คำเตือนของอาจารย์

วันที่ 11 พค. พ.ศ.2562

นิทานก่อนนอน
เรื่อง คำเตือนของอาจารย์
ได้ยินว่า พระเถระผู้เป็นขีณาสพรูปหนึ่ง คิดว่าเราจักไหว้พระมหาเจดีย์และพระมหาโพธิ จึงมายังมหาวิหารจากชนบทกับสามเณรผู้ถือสิ่งของซึ่งเป็นผู้ได้สมาบัติ แล้วเข้าไปยังบริเวณวิหารในตอนเย็น เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ไหว้พระเจดีย์อยู่ ท่านจะไม่ออกไปไหว้พระเจดีย์.  เพราะพระขีณาสพมีความเคารพอย่างมากในพระรัตนตรัย. ฉะนั้นเมื่อภิกษุสงฆ์ไหว้กลับไปแล้ว ในเวลาที่พวกชาวบ้านบริโภคอาหารในตอนเย็น แม้สามเณรก็ไม่ให้รู้ คิดว่าเราจักไหว้พระเจดีย์ จึงออกไปรูปเดียวเท่านั้น. 
    สามเณรคิดว่า พระเถระไปรูปเดียวในเวลาที่ไม่เป็นปกติ เราจักรู้ จึงออกตามรอยเท้าพระอุปัชฌาย์ไป. พระเถระไม่รู้ว่าสามเณรมา เพราะไม่ได้นึกถึง จึงขึ้นสู่ลานเจดีย์ทางประตูทิศใต้. สามเณรก็ขึ้นตามรอยเท้าไป. 
    พระมหาเถระแลดูพระมหาเจดีย์ ยึดปีติในพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์สำรวมใจทั้งหมด ชื่นชมยินดีไหว้พระเจดีย์ 
    สามเณรเห็นอาการไหว้ของพระเถระจึงคิดว่า พระอุปัชฌาย์ของเรามีจิตเลื่อมใสอย่างยิ่ง ไหว้พระเจดีย์ หากได้ดอกไม้จะพึงทำการบูชาหรือหนอ. 
    พระเถระลุกขึ้นไหว้ ยกอัญชลีเหนือศีรษะยืนแลดู พระมหาเจดีย์. 
    สามเณรกระแอมให้พระเถระรู้ว่าตนมา. 
    พระเถระเหลียวดูแล้วถามว่า เธอมาเมื่อไร. 
    ท่านขอรับในเวลาท่านไหว้พระเจดีย์ ท่านเลื่อมใสเหลือเกินจึงไหว้พระเจดีย์. ท่านได้ดอกไม้แล้วพึงบูชาหรือ. 
    ถูกแล้ว สามเณร ชื่อว่าการฝังพระธาตุประมาณเท่านี้ นอกจากในพระเจดีย์นี้แล้วย่อมไม่มี. ใครได้ดอกไม้แล้ว จะไม่พึงบูชามหาสถูปเช่นนี้ได้เล่า. 
    ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้นขอท่านจงรอก่อน ผมจักนำดอกไม้มา. ทันใดนั้นเอง สามเณรก็เข้าฌานไปป่าหิมพานต์ด้วยฤทธิ์ เก็บดอกไม้สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นใส่ในธมกรกจนเต็มเมื่อพระมหาเถระยังไม่ถึงมุขหลัง จากมุขใต้. สามเณรมาวางผ้าธมกรกห่อดอกไม้ไว้ที่มือแล้วกล่าวว่า ขอท่านจงบูชาเถิดขอรับ. 
    สามเณรดอกไม้ของเธอยังน้อยนัก. 
    ท่านขอรับ ขอท่านจงเดินไป ระลึกถึงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วบูชาเถิด. 
    พระเถระขึ้นบันไดอาศัยมุขหลัง  เริ่มทำการบูชาด้วยดอกไม้ ณ ชั้นแท่นบูชา. ชั้นแท่นบูชาเต็มไปด้วยดอกไม้ ดอกไม้ตกลงไปเต็มในชั้นที่ ๒ โดยพื้นที่ประมาณเข่า. พระเถระลงจากชั้นที่ ๒ ดอกไม้ก็ยังเต็มไปถึงหลังเท้า. แม้แถวหลังเท้านั้นก็เต็ม. พระเถระรู้ว่าเต็มจึงเกลี่ย ที่พื้นล่างกลับไป. ลานพระเจดีย์ มีดอกไม้เต็มไปหมด. เมื่อลานพระเจดีย์เต็ม  พระเถระกล่าวว่า สามเณร ดอกไม้ยังไม่หมด. 
    ท่านขอรับท่านจงคว่ำธมกรกลงเถิด. 
    พระเถระคว่ำธมกรกแล้วเขย่า. ในกาลนั้นดอกไม้ก็หมด. พระเถระให้ธมกรกแก่สามเณรแล้วทำประทักษิณพระเจดีย์ซึ่งมีกำแพงสูง ๖๐ ศอก ๓ ครั้ง ไหว้ในที่ทั้ง ๔ แห่งแล้วกลับไปยังบริเวณคิดว่าสามเณรนี้มีฤทธิ์มากแท้ จักสามารถรักษาอิทธานุภาพนี้ไว้ได้หรือหนอ. แต่นั้นพระเถระเห็นว่า จักไม่สามารถรักษาไว้ได้ จึงกล่าวกะสามเณรว่า สามเณรบัดนี้เธอมีฤทธิ์มาก ในภายภาคหน้า ครั้นฤทธิ์เสื่อม จักดื่มน้ำซาวข้าวด้วยมือของหญิงทอหูกตาบอดข้างเดียว. 
    นี่คือโทษของความเป็นหนุ่ม สามเณรนั้นหวั่นใจในถ้อยคำของพระอุปัชฌาย์ แทนที่จะขอร้องว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงบอกกรรมฐานแก่ผมเถิด. แต่กลับคิดว่า พระอุปัชฌาย์ ของพวกเราพูดอะไร ทำเหมือนไม่ได้ยินคำนั้น ได้ไปแล้ว. 
    พระเถระครั้นไหว้พระมหาเจดีย์ และพระมหาโพธิ แล้วจึงให้สามเณรรับบาตรและจีวรไปยังกุเฏฬิติสสมหาวิหาร
    สามเณรเดินตามพระอุปัชฌาย์ไป ไม่ไปบิณฑบาต. แต่ถามว่า ท่านขอรับ ท่านจักเข้าไปบ้านไหน ครั้นรู้ว่าบัดนี้พระอุปัชฌาย์ของเราจักไปถึงประตูบ้าน จึงถือบาตรและจีวรของตนและของพระอุปัชฌาย์ เหาะไป ถวายบาตรและจีวรแก่พระเถระแล้วจึงเข้าไปบิณฑบาต.
    พระเถระสั่งสอนตลอดเวลาว่า สามเณร เธออย่าได้ทำอย่างนั้น ชื่อว่า ฤทธิ์ของปุถุชน ง่อนแง่น ไม่แน่นอนครั้นได้อารมณ์ที่น่าใคร่มีรูปเป็นต้น ซึ่งไม่เป็นที่สบายเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็เสื่อมลง   เมื่อการเสื่อมจากสมาบัติมีอยู่  การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่สามารถค้ำจุนไว้ได้. 
    สามเณรไม่ปรารถนาจะฟังว่าพระอุปัชฌาย์ของเรากล่าวอะไร ยังทำเหมือนเดิม. พระเถระไหว้พระเจดีย์ไปโดยลำดับแล้วจึงไปยัง กัมพพินทวิหาร. แม้เมื่อพระเถระอยู่ ณ วิหารนั้นสามเณรก็ยังทำอยู่อย่างนั้น.
    วันหนึ่ง ธิดาของช่างทอหูกคนหนึ่ง  นางมีรูปงาม ยังอยู่ในปฐมวัย ออกจากบ้านกัมพพินทะ ลงไปยังสระบัวร้องเพลงเก็บดอกบัว 
    ในสมัยนั้นสามเณรไปถึงท้ายสระ  เกิดติดใจเสียงร้องเพลงของหญิงนั้น  เป็นประดุจคนขายปลาตาบอดติดใจเสียงของหญิงยั่วยวนฉะนั้น ทันใดนั้นเอง ฤทธิ์ของสามเณรนั้นก็เสื่อม ได้เป็นดุจกาปีกหัก แต่ด้วยผลของสมาบัติที่ยังมีอยู่ สามเณรไม่ตกไปบนพื้นน้ำนั้น  แต่ตกลงเหมือนปุยดอกงิ้วโดยลำดับ ได้ยืนอยู่แล้วใกล้ฝั่งสระปทุม สามเณรรีบไปถวายบาตรและจีวรแก่อุปัชฌาย์แล้วกลับ 
    พระมหาเถระคิดว่า เราเห็นเหตุการณ์มาก่อนแล้ว แม้จะห้ามสามเณรก็คงไปไม่กลับ จึงไม่พูดอะไร ๆ เข้าไปบิณฑบาต 
    สามเณรไปยืนที่ฝั่งสระบัว รอหญิงนั้นขึ้น 
    แม้หญิงนั้นก็เห็นสามเณรตั้งแต่เหาะจนกระทั่งมายืนอยู่ที่นี่  รู้ว่า สามเณรนี้กระสันเพราะอาศัยเราเป็นแน่จึงกล่าวว่า หลีกไปเถิด สามเณร สามเณรนั้นจึงหลีกไป หญิงนั้นขึ้นมานุ่งผ้าแล้วเข้าไปหาสามเณรถามว่า สามเณร ต้องการอะไรหรือ 
    สามเณรบอกความต้องการของตนทั้งหมดให้นางทราบ
    เมื่อฟังดังนั้น นางจึงแสดงถึงโทษในการครองเรือนด้วยเหตุหลายอย่างและอานิสงส์ในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ แม้จะสอนอยู่อย่างนั้นก็ไม่สามารถบรรเทาความกระสันของสามเณรนั้นได้ คิดว่า สามเณรนี้เสื่อมฤทธิ์เห็นปานนี้เพราะเราเป็นเหตุ บัดนี้ไม่ควรจะเสียสละจึงกล่าวว่า สามเณร ท่านจงรออยู่ที่นี่เถิด แล้วไปเรือน บอกเรื่องนั้นแก่มารดาบิดา.
    แม้มารดาบิดาก็มา  แล้วสอนอีกหลายอย่างหลายประการ ได้กล่าวกะสามเณรผู้ไม่เชื่อฟังว่า ท่านอย่าเข้าใจพวกเราว่ามีตระกูลสูง พวกเราเป็นเพียงช่างทอหูก  สามารถทำได้เพียงงานทอหูกเท่านั้น 
    สามเณรกล่าวว่า อุบาสก ธรรมดาคนที่เป็นคฤหัสถ์ควรทำงานทอหูก หรือควรทำงานสานกระจาดก็ได้ ประโยชน์อะไรด้วยเพียงผ้าสาฎกนี้ ท่านจงทำงานไปเถิด 
ช่างหูกให้ผ้าสาฎกที่ผูกท้องแล้วนำไปเรือนยกลูกสาวให้. 
    ชายหนุ่มผู้นั้น เรียนการงานของช่างหูก ทำการงานที่โรงกับพวกช่างหูก. บรรดาหญิงของช่างหูกเหล่าอื่น ได้เตรียมอาหารนำมาแต่เช้าตรู่. ภรรยาของชายหนุ่มนั้นยังไม่มา. เขาเมื่อคนอื่นพักงานบริโภคอาหาร ยังนั่งกรอหลอดด้ายอยู่. ครั้นเห็นภรรยามา. จึงพูดตะคอกภรรยาว่า เธอนี่มาช้าเหลือเกิน. 
    ธรรมดามาตุคามรู้ว่า แม้พระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งมีจิตผูกพันในตน ยังนึกว่าตนเป็นดุจทาส. เพราะฉะนั้น นางจึงกล่าวว่า ในเรือนของคนอื่นเขาสะสมฟืนใบไม้และเกลือไว้. แม้คนทอหูกที่เป็นทาสนำออกจากภายนอกก็ยังมี. แต่ฉันเป็นหญิงตัวคนเดียวเท่านั้น. แม้ท่านก็ยังไม่รู้ว่า ในเรือนของเรา สิ่งนี้มี สิ่งนี้ไม่มี. หากท่านต้องการก็จงบริโภคเถิด. หากไม่ต้องการก็อย่าบริโภค. 
    ชายหนุ่มนั้นพูดตะคอกว่า เธอไม่เพียงนำอาหารมาสายเท่านั้นยังกล่าวกระทบกระเทียบเราอีก แล้วโกรธ เมื่อไม่เห็นเครื่องทำร้ายอื่น  จึงดึงไม้กระสวยทอผ้านั้นเอาหลอดด้ายออกจากกระสวยแล้วขว้างไป 
    ภรรยาเห็นไม้กระสวยแล่นมาจึงหลบหน่อยหนึ่ง ปลายไม้กระสวยคม เมื่อนางหลบ ปลายไม้กระสวยจึงถูกหางตาคาอยู่อย่างนั้น. นางรีบเอามือทั้งสองกุมนัยน์ตา. เลือดไหลออกที่ที่ถูกเจาะ. 
    ชายหนุ่มนั้นระลึกถึงคำของพระอุปัชฌาย์ได้ในเวลานั้นว่า พระอุปัชฌาย์คงหมายถึงเหตุนี้จึงกล่าวกะเราว่า ในอนาคตเธอจักต้องดื่มน้ำข้าวที่ขยำด้วยมือของหญิงทอหูกตาบอดข้างเดียว.พระเถระคงจักเห็นเหตุนี้เป็นแน่. จึงเริ่มร้องไห้ด้วยเสียงดังว่า โอ พระคุณเจ้าผู้เห็นกาลไกล. 
    พวกช่างหูกอื่น ๆ ได้กล่าวกะเขาว่า พอทีเถิดพ่อคุณ อย่าร้องไห้ไปเลย. จงอยู่ในเพศ ฆราวาสจนตลอดชีวิต  ไม่อาจหวนกลับไปสู่เพศสมณะได้อีกเลย

 

จบเรื่อง คำเตือนของอาจารย์

"ผู้ใด้เมื่อบุคคลกล่าวสอนอยู่ ไม่ทำตามคำสอนของผู้ปรารถนาประโยชน์  ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้นย่อมถึงความพินาศ"
    

พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวิสดิ์พระรัตนตรัย