ่นๆ แล้วลองใช้หลังมือแตะดู เมื่อรู้สึกว่า อุ่นพอทนได้ ก็ใช้มะกรูดอุ่นๆ นั้นนาบที่บริเวณทวารหนักพอลูกมะกรูดเย็นลงก็เอามาอังไฟใหม่ แล้วก็ไปนาบอีก ทำสลับกันไปเช่นนี้ประมาณ 10 นาทีเราก็จะรู้สึกด้วยตัวเองเลยว่าส่วนที่บวมอักเสบจะยุบ อย่างน้อย 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และอาจมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์

        บริเวณผิวที่นาบด้วยลูกมะกรูดนั้น ถ้าปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน อาจจะรู้สึกแสบ ต้องใช้ครีมทาช่วยลดการระคายเคือง อาจจะเป็นครีมทาหน้า หรือครีมทาตัวก็ได้ แล้วก็นอนหลับสักตื่นตื่นขึ้นมาจะพบว่า อาการบวมยุบหายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

        สำหรับผู้ที่เพิ่งเป็นครั้งแรกๆ อาการบวมอักเสบอาจจะเหี่ยวหายไปเลย แต่สำหรับผู้ที่เป็นเรื้อรังจะไม่หายขาด เพียงแค่ทุเลาเท่านั้น แต่ในกรณีที่ยังมีเลือดไหลไม่หยุดก็ต้องไปหาหมอที่มีความเชี่ยวชาญโรคนี้โดยตรง

        2) ต้องหัดบริหารทวารหนักให้เป็น วิธีทำง่ายๆ และได้ผลชะงัดคือ แต่ละครั้งที่เข้าห้องน้ำไม่ว่าถ่ายปัสาวะหรืออุจจาระ ถ่ายเสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบออกจากห้องน้ำ ให้นั่งลงที่โถ ส้วมแล้วขมิบทวารหนัก คราวละ 300 - 400 ครั้ง เสร็จแล้วจึงค่อยไปทำธุระอย่างอื่น ปฏิบัติต่อเนื่องกันไปอย่างนี้ ไม่เกิน 12สัปดาห์ อาการท้องผูกและริดสีดวงทวารหนักจะหายไปพร้อมๆ กันอย่างน่าอัศจรรย์

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ GB 410 การรักษาสุขภาพตามพุทธวิธี
กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา