ทาน

วันที่ 28 พย. พ.ศ.2561

ทาน
 

         บุญกุศลของบุคคลนั้นย่อมแตกต่างกันไป หาเหมือนกันไม่ สุดแต่บุญทานที่ตนกระทำไว้ในอดีตชาติ และท่านได้จัดหลักแห่งทานไว้คือ ในพระสูตร ๑๐ ในพระวินัย ๔  ในพระปรมัตถ์ ๖

         ทานในพระสูตร ๑๐  คือ อณฺณํ ให้ข้าว ปานํ ให้น้ำ วตฺตํ ให้ผ้าผ่อนท่อนสะไบ  ยานํ ให้อุปกรณ์แก่การไปมา มาลา ให้ระเบียบดอกไม้  คนฺธํ ให้ของหอม วิเลปนํ ให้เครื่องลูบไล้ละลายทากระแจะจันทร์ ธารณํ ให้เครื่องประดับทัดทรงตบแต่ง เสย์ยา ว สตฺถํ ให้อาสนะที่นั่งที่นอนที่พักพิงอาศัย  ปทีเปยฺย ตามประทีปไว้ในที่มืด 

         ๑๐ ประการนี้  เรียกว่าทานในพระสูตรเป็นบุญเป็นกุศลดังกล่าวแล้วทุกประการ 

         ทานในพระวินัย ๔  คือ  ให้จีวรเครื่องสำหรับนุ่งห่มแก่พระภิกษุสามเณรประการหนึ่ง  ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณรประการหนึ่ง  ถวายเสนาสนะสำหรับพักอาศัยแก่พระภิกษุสามเณรประการหนึ่ง  และถวายคิลานเภสัชยารักษาให้แก่พระภิกษุสามเณรอีกประการหนึ่ง 

         ท่านเจ้าภาพได้ถวายอาหารบิณฑบาตครั้งนี้ก็ได้ชื่อว่า  เป็นทานในพระวินัย 

         ทานในพระปรมัตถ์ ๖  คือ  มีการอายตนะ ๖  คือ  ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์  ถอนความยินดีในอารมณ์เหล่านี้ออกเสียได้  สละความยินดีในอารมณ์เหล่านี้เสียได้ 

         ก่อนเราเกิดมาเขายินดีกันอยู่อย่างนี้  ในรูป เสียง กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์ กำลังที่เราเกิดมาก็ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์เหล่านี้ ครั้นเราจะตายเขาก็ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์ อย่างนี้เหมือนกัน 

         ความยินดีเหล่านี้หากถอนอารมณ์ออกเสียได้ ไม่ให้เสียดแทงเราได้ พิจารณาว่านี้เป็นอารมณ์ของชาวโลกไม่ใช่อารมณ์ของธรรม ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นเสียไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้เข้าไปเสียดแทงใจ 

         ทำใจให้หยุด ให้นิ่ง นี่เขาเรียกว่า ให้ธรรมารมณ์เป็นทาน ย่อมมีกุศลใหญ่เป็นทางไปแห่งพระนิพพานโดยแท้ และเป็นทานอันยิ่งใหญ่ทางปรมัตถ์  

 


จากพระธรรมเทศนาเรื่อง "ภัตตานุโมทนากถา"
๙ พฤษภาคม ๒๔๙๗