เป้าหมายปลายทาง

วันที่ 31 กค. พ.ศ.2560

เป้าหมายปลายทาง

 

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) , พระผู้ปราบมาร , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , หลวงปู่สด , หลวงพ่อสด , ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย , วิชชาธรรมกาย , ธรรมกาย , ตามรอยพระมงคลเทพมุนี , วิสุทธิวาจา , ประวัติหลวงพ่อสด , ประวัติพระมงคลเทพมุนี , รวมพระธรรมเทศนา หลวงพ่อวัดปากน้ำ ,  สมาธิ , วิปัสสนา , สัมมาอะระหัง , เป้าหมายปลายทาง

 

                    จากการศึกษาพระไตรปิฎกทำให้เราพบว่า บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระอรหันต์ก็มี บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระอัครสาวกก็มี บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มี ถึงกระนั้นเราพบว่าบุคคลผู้ไปถึงฝังตามปรารถนาก็หาได้รอดพ้นจากการคุกคามของ "มาร"ได้ไม่ทั้งพระอรหันต์ พระอัครสาวก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนแล้วแต่ถูกมารคุกคามแม้ในขณะที่ท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้วทั้งสิ้น

                   ทำไมการบรรลุอรหัตผลจึงยังไม่พ้นการคุกคามของมารไปได้ จะมีใครสักคนไหมที่สร้างบารมี เพื่อหวังจะให้หลุดพ้นการคุกคามของมารและเอานะมารโดยเด็ดขาดบ้าง

                   ท่ามกลางการแสวงหาบุคคลผู้ตั้งความปรารถนาเช่นนี้ ผ่านกาลเวลาผ่านยุคสมัยที่ไม่อาจคำนวณได้ ไม่มีประวัติศาสตร์ที่ใดได้บันทึกถึงปฏิปทาความปรารถนาของใครคนใดคนหนึ่งที่ตั้งความปรารถนาจะให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของมารโดยสิ้นเชิงเลย

                   แต่กลับเป็นบุญลาภของผู้ที่ได้เกิดในยุคนี้ที่มีบุคคลผู้ตั้งความปรารถนาอย่างนั้นจริงๆ เป็นบุคคลที่รู้จักกันในนามว่า "พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ" ท่านมีความปรารถนาที่จะเอาชนะการบังคับของมารให้ได้

                    ไม่เพียงท่านตั้งความปรารถนาเท่านั้นท่านยังได้กระทำเพื่อไปยังจุดที่จะเอานะการคุกคามของมารตามที่ท่านปรารถนาอีกด้วย และท่านยังได้ทำอย่างรู้จักหนทางและวิธีการที่จะไปถึง ไม่ใช่ทำอย่างคนไร้ปัญญาที่มีความปรารถนาแต่หาวิธีการไปไม่ได้ กับทั้งท่านยังได้กระทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อ ด้วยน้ำใจอันเด็ดเดี่ยว เพื่อมุ่งหวังสิ่งเดียว คือการไปถึงจุดที่หลุดพ้นจากการบังคับของมารตามที่ท่านปรารถนาให้ได้

                    เพื่อให้รู้ถึงเป้าหมายปลายทาง ในการเอาชนะการบังคับของมารที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านตั้งความปรารถนาไว้นั้น ตามรอย จึงขอน้อมนำพระธรรมเทศนาของท่านมาเป็นแนวทางส่องให้เห็นเป้าหมายปลายทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ดังนี้


สู้กับความแก่และความตาย

                    "เวลานี้เขาว่าสมภารวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี  ผู้เทศน์) กำลังสู้กับความแก่และความตาย

                    ผู้จริงๆ ผู้เทศน์นี่แหละ ๒๒ปี  ๘ เดือน  ๙ วัน วันนี้แล้ว วินาทีนี้ไม่ได้หยุด เพียรสู้ความแก่ ความ ตาย ไม่ได้ถอยกันเลย

                    พญามัจจุราชมีเท่าไรจับกันหมด ตรึงกันหมด ลงโทษกันหมดทีเดียว มีเท่าไรไม่ให้ทำลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระได้ ให้เลิกข่มเหง ให้เลิกทำลายพระเสียให้ได้

                     จะแก้ความแก่ความเจ็บความตายใหม่ ไม่ให้มีแก่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย

                     เมื่อเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ให้เป็นมนุษย์เด็กๆ ก็อย่างหนึ่งรู้กันได้ชัดๆ เด็กๆ ก็รู้ ไม่สวยไม่งามนักพอสมควร ถ้ายิ่งแก่หนักเข้ายิ่งสวยงามหนักเข้า ยิ่งแก่หนักเข้าก็ยิ่งสวยงามหนักเข้า แล้วก็โตหนักเข้าด้วย ผิดกัน (ผิดกันกับในปัจจุบันนี้ที่ยิ่งแก่ยิ่งหมดความสวยงาม ยิ่งเหี่ยวแห้งลงไปเรื่อยๆ) โตหนักเข้าๆสวยงามหนักเข้า โตหนักเข้า สวยงามหนักเข้า ไม่มีไขลงกัน มีแต่ไขขึ้นกันไป ไม่มีถอยกลับกัน

                      พอครบบารมีของตนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ต้องไปทรมานให้เหนื่อยยากลำบากแต่อย่างหนึ่งอย่างใด อยู่ในบ้านในช่องตามชอบใจ พอครบกำหนดเข้า ก็เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ทีเดียว เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เวลาไปนิพพานไม่ต้องถอดสักกายหนึ่ง

                      กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียดกายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรม กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายธรรม สกทาคา กายธรรม สกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมอรหัต กายธรรมอรหัตละเอียด ไม่มีถอดกันเลย ไปทั้งดุ้นทั้งก้อน ไปนิพพานหมดทั้งดุ้นทั้งก้อนทีเดียว

                      นี้ที่สมภารวัดปากน้ำรบกับพญามัจจุราช รบความแก่ความตายรบเท่านี้ แก้ให้เป็นอย่างนี้

                      ถ้าไม่เป็นอย่างนี้สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่อื่นละ ยอมตาย ไม่ถอยกันเลย

                     พระยามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี หมดแก่หมดเจ็บหมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี มีความสุขเหมือนอย่างกับท้าว สวรรค์ หรือเหมือนกับท้าวพรหมหรือเหมือนกับพระนิพพานสุขขนาดนั้น เป็นสุขสำราญขนาดนั้น"

(จากปัพพโตปมคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๒๘  มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗  )


ยังไปไม่ถึงที่สุด (๑)

                      "ผู้เทศน์เองก็ได้ค้นคว้าหาเหตุผลเหล่านี้หนักหนา แต่ว่ายังไปไม่ถึงที่สุด ไปยังไม่สุดในวิราคธาตุวิราคธรรม ถ้าไปสุดเวลาไรละก็ วิชชาวัดปากน้ำ วิชชาของผู้เทศน์นี้สำเร็จเวลานั้น ภิกษุสามเณรจะต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ทันทีทีเดียว ไม่ต้องไปสงสัยละ ถ้าไปสุดวิราคธาตุ วิราคธรรมละ

                       เวลานี้กำลังไปอยู่ทั้งวันทั้งคืน วินาทีเดียวไม่ได้หยุดเลย ตั้งใจจะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรมนี้แหละ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบัดนี้ นับปีได้๒๒ปี กับ ๖ เดือน เศษแล้ว ๒๒ปี ๖ เดือนเศษแล้วเกือบครึ่งละจะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรมให้ได้ แต่มันยังไม่สุด แต่มันจะอีกกี่ทีไม่รู้แน่นะ...

                       ถ้าว่าสุดแล้วก็รู้ดอก ไม่ต้องสงสัยละ รู้กันหมดทั้งสากลโลก

                        ถ้าสุดเข้าแล้วก็ รบราฆ่าฟันเลิกกันหมด มนุษย์ในสากลโลกร่มเย็นเป็นสุขหมด ไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ มีผู้เลี้ยงเสร็จ เป็นสุขเหมือนอย่าง กับพระ เหมือนอย่างกับเทวดา เหมือนกับพระนิพพานสุขวิเศษไพศาลอย่างนั้น จะได้พบแน่ละ แต่ว่าขอให้ไปสุดวิราคธาตุวิราคธรรมเสียก่อน"

(จาก ธรรมนิยามสูตร แสดงเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๗  )


ไปยังไม่ถึงที่สุด (๒)

                        "ที่สุดอยู่ที่ไหนละ ผู้เทศน์ยังเรียนวิชชาไปไม่ถึง ยังไม่ถึงที่สุด๒๓ปี ๔ เดือนเศษแล้ว ยังไม่ถึงที่สุดเลย ขยับไปทีๆ หนึ่งนั้นนับครั้งไม่ถ้วน นับชั้นไม่ถ้วน นับอสงไขยไม่ถ้วน นับอายุกี่ดวง ยังไม่ถ้วนไม่ไปสุดเลย ถ้าสุดเวลาไรถึงที่สุดของการรักษาแล้วละก็ มนุษย์เลิกแก่เลิกเจ็บ เลิกตายทีเดียว นี่กำลังพยายามทำไป"

(จาก อริยทรัพย์ แสดงเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๗  )


ถึงที่สุดก็ปกครองตัวเองได้

                        "ผู้เทศน์นี้สอน เป็นคนสอนเอง ๒๓ปี ๕ เดือนนี้ ได้ทำไปอย่างนี้แหละ ไม่ถอยหลังเลย ยังไม่สุดกายของตัวเอง เมื่อยังไม่สุดกาย ของตัวเองแล้ว ตัวเองก็ยังปกครองตัวเองยังไม่ได้ ยังมีคนอื่นเป็นผู้ปกครองลับๆ เพราะไม่ไปถึง(ไปไม่ถึง) ถ้าไปถึงที่สุดแค่ไหน เขาก็ปกครองได้แค่นั้น

                         นี่ผู้เทศน์ยังแนะนำสั่งสอนให้ไปถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวเองเมื่อถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวเองละก็ เป็นกายๆ ไปดังนี้ ตัวเองก็จะปกครองตัวเองได้ ไม่มีใครปกครองต่อไป ตัวเองก็เป็นใหญ่ในตัวเอง ตัวเองก็จะบันดาลความสุขให้ตัวเองได้ กำจัดความทุกข์ได้ ไม่ให้เข้ายุ่งได้ นี่คนอื่นเขายังบันดาลอยู่ คนอื่นเขายังให้อยู่

                          เหมือนความแก่ดังนี้ เราไม่ปรารถนาเลย เขาก็ส่งความแก่มาให้เราก็ต้องรบอ้ายความแก่นั่นแหละ ความเจ็บละ เราไม่ปรารถนาความเจ็บ เขาก็ส่งความเจ็บมาให้ ความตายละ เราไม่ปรารถนาเลย เขาก็ส่งความตายมาให้

                          เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าตัวเองไม่เป็นใหญ่ ด้วยตัวของตัวเองคนอื่นเขามาปกครอง ผู้อื่นเขาปกครองเสีย เขาให้ เขาส่งมาให้ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตัวมีความรู้ไม่พอ ก็ต้องรบ

                         เหมือนดังนี้ เราอยู่ (ใน)ปกครองประเทศไทย  ประเทศไทย เขาต้องการอย่างไร ผู้ปกครองเขาต้องการอย่างไร เราก็ต้องไปตามเขาไม่ตามเขาไม่ได้ ต้องอยู่ในปกครองเขา

                         ถ้าจะอยู่นอกปกครองเขา ต้องไปให้ถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวไปถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวละก็ ในที่สุดนั้นไม่มีใครปกครองเลยเราปกครองของเราเอง เราก็ไม่ต้องรับความแก่ ความเจ็บ ความตายก็ได้ เพราะเรามีอำนาจพอแล้ว เราไม่อยู่ในปกครองก็ได้ตามความปรารถนา แต่ว่าต้องไปให้สุดสายธาตุสายธรรมของตัว ถ้าสุดสายธาตุสายธรรมของตัวไม่ได้ละก็ เลี้ยงเอาตัวรอดไม่ได้"

(จาก พุทธอุทานคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๑๐ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๗  )


                         จากพระธรรมเทศนาที่ยกมากล่าวอ้างถึงข้างต้นนี้ทำให้เราได้ทราบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรียกเป้าหมายปลายทางที่ท่านมีความปรารถนาจะไปให้ถึงนั้นว่า "ที่สุด" บ้าง"สุดวิราคธาตุวิราคธรรม" บ้าง "สุดกายของตัวเอง" บ้าง "สุดสายธาตุสายธรรมของตัวเอง" บ้าง โดยเมื่อไปถึงที่สุดแล้ว หลวงพ่อบอกไว้ชัดว่าจะมีลักษณะดังนี้

                         ๑. "พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี"

                         ๒. "พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร.....หมดแก่หมดเจ็บหมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี" "ถ้าสุดเวลาไร ถึงที่สุดของการรักษาแล้วละก็ มนุษย์ เลิกแก่ เลิกเจ็บ เลิกตายทีเดียว"

                         ๓. "ถ้าว่าสุดแล้วก็รู้ดอก ไม่ต้องสงสัยละ รู้กันหมดทั้งสากลโลก"

                         ๔. "ถ้าสุดเข้าแล้วก็ รบราฆ่าฟัน เลิกกันหมด" พอจะได้เค้าโครงลักษณะเบื้องต้น ๔ อย่าง คือ ๑. หมดทุกข์ ๒. ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ๓. รู้กันหมดทั้งสากลโลก ๔. เลิกรบราฆ่าฟันกัน

                         ลักษณะ ๔ ประการนี้ยังไม่เห็นจะมีข่าวคราวบังเกิดขึ้นในโลกเลยทั้งนี้เพราะเหตุใด หลวงพ่อบอกไว้ชัดแจ้งว่า

                         "ที่สุดอยู่ที่ไหนละ ผู้เทศน์ยังเรียนวิชชาไปไม่ถึง"

                         หลวงพ่อไม่ได้อวดตัวว่าเป็นพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า แต่ท่านเป็นเพียงนัก สร้างบารมีคนหนึ่งที่จะเอาชนะ "มาร" ให้ได้เท่านั้นเอง ซึ่งท่านก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น

                         แล้วอีกนานสักเท่าไรจึงจะไปถึง หลวงพ่อบอกว่า "แต่มันจะอีกกี่ทีไม่รู้แน่นะ"

                         ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานสักเท่าใด แต่รู้ว่าเส้นทางสายกลางที่เดินอยู่นี้ถูกต้องและถึงเป้าหมายที่เอาชนะมาร หลุดพ้นจากการบังคับของมารโดยสิ้นเชิงได้อย่างแน่นอนหนทางนี้เป็นหนทางสายกลางทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายได้ดำเนินไปแล้วด้วยดี แต่การไปในครั้งนี้จะไปไกลกว่านั้น

                          มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดมาแก่ เจ็บ และตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะหาวิธีการมาบำบัดรักษาความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ให้หายได้เลย

                          สันติภาพที่ทุกคนใฝ่หา จะเซ็นสัญญา สงบศึกไปกี่ครั้ง ก็ไม่เคยมีสันติภาพที่ถาวรแท้จริงเลย การรบราฆ่าฟันยังคงมีอยู่กระจัดกระจายไปทั่วโลก แม้แต่สันติภาพในครอบครัวก็ยังหาได้ยาก แม้กระทั่งตัวเองบางวันยังรู้สึกทะเลาะกับตัวเอง ไม่พอใจตัวเอง หาสันติภาพให้กับตัวเองไม่ได้ และแม้จะมีการแสวงหาวิธีการปกครองโลก มีกลุ่มสหภาพ สหพันธ์ ตั้งกลุ่มประเทศ ตั้งเขตเศรษฐกิจ และตั้งทฤษฎีอีกหลายร้อยหลายพันทฤษฎี ก็ยังไม่มีวิธีการใด ทฤษฎีใดที่บรรลุผลสำเร็จ ในการสร้างสันติสุขที่แท้จริงให้แก่โลกได้เลย

                         เพราะมีวิธีการเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะให้สันติสุขที่แท้จริงบังเกิดขึ้นได้

                         เป้าหมายที่หลวงพ่อจะไปนั้นดูไกลทั้งไกลในระยะเวลาที่จะไป และดูว่าจะไกลจากความเป็นจริง ในปัจจุบันดูเหมือนเป็นสิ่งเพ้อฝัน เป็นเรื่องของคนที่คิดเพ้อเจ้อฟุ้งฝันไปอย่างนั้นหรือ

                         แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เกิดจากความใฝ่ฝันในอดีตทั้งสิ้นทั้งเรือดำน้ำ เครื่องบิน ยานอวกาศ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในความเป็นจริงในอดีต แต่เกิดขึ้นเป็นจริงแล้วในปัจจุบัน

                         แม้ สมัยเมื่อพระสมณโคดม ยังเป็นพระโพธิสัตว์ลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ตั้งความปรารถนาจะพ้นทุกข์ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการพ้นทุกข์ การตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นในยุคนั้นเลย พระองค์ยังคงตั้งความปรารถนาและลงมือสร้างบารมีอยู่นานถึง ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป

                         ในที่สุดแห่งการสร้างบารมีของพระองค์ท่าน จากความฝันที่จะพ้นทุกข์ที่ดูไกลจากความเป็นจริง พระองค์ทรงพบหนทางพ้นทุกข์ และในที่สุดพระองค์ก็ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งพระทัยไว้

                          หลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เช่นกันท่านมีความใฝ่ฝัน แม้ความใฝ่ฝันของท่านจะเป็นความฝันที่ยังไม่เคยมีใครคิดถึงมาก่อน ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนก็ตาม แต่หลวงพ่อก็รู้ช่องทางวิธีการที่จะไปให้ถึงความฝันนั้น เป้าหมายแม้อยู่ไกลสักเพียงใดก็แลดูใกล้เพราะทุกคนสามารถไปถึงได้อย่างแน่นอน