ระเบียบปฏิบัติการไปงานศพ

วันที่ 26 พค. พ.ศ.2561

ระเบียบปฏิบัติการประกอบพิธีศพ
ระเบียบปฏิบัติการไปงานศพ

พระรัตนตรัย , พุทธศาสนิกชน , ระเบียบปฏิบัติของชาวพุทธ , วัฒนธรรมชาวพุทธ , ชาวพุทธ , ประเพณีชาวพุทธ , culture , ระเบียบปฏิบัติการประกอบพิธีศพ , ระเบียบปฏิบัติการเชิญผู้มีเกียรติขึ้นทอดผ้าบังสุกุลที่เมรุ , ที่บูชาพระรัตนตรัย , หิ้งพระ , ที่บูชาพระ , ห้องพระ , พระพุทธเจ้า , พระสงฆ์ , พระธรรม , Buddhist practice  , สมาธิ , Meditation  , ทำบุญ , เมรุ , พิธีศพ , งานศพ , ระเบียบปฏิบัติการไปงานศพ

การไปงานรดน้ำศพ
         คฤหัสถ์ผู้ไปงานรดน้ำศพนั้น ทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษนิยมแต่งกายไว้ทุกข์แก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้วตามความนิยมของสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ พร้อมกับเตรียมภาชนะใส่น้ำอบไทยสําหรับใช้รดน้ำศพไปด้วย (ถ้ามี)

         การรดน้ำศพนั้น ถือกันสืบมาว่าเป็นกิริยาอาการขอขมาโทษต่อศพของท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อจะได้ไม่มีเวรไม่มีกรรมกันต่อไป

         ในการรดน้ำศพนั้น จึงนิยมทําการรดน้ำเฉพาะศพของท่านผู้มีอาวุโสสูงกว่าตน หรือศพของผู้มีอาวุโสรุ่นราวคราวเดียวกันเท่านั้น

         ท่านผู้มีอาวุโสสูงกว่าผู้ล่วงสับไปแล้ว ก็นิยมไปร่วมพิธีในงานรดน้ำศพนั้นด้วย เพื่อเป็นการให้เกียรติและไว้อาลัยแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทังนี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่เจ้าภาพงานศพนั้นอีกด้วย แต่ไม่นิยมรดน้ำขอขมาศพ


วิธีปฏิบัติการรดน้ำศพคฤหัสถ์
         ถ้าเป็นศพคฤหัสถ์ ซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าตน ก่อนจะทำพิธีรดน้ำศพนิยมนั่งคุกเข่า น้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับนึกขอขมาโทษต่อศพนั้นว่า

"กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง

ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดีทางใจก็ดี
ขอท่านโปรดอโหสิกรรม
ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเกิด''

         เมื่อยกมือไหว้ขอขมาโทษต่อศพจบแล้ว ก็ถือภาชนะสำหรับรดน้ำด้วยมือทั้งสอง เทน้ำลงที่ฝ่ามือขวาของศพพร้อมกับนึกในใจว่า

"อิทัง มะตะกะสะรีรัง อาสิญจิโตทะกัง วิยะ อะโหสิกัมมัง"
(ร่างกายที่ตายแล้วนี้ ย่อมเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโทษเหมือนน้ำที่รดแล้ว ฉะนั้น)

         เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับนึกอธิษฐานว่า "ขอจงไปสู่สุคติๆ เถิด'' เป็นเสร็จพิธี


วิธีปฏิบัติการรดน้ำศพพระสงฆ์
         ถ้าเป็นศพของพระภิกษุสงฆ์ ก่อนรดน้ำศพ นิยมนั่งคุกเข่าตามเพศ คือ ถ้าเป็นสุภาพบุรุษ พึงนั่งคุกเข่า ตั้งปลายเท้าลงจรดพื้น  ถ้าเป็นสุภาพสตรี พึงนั่งคุกเข่าราบเหยียดหลังเท้าราบไปกับพื้น กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง พร้อมลับนึกขอขมาโทษดังกล่าวแล้ว

         เมื่อกราบขอขมาโทษเสร็จแล้ว พึงถือภาชนะสําหรับรดน้ำศพด้วยมือทั้งลอง เทน้ำรดลงที่ฝ่ามือขวาของศพพร้อมกับนึกในใจดังกล่าวแล้ว

         เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์อีก ๓ ครั้ง พร้อมกับนึกอธิษฐานดังกล่าวแล้ว เป็นเสร็จพิธี


การไปงานตั้งศพบำเพ็ญกุศล
         บุคคลผู้จะไปงานตั้งศพบำเพ็ญกศล ซึ่งตั้งศพอยู่ที่บ้านก็ดี ที่วัดก็ดี ทั้งสุภาพสดรีและสุภาพบุรุษ นิยมแต่งกายไว้ทุกข์แก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว ตามความนิยมของสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ

          นิยมนำพวงหรีด หรือนำกระเช้าดอกไม้ แจกันดอกไม้หรือพวงดอกไม้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามสมควรแก่ฐานะของตนๆ ไปแสดงความเคารพศพด้วย


วิธีปฏิบัติการแสดงความเคารพศพคฤหัสถ์
         ถ้าเป็นศพคฤหัสถ์ซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าตน ผู้ไปเคารพศพนั้นนิยมนำพวงหรีดไปเคารพศพด้วย เมื่อวางพวงหรีดไว้ข้างหน้า
ที่ตั้งศพแล้ว ถ้าแต่งเครื่องแบบข้าราชการนิยมยืนตรงโค้งคำนับถ้ามิได้แต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมยืนตรง น้อมตัวลงยกมือไหว้ เป็นเสร็จพิธี

         ถ้านำกระเช้าดอกไม้ แจกันดอกไม้ หรือพวงดอกไม้ไปเคารพศพ เมื่อวางกระเช้าดอกไม้เป็นต้น ไว้ข้างหน้าที่ตั้งศพนั้นแล้ว นิยมนั่งคุกเข่าราบ ทั้งเพศชายและเพศหญิง จุดธูป ๑ดอก ประณมมือยกธูปขึ้นจบ ให้ปลายนิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้ว ตั้งจิตขอขมาโทษต่อศพนั้นว่า

"กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ"
"ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี
ขอท่านโปรดอโหสิกรรม ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเกิด"

         เมื่อขอขมาโทษศพแล้ว พึงปักธูป ณ ที่ สำหรับปักธูปแล้วนั่งพับเพียบหมอบกราบด้วยกระพุ่มมือ (คือ นั่งพับเพียบตะแคงตัวข้างขวาหันหน้าไปทางศพ วางมือขวาลงก่อน แล้ววางมือซ้ายลงแนบกับมือขวา ประณมมือตั้งอยู่กับพื้นพร้อมกับหมอบให้หน้าผากลงจรดสันมือ) พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า "ขอจงไปสู่สุคติ ๆ เถิด" แล้วลุกขึ้น เป็นเสร็จพิธี

         อนึ่ง ในการตั้งศพที่ได้รับพระราชทานเครื่องประกอบเกียรติศพนั้น มีข้อนิยมว่า ผู้ไปเคารพศพไม่ต้องจุดธูปบูชาศพ


วิธีปฏิบัติการแสดงความเคารพศพพระสงฆ์
         ผู้ไปงานตั้งศพพระสงฆ์บำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมก็นิยมแต่งกายและนำเครื่องสักการบูชาไปเช่นเดียวกับไปงานศพคฤหัสถ์

         เมื่อวางเครื่องสักการบูชาที่หน้าเครื่องตั้งศพแล้วนิยมนั่งคุกเข่าตามเพศ คือ สุภาพบุรุษนั่งคุกเข่าตั้งเท้า สุภาพสตรีนั่งคุกเข่าราบ จุดธูป ๑ ดอก ประณมมือยกธูปขึ้นตั้งให้ปลายนิ้วหัวแม่มืออยู่ระหว่างคิ้ว ปลายนิ้วชี้จรดหน้าผาก พร้อมกับตั้งใจขอขมาโทษต่อศพนั้น ดังกล่าวมาแล้ว

         เมื่อขอขมาโทษต่อศพเสร็จแล้ว พึงปักธูป ณ ที่สำหรับปักธูปแล้ว กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง พร้อมกับขณะที่กราบนั้น พึงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ขอจงไปส่สุคติๆ เถิด" แล้วลุกขึ้น เป็นเสร็จพิธี


การไปงานเผาศพ
         บุคคลผู้จะไปงานเผาศพนั้น จะเป็นงานพระราชทานเพลิงศพก็ตาม งานณาปนกิจศพก็ตาม นิยมแต่งกายไว้ทุกข์แก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว ตามความนิยมของสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ

         ผู้จะไปงานศพนั้น นิยมเตรียมเครื่องขอขมาศพ คือ ธูปไม้ระกํา เทียน และดอกไม้จันทน์ด้วย (ถ้ามี) แต่ในชนบทบางท้องถิ่นก็นิยมเตรียมเชื้อเพลิง เช่น ขี้ไต้ ไม้ฟืน เป็นต้น นำไปร่วมช่วยในการเผาศพนั้นด้วย


ลำดับการขึ้นเมรุเผาศพ
         ถ้าเป็นงานพระราชทานเพลิงศพ นิยมขึ้นเมรุเผาศพตามลําดับอาวุโสทางคุณวุฒิ คือ ผู้มียศถาบรรดาดักดิ์สูงกว่าขึ้นไปเผาศพก่อน ผู้มีอาวุโสทางคุณวุฒิน้อยกว่าขึ้นไปเผาภายหลัง

         ถ้าเป็นงานณาปนกิจศพ นิยมขึ้นเมรุเผาศพตามลำดับอาวุโสทางวัยวุฒิ คือ ผู้มีอายุมากกว่าขึ้นไปเผาก่อน ผู้มีอายุน้อยกว่าขึ้นไปเผาภายหลังกันลงมาตามลำดับ

         ความนิยมเช่นนี้ ก็ เพี่อเป็นการแสดงปริศนาธรรมตามสามัญลักษณะว่า "บุคคลเราจะต้องเดินเข้าไปหาความตายเหมือนกับซากศพนั้นหมดทุกคน ต่างกันแค่ว่าคนที่มีอายุมากกว่าก็เดินไปถึงความตายก่อน คนที่มีอายุน้อยกว่าก็เดินไปถึงความตายภายหลังกันลงมาตามลำดับ'' ดังนี้

         ถ้าผู้ใดแซงขึ้นหน้าท่านที่มีอายุแก่กว่าตนขึ้นไปถึงศพนั้นก่อน ย่อมแสดงกิริยาอาการคล้ายกับจะพูดว่า "ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าได้เดินไปถึงความตายนั้นก่อนเถิด'' ดังนี้

         ความนิยมให้ท่านผู้มีอายุมากๆ ขึ้นเผาศพก่อนนี้ นับว่าเป็นประเพณีนิยมที่ดีมาก เพราะเป็นการลังคมสงเคราะห์ช่วยท่านผู้มีอายุมาก ๆ ชึ่งมีสังขารร่างกายอ่อนแอจะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกับคนอื่น หรือไม่ต้องรอคอยนาน ๆ ไม่ต้องทรมานสังขารร่างกายมากเกินไป อันอาจเกิดเป็นลมป่วยไข้ขึ้นก็ได้


วิธีปฏิบัติการเผาศพ
         เมื่อขึ้นไปถึงเมรุแล้ว นิยมยืนตรง ห่างจากศพประมาณ ๑ ก้าว ถ้าแต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมยืนตรงโค้งคํานับถ้ามิได้แต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมทั้งธูป เทียน ดอกไม้จันทน์ที่อยู่ในมือ (เฉพาะศพนั้นมีอาวุโสสูงกว่าตน หรือมีอาวุโสรุ่นราวคราวเดียวกัน)

         ขณะที่ยืนตรง โค้งคำนับ หรือน้อมตัวลงยกมือไหว้นั้นนิยมตั้งจิตขอขมาโทษต่อศพนั้นว่า

"กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ''
"ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี
ขอท่านได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเกิด"

         เมื่อขอขมาโทษศพจบแล้ว นิยมน้อมตัวลงวางธูป เทียน ดอกไม้จันทน์ ที่เชิงตะกอน พร้อมกับพิจารณาตัวเองถึงความตายว่า

"อะยัมปิ โข เม กาโย เอวังธัมโม เอวังภาวี เอวังอะนะ ตีโต"
"ร่างกายของเราแม้นี้แล ย่อมมีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ มีปกติเป็นอย่างนี้
ไม่ล่วงพ้นความตายอย่างนี้ไปได้"

         เมื่อพิจารณาตัวเองถึงความตายจบแล้ว นิยมวางเครื่องขอขมาศพนั้นลงแล้ว ยืนตรง โค้งคํานับ หรือยกมือไหว้ศพอีกครั้ง พร้อมกับนึกอธิษฐานในใจว่า "ขอจงไปสู่สุคติ ๆ เถิด" ดังนี้แล้วเป็นเสร็จพิธี

         การที่ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายขึ้นไปทำพิธีเผาศพพร้อมกันนั้น เป็นพิธีการแสดงความเคารพต่อศพเท่านั้น ยังไม่ใช่พิธีการเผาศพจริง

         เมื่อแขกที่ได้รับเชิญมาขึ้นไปท่าความเคารพศพหมดแล้วนิยมให้วงศาคณาญาติสนิทมิตรสหายผู้ใกล้ชิดกับผู้ตายขึ้นไปท่าการเผาศพจริงอีกครั้งหนึ่ง จึงเสร็จพิธีเผาศพบริบูรณ์