การตายประดุจงูลอกคราบ

วันที่ 30 พค. พ.ศ.2562

เรื่อง การตายประดุจงูลอกคราบ

ในอดีตกาล  ณ เมืองพาราณสี แคว้นกาสี มีตระกูลพราหมณ์ ชื่อว่า ธรรมปาละ. ในตระกูลพราหมณ์นั้นมีคนอยู่หกคนได้แก่ พราหมณ์ พราหมณี บุตร ธิดา ลูกสะใภ้ และทาสี  พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้มีความยินดีในการเจริญมรณานุสสติ. 
    เมื่อใครคนใดคนหนึ่งจะออกไปจากเรือน เขาจะให้โอวาทคนที่เหลือว่า พวกท่านจงอย่าประมาท จงหมั่นเจริญมรณานุสสติอยู่เนืองนิตย์  เพราะความตายนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอนใครๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ที่สำคัญไม่อาจทราบได้ว่าจะต้องตายเมื่อใด  ที่ไหน อย่างไร ฉะนั้นจงตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเถิด เมื่อให้โอวาทแก่กันอย่างนี้แล้ว ก็ออกไปโดยไม่มีความห่วงใยใด ๆ ทั้งสิ้น. 
    ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์กับบุตรออกจากเรือนไปไถนา.  ในขณะที่พราหมณ์กำลังไถนาอยู่นั้น  บุตรได้สุมหญ้าใบไม้และฟืนแห้ง ๆ อยู่ในที่ไม่ไกล  งูเห่าตัวหนึ่งในที่นั้นเลื้อยออกจากโพรงไม้ เพราะกลัวถูกไฟไหม้ มันโกรธจัดจึงกัดบุตรคนของพราหมณ์ทันที เขาสลบล้มลงตรงนั้นเองเพราะกำลังพิษ  เพียงไม่นานก็สิ้นใจตาย  แต่เพราะกุศลธรรมที่หมั่นเจริญมรณานุสสติอยู่เนืองนิตย์ จึงไปบังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช. 
    พราหมณ์เห็นบุตรของตนตายลงต่อหน้า ตนเองกลับไม่อาจช่วยอะไรได้  แต่ถึงกระนั้นก็หามีความเศร้าโศกเสียใจอาลัยอาวรณ์ต่อบุตรไม่  เขาจัดแจงร่างที่ไร้วิญญาณของบุตรไว้ในที่ที่เหมาะสม จากนั้นก็ไปไถนาต่อ  เมื่อเห็นบุรุษคนหนึ่ง ซึ่งเดินผ่านมา  จึงฝากความไปถึงนางพราหมณีว่า  สหายเอ๋ย ขอท่านจงไปเรือนของข้าพเจ้า บอกนางพราหมณีว่า ให้อาบน้ำ นุ่งผ้าขาวถือเอาภัตรและดอกไม้ของหอม สำหรับคนผู้เดียวแล้วจงรีบมา. 
    บุรุษนั้นรับคำของพราหมณ์ แล้วไปที่เรือนนั้น บอกกล่าวข้อความตามคำของพราหมณ์ที่ฝากมา  คนในเรือนได้ฟังคำของบุรุษนั้น  ก็ทราบโดยทันทีว่า บัดนี้บุตรของพราหมณ์ได้สิ้นชีพไปเสียแล้ว  พวกเขาจึงได้ตระเตรียมข้าวของทุกอย่าง แล้วรีบเดินทางไปสถานที่นั้น. ช่วยกันยกร่างที่ไร้วิญญาณของบุตรขึ้นสู่เชิงตะกอน จุดไฟเผา ในขณะที่ไฟกำลังลุกไหม้อยู่นั้น ไม่มีผู้ใดเลยที่เศร้าโศกพร่ำพิไรรำพัน ไม่มีใครเดือดร้อนกระวนกระวายใจแต่อย่างใด  เพียงยืนสงบนิ่ง มนสิการถึงอนิจจสัญญา เหมือนเผาท่อนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้น
    กล่าวถึงบุตรของพราหมณ์ ได้บังเกิดเป็นท้าวสักกะ. พระองค์ทรงพิจารณาชาติก่อนของพระองค์ และบุญที่ได้ทำไว้ เมื่อจะอนุเคราะห์บิดาและพวกญาติ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์มาในที่นั้น เห็นพวกญาติไม่เศร้าโศก  ทำทีเหมือนไม่รู้เรื่อง กล่าวว่า  ท่านผู้เจริญ  พวกท่านเผาเนื้ออยู่หรือ จงให้ส่วนแบ่งแก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าหิวจริง ๆ 
    พราหมณ์กล่าวว่า  พราหมณ์ นั่นไม่ใช่เนื้อ  แต่เป็นมนุษย์ต่างหาก
    ผู้นี้เป็นศัตรูของพวกท่านหรือไร
    ไม่ใช่ศัตรู เขาเป็นบุตรชายรุ่นหนุ่ม เป็นผู้มีคุณมาก  เป็นโอรสเกิดในอกของเรา. 
    เมื่อเป็นบุตรรุ่นหนุ่ม มีคุณมากถึงเพียงนี้ตายไป  ไฉนพวกท่านจึงไม่เศร้าโศกกันเล่า. 
    พราหมณ์ บุตรของเรา ละสรีระอันคร่ำคร่าของตนไป เหมือนงูลอกคราบ เมื่อสรีระใช้สอยไม่ได้  ละไปแล้วทำกาละไปแล้วอย่างนี้ บุตรของเรา เมื่อญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ถึงความร่ำไรของพวกญาติได้ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา. คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
    เมื่อพราหมณ์ได้กล่าวถึงเหตุที่ตนไม่เศร้าโศก เมื่อได้ประกาศถึงความฉลาดในมนสิการโดยปริยายอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะผู้มาในร่างพราหมณ์ จึงตรัสกะนางพราหมณีว่า แม่คุณ  ผู้ตายนั้น เป็นอะไรกับท่านหรือ
    พราหมณีกล่าวว่า นาย เขาเป็นบุตรของฉัน ฉันบริหารครรภ์มาถึง ๑๐ เดือน ให้ดื่มน้ำนม ประคบประหงมมือและเท้า จนเติบโต  ด้วยความยากลำบาก. 
    เมื่อเป็นเช่นนี้ เริ่มแรกบิดา ไม่ร้องไห้ เพราะเขาเป็นผู้ชาย, แต่โดยปกติ มารดามีหทัยอ่อนโยน เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ร้องไห้เล่า.
    ข้าแต่ท่านพราหมณ์    บุตรของดิฉัน ดิฉันไม่ได้เชิญมา ก็มาจากปรโลกนั้น ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้ไป ก็ไปแล้วจากมนุษยโลกนี้ เขามาอย่างใด เขาก็ไปอย่างนั้น ทำไมจะต้องไปร่ำไร ในการไปจากโลกนี้ของเขาเล่า. เขาถูกพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไร ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา, คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
    ท้าวสักกะครั้นได้สดับคำของนางพราหมณีอย่างนี้แล้ว จึงถามน้องสาวของเขาว่า แม่คุณ เขาเป็นอะไรกับเธอหรือ ?
    น้องสาวตอบว่า เขาเป็นพี่ชายของฉันจ๊ะนาย. 
    แน่ะแม่ ธรรมดาว่าน้องสาว จะต้องรักพี่ชาย เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ร้องไห้เล่า. 
    ข้าแต่ท่านพราหมณ์     ถ้าดิฉันร้องไห้ ก็จะผ่ายผอม ไม่มีประโยชน์อะไรกับการร้องไห้นั้น ความไม่สบายใจก็จะพึงบังเกิดแก่ญาติมิตรและสหายยิ่งขึ้น. พี่ชายของดิฉันถูกเผาอยู่ ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติเลย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ไปสู่คติอันนั้น.
    ท้าวสักกะ ได้สดับคำของน้องสาวอย่างนั้นแล้ว จึงกล่าวกะภริยาของเขาว่า เธอเป็นอะไรกะเขาหรือ ? 
    นางตอบว่า เขาเป็นสามีของดิฉันจ๊ะนาย. 
    นางผู้เจริญ ธรรมดาสตรีย่อมมีความเสน่หาในสามี และหญิงหม้ายไร้สามีนั้น ย่อมเป็นคนหาที่พึ่งไม่ได้ เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ร้องไห้. 
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ผู้เจริญ ผู้ใดเศร้าโศก ถึงคนที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนทารก ร้องไห้ถึงพระจันทร์อันลอยอยู่ในอากาศ ฉะนั้น. สามีดิฉันถูกพวกญาติเผาอยู่ ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา คติอันใดของเขามีอยู่เขาก็ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
    ท้าวสักกะครั้นฟังคำภริยาของเขาอย่างนั้นแล้ว จึงถามทาสีว่า เธอเป็นอะไรกะเขา ? 
    ทาสีตอบว่า เขาเป็นนายของดิฉันจ๊ะ.
    เมื่อเป็นอย่างนั้น เธอคงถูกเขาโบยตีแล้วใช้ให้ทำการงานอย่างหนักกระมัง เธอเห็นจะไม่ร้องไห้ ด้วยคิดว่าเราพ้นจากมือของเขาแล้ว. 
    นาย อย่าได้กล่าวอย่างนั้นกะดิฉันเลย เพราะความจริงมิได้เป็นอย่างที่ท่านกล่าว  บุตรของเจ้านายดิฉันเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยขันติ เมตตา และความเอ็นดู เป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้มีปกติกล่าวความจริง  ดิฉันรักเขาประดุจลูกที่เกิดจากอุทร. 
    เมื่อเป็นเช่นนั้น  เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ร้องไห้. 
ข้าแต่ท่านผู้เป็นเหล่ากอของพรหม หม้อน้ำที่แตกแล้ว จะพึงประสานให้ติดอีกไม่ได้ ฉันใด ผู้ใดเศร้าโศกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนฉันนั้น นายของดิฉันถูกพวกญาติเผาอยู่ ก็ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ  เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงท่าน คติอันใดของท่านมีอยู่ ท่านก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
    ท้าวสักกะ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของคนเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลาย เจริญมรณัสสติชอบทีเดียว ตั้งแต่นี้ไป ท่านทั้งหลาย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำมาหากิน  ดังนี้แล้วจึงเนรมิตเรือนของชนเหล่านั้น ให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ จากนั้นให้โอวาทว่า  ท่านทั้งหลาย อย่าประมาท จงให้ทาน รักษาศีล ทำอุโบสถกรรมและบอกให้คนเหล่านั้นทราบว่าพระองค์คือบุตรของพราหมณ์ที่คนเหล่านั้นกำลังเผาอยู่นั่นเอง  แล้วเสด็จไปสู่ที่อยู่ของพระองค์ 
    คนเหล่านั้น  ทำบุญให้ทาน ดำรงอยู่ชั่วอายุขัย  เมื่อถึงคราวแตกกายทำลายขันธ์ จึงไปบังเกิดในเทวโลก.

จบเรื่องการตายประดุจงูลอกคราบ
Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า 
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย