มาร ๒

วันที่ 29 กค. พ.ศ.2560

มาร ๒

 

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) , พระผู้ปราบมาร , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , หลวงปู่สด , หลวงพ่อสด , ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย , วิชชาธรรมกาย , ธรรมกาย , ตามรอยพระมงคลเทพมุนี , วิสุทธิวาจา , ประวัติหลวงพ่อสด , ประวัติพระมงคลเทพมุนี , รวมพระธรรมเทศนา หลวงพ่อวัดปากน้ำ ,  สมาธิ , วิปัสสนา , สัมมาอะระหัง , มาร ๒

 

                       ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงมารไว้มากมายหลายแห่ง แต่ไม่มีผู้ใดจะอธิบายยืนยันในเรื่องมารที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนี้เลย หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นบุคคลเดียวที่ยืนยันเรื่องของมารว่ามีจริง และท่านได้กล่าวถึงมาร ไว้ในพระธรรมเทศนาหลายๆ เรื่องของท่าน

                        ตามรอย จึงขอเจาะข้อมูลเรื่อง "มาร" จากพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษา เป็นการขยายความจากเรื่องของมารที่มีกล่าวไว้จริงในพระไตรปิฎก ดังนี้


มารบังคับได้ทุกสิ่ง

                        "เวลานี้พญามารบังคับใช้สอย ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา เขาจะใช้ทำอะไรทำได้ ให้ด่า ให้ตี ให้ชก ให้ฆ่าให้ฟันกันได้ มารบังคับ มันบังคับได้อย่างนี้นะ ให้เป็นบ่าวเป็นทาส เขาให้เลวทรามต่ำช้า ให้เป็นคนจนอนาถา ติดขัดทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องกินเครื่องใช้บกพร่อง เครื่องกินเครื่องใช้ไม้สอยไม่มี มารเขาทำได้บังคับได้"

(จาก สติปัฏฐานสูตร แสดงเมื่อ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗)


งานของพญามาร

                        "เอ้า...ต่างว่ามีครอบครัวแล้วได้อะไรบ้าง ได้ลูกคนหนึ่ง แล้วเอามาทำไมละ เอามาเลี้ยง

                        ลูก ๑๐ คน เอาไปไว้เลี้ยง อย่างไรก็เลี้ยง บ่นโอ๊กแล้ว ได้ลูก ๑๐ คน เอ้า..ได้ ๕๐ คน เอ้า เอาละสิคราวนี้ เอ้า..เปะปะไป ซี อยากได้ลูกใช่ไหมละ ไม่จริง เหลว โกงตัวเอง โกงตัวเองทำให้เลอะเลือน ไม่ เข้าไปค้นกายของตัวให้ถึงที่สุด ไม่ให้ตรวจตัวให้ถึงที่สุด

                       เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที เพราะเชื่อกิเลส เหล่านี้แหละจึงได้เลอะเลือนจะครองเรือนไปสักกี่ร้อยปี ก็ครองไปเถิด มันงานของคนอื่นเขาทั้งนั้น เรื่องของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของตัว ไม่ใช่งานของตัว ไปทำงาน ให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้

                       เพราะอะไรล่ะ เพราะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เกิดมาพบอย่างไรก็ไปอย่างนั้นแหละ เพราะไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ได้ฝึกใจ ในธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษ ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของสัตตบุรุษ ความเห็นก็เลอะเลือนไปเช่นนี้"

( จาก สติปัฏฐานสูตร แสดงเมื่อ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗  )


มารทำให้แก่และตาย

                      " สภาพความ (ความแก่ความตาย) เป็นเอง ปรุงแต่ง หรือว่าใครปรุงแต่งอยู่ที่ไหน

                      เรื่องนี้หมดทั้งประเทศ หมดทั้งชมพูทวีป หมดทั้งแสนโกฏิจักรวาลหมดทั้งอนันตจักรวาล ตลอดนิพพาน ภพสาม โลกันต์ มากน้อยเท่าใดนั้น ไม่รู้กันทั้งนั้นว่าเป็นเพราะเหตุอะไร

                      แต่วัดปากน้ำมีคนรู้ขึ้นแล้ว เป็นดังนี้เพราะอะไร

                      ที่ตั้งวัยให้แก่ยับเยินไปเช่นนี้ เป็นเองหรือใครทำอยู่ที่ไหน รู้ทีเดียว ว่าใครทำอยู่ที่ไหน รู้ว่าไม่ใช่ใคร จับตัวได้ คือ พญามารนั่นเองเป็นคนทำให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย เกิดแก่เจ็บตายอย่างยับเยินเกิดก็อย่างยับเยิน เดือดร้อน พ่อไม่ตาย บางทีแม่ตาย บางทีลูกก็ตาย แม่ก็ตาย พ่อก็ยังจะตายตามอีก โดดน้ำตายเสียอกเสียใจ

                      นี่พญามารทำทั้งนั้นสำหรับประหัตประหารฝ่ายพระ

                      ถ้าว่ามนุษย์ผู้ใดเป็นฝ่ายพระละก็ มารข่มเหงอยู่อย่างนั้นแหละไม่ขาดสาย ไม่เช่นนั้นก็ด้วย วิธีใดวิธีหนึ่ง บางทีหมั่นไส้ นักทำเก่งกาจอวดดิบอวดดี ให้ฆ่ากันตายเสีย ให้กินยาตายเสีย ให้โดดน้ำตายเสีย ให้ผูกคอตายเสีย

                      นี่ใครทำ พญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ใคร

                      ไม่มีใครรู้ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไรไม่มีใครรู้ ไม่รู้เรื่องทีเดียว ในเรื่องนี้ว่าพญามารเขาคอยบีบคั้นอยู่ ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย

                      ให้เกิดก็เกิดอย่างยับเยิน หน้าบิดหน้าเบี้ยว เดือดร้อน ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ตายคางก็ เหลือง เทียว ไม่ตายก็เกือบตาย นี่พญามารเขาทำ

                      ตามปกติแล้วไม่เป็นดังนี้ เกิดก็อย่างไม่ได้เดือดร้อนนัก จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนปัสาวะ ไม่เดือดร้อน เหมือนคลอดลูกออกเต้า ธรรมดานี้จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่าย อุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะทีเดียว ไม่เดือดร้อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

                      ที่เดือดร้อนยับเยินเช่นนี้ เพราะพญามารเขาส่งฤทธิ์ส่งเดชส่งอำนาจส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์ มาบังคับบัญชาบังคับให้เป็นไป"

(จากสัพพโตปมคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗  )


ธรรมดำเป็นของมาร

                     "ธรรมขาวเป็นธรรมสำคัญ ธรรมดำเป็นธรรมฝ่ายของพญามารแท้ๆ ไม่ใช่ของพระ ของพระเป็นฝ่ายธรรมขาวแท้ๆ ไม่ใช่ธรรมดำ ตรงกันข้ามดังนี้

                     แต่ว่าผู้ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดาทั้งภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ไม่รู้จักชัดว่าปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมดำ ปฏิบัติ ดังนี้เป็นธรรมขาว ไม่รู้ชัด จะรู้จักชัดต้องจัดกาย วาจา ใจ ออกไปเป็นขั้นๆ

     ทุจริตกาย วาจา จิต นั่นเป็นธรรมดำ

     ทุจริตด้วยกาย วาจา จิต นั่นเป็นธรรมขาว

     ทำใจให้ผ่องใสนั่นเป็นธรรมขาว

     ถ้าใจมืดมัวขุ่นหมอง นั่นเป็นธรรมดำ

     นี่เป็นธรรมดำธรรมขาว มีลักษณะอย่างนี้

     ชั่วเป็นฝ่ายดำทั้งนั้น ดีเป็นฝ่ายขาว

                    ที่นี้ฝ่ายธรรมดำ ใจมนุษย์มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี่ฝ่ายธรรมดำ(ของ)กายมนุษย์ตลอดกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ มีธรรมดำ โลภะ โทสะ โมหะ ตลอดกายทิพย์ละเอียด นี่เป็นฝ่ายธรรมดำ กายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด มีราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นฝ่ายธรรมดำ ตลอดจนรูปพรหม ละเอียด กายอรูปพรหม มีกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด นี้เป็นฝ่ายธรรมดำ

                   ฝ่ายธรรมขาว ให้ทาน เมตตา สัมมาทิฏฐิ นี่กายมนุษย์ทั้งหยาบทั้งละเอียด กายทิพย์ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่โลภตั้งอยู่ในความให้ ไม่โลภ อยากได้ของเขา ให้ของตนแก่เขา ไม่โกรธตั้งอยู่ในเมตตา ไม่หลงตั้งอยู่ ในความเห็นชอบ นี่เป็นฝ่ายธรรมขาว

                   ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลงงมงาย ไม่กำหนัดคือคลายกำหนัดเสียแล้ว ไม่มีกำหนัด ไม่ขัดเคือง มีความเมตตาเป็นปุเรจาริก ไม่หลง รู้แจ้งเห็นจริงดังนี้ นี้เป็นธรรมฝ่ายขาว กายรูปพรหม ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา นี้เป็นธรรมฝ่ายขาว ไม่ใช่ฝ่ายดำ

ให้รู้จักคลองธรรมดังนี้ นี่คลองธรรมดังนี้นัยหนึ่ง

                   อีกนัยหนึ่ง คลองธรรมที่เป็นธรรมดำธรรมขาวน่ะ นี่ลึกซึ้งสว่างไสว ปฏิบัติลงไปแล้ว เห็นดวงใสดุจกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า

                   เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นดวงศีล ดวงสมาธิดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ ละเอียดก็สว่างไสว

                   เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญาดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็สว่างไสว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะเห็นชัดทีเดียว เห็นชัดดังนั้น นี้เป็นธรรมขาว

ถ้าเห็นกายทิพย์ละเอียด กายทิพย์ละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน

เข้าถึงกายรูปพรหม กายรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน

เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด กายรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน

เข้าถึงกายอรูปพรหม กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน

เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน

เข้าถึงกายธรรม กายธรรมก็เห็นดุจเดียวกัน

                    เข้าถึงกายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียดกาย สกทาคา กาย สกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด เป็นลำดับขึ้น ไปดังนี้ นี่เรียกว่า ซีกธรรมขาว ไม่ใช่ ซีกธรรมดำ

                   ถ้าไม่เห็นดังนี้ อยู่ใน ซีกธรรมดำ เป็นธรรมของพญามาร เป็นบ่าวของพระยามารไป เป็นทาสของพญามารไป เขาบังคับใช้สอย เหมือนเด็กๆ เล็ก เหมือนทาสกรรมกรไปอยู่ในกำมือของมาร นี้ให้รู้จักหลักฐานธรรมดำ ธรรมขาวดังนี้"

(จาก ติลักขณาทิคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๗  )


ใสเป็นของพระ ดำเป็นของมาร

                  "กลางดวงใสเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์นั่น กลางดวงนั่นแหละมี รอยอยู่นิดหนึ่งเท่าปลายเข็ม ปลายจรดนั่นแหละที่ตั้งของใจถ้าดำอยู่ละก็มารตั้งเสียแล้ว ถ้าบริสุทธิ์แล้วละก็เป็นของพระแท้ๆ ถ้าดำอยู่ละก็มารมันตั้งเสียแล้ว มารมายึดเป็นเจ้าของเสียแล้วถ้าว่าใสสะอาดแล้วก็ นั่นเป็นของพระแท้ๆ"

(จาก ปกิณกะ แสดงเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๗)


มารทำให้ไม่สำเร็จ

                   "โสดา สกทาคา อนาคา อรหัตทำมาได้ก็จริง แต่ว่าไม่ติด ไปติด อยู่แค่โคตรภูเท่านั้นเอง ที่จะติดโสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ไม่ติด หลุดเสีย เพราะเหตุอะไรจึงหลุดไป มารเขารองราดเสีย เขาเอาละเอียดมารองราดเสีย ไม่ติดกำลังแก้อยู่ ผู้เทศน์นี้แหละเป็นตัวแก้ละ กำลังแก้ รวมพวกแก้อยู่ทีเดียว แก้ไขอ้ายละเอียดเหล่านี้ให้หมดให้ได้ หมดได้เวลาใดแล้วก็ โสดาจะติด สกทาคาจะติด อนาคาจะติด อรหัตจะติด แล้วจะเหาะเหินเดิน อากาศกันได้ทีเดียว ว่าไม่ช้านะ ไม่เกินสองพันห้าร้อยนะ คงจะสำเร็จ กันแน่ ไม่คนใดก็คนหนึ่งละ ไม่ต้องสงสัยกันละ จะเอาให้ได้จริงได้จัง เชียวหนา"

(จาก มงคลสูตร (เรื่อง จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ) วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗  )


                   ก่อนจะถึงปี พ.ศ.๒๕๐๐ หลวงพ่อก็เจ็บหนัก และเจ็บป่วยต่อเนื่อง จนต้องมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ข่าวความสำเร็จอย่างหนึ่งอย่างใดที่ท่านกล่าวไว้ในเทศนาจึงไม่มีหลุดรอดมาให้ได้ยิน อิทธิพลของมารนั้นเห็นได้ชัดว่ามีมากมาย จนดูเหมือนว่าชีวิตที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันนี้อยู่ในการบังคับของมารทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่จะพ้นจากการบังคับของมารไปได้แม้หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เช่นเดียวกัน ชีวิตทุกชีวิตต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

                    ไม่อยากแก่ ก็ต้องแก่ ไม่อยากเจ็บ ก็ต้องเจ็บ ไม่อยากตาย ก็ต้องตาย ไม่มียาอายุวัฒนะใดที่ทำให้คนเกิดมาแล้วไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายได้เลย

                    ชีวิตทุกๆชีวิตต่างอยู่ในครอบงำบังคับบัญชาของมารอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จนบางครั้งบางคราวที่ได้สติก็มีความรู้สึกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้่ทางไม่มีอิสระเสียเลยไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ปรารถนาอย่างหนึ่งก็ไปได้อีกอย่างหนึ่ง ไม่มีใครที่จะบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ตนปรารถนาได้เลย

                    ชีวิตดูมีความคับแคบเหมือนอยู่ในกรงขัง แม้จะได้สิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญ ฯลฯ มาบ้างตามที่ปรารถนา แต่ก็เป็นของขวัญที่มีค่าเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับชีวิตทั้ง ชีวิตที่ต้องสูญเสียไปกับความแก่ ความเจ็บ และความตาย

                    หากมีใครสักคนที่หาญกล้าและมีกำลังสติปัญญา ฟันฝ่าไปยังจุดที่จะเอาชนะการครอบงำบังคับบัญชาของมาร เข้าถึงความเป็นอิสระในชีวิตของตนเองปกครองตนเองไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้ท่านผู้อ่านจะไปด้วยกันไหม

                    อาจจะดูว่ามันเป็นสิ่งที่ไกลเกินกว่าจะฝันไปให้ถึงได้ แต่หากไม่เริ่มฝัน ฝันนั้น จะเป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อรู้ว่าความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นสิ่งที่มีอยู่ หนทาง แห่งการหลุดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็น่าจะมีอยู่บ้าง

                   หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีเป้าหมายที่จะไปถึงจุดนั้น แม้เป้าหมายของท่านจะอยู่ไกล จนเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายคาดไม่ถึง แต่ท่านก็เห็นเป้าหมายและวิธีการที่จะไปสู่ เป้าหมายนั้น