ราชันบัลลังก์เลือด

วันที่ 28 พค. พ.ศ.2562

นิทานก่อนนอน
เรื่อง ราชันบัลลังก์เลือด
ตอน ปิตุฆาต

พระเทวทัตตอบว่า จงฆ่าชนิดถอนรากถอนโคน
แต่พระบิดาของข้าพเจ้าไม่ควรฆ่าด้วยศาสตรามิใช่หรือ
จงฆ่าพระองค์ด้วยการตัดพระกระยาหาร.
อย่างนี้ได้อยู่ จากนั้นพระกุมารจึงสั่งให้เอาพระบิดาใส่เข้าในเรือนอบ ที่ชื่อว่า เรือนอบ คือเรือนมีควัน ที่ทำไว้เพื่อลงโทษแก่นักโทษ พระกุมารสั่งไว้อีกว่า นอกจากพระมารดาของเราแล้ว อย่าให้คนอื่นเยี่ยม
พระเทวีทรงใส่ภัตตาหารในขันทองคำแล้วห่อชายพกเข้าเยี่ยมพระราชา
พระราชาเสวยภัตตาหารนั้นจึงประทังพระชนม์อยู่ได้.
พระกุมารตรัสถามเจ้าพนักงานว่า พระบิดาของเราดำรงพระชนม์อยู่ได้อย่างไร.
เจ้าพนักกราบทูลเรื่องพระเทวีให้ทรงทราบ
ครั้นพระกุมารทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ตรัสสั่งห้ามมิให้พระมารดานำสิ่งของใส่ชายพกเข้าเยี่ยม.
พระเทวีจึงใส่ภัตตาหารไว้ในพระเมาลีเข้าเยี่ยม.
พระกุมารทรงทราบอีก รับสั่งห้ามมิให้พระมารดามุ่นพระเมาลีเข้าเยี่ยม
พระเทวีทรงใส่ภัตตาหารไว้ในฉลองพระบาททองปิดดีแล้ว ทรงฉลองพระบาททองเข้าเยี่ยม. พระราชาดำรงพระชนม์อยู่ด้วยภัตตาหารนั้น.
พระกุมารตรัสถามอีก ว่า พระบิดา ดำรงพระชนม์อยู่ได้อย่างไร ครั้นทรงทราบความนั้น ตรัสสั่งห้ามมิให้แม้แต่ทรงฉลองพระบาทเข้าเยี่ยม.
ทีนั้น พระเทวีทรงสนานพระวรกายด้วยน้ำหอม แล้วทาพระวรกายด้วยอาหารมีรสอร่อย ๔ อย่าง แล้วทรงห่มพระภูษาเข้าเยี่ยม.
พระราชาทรงเลียพระวรกายของพระเทวีประทังพระชนม์อยู่ได้.
พระกุมารครั้นทรงทราบดังนั้น จึงตรัสสั่งว่า ตั้งแต่นี้ไป ห้ามพระมารดาเข้าเยี่ยม.
ทีนั้น พระเทวีประทับยืนแทบประตูทรงกันแสงคร่ำครวญว่าข้าแต่พระสวามีพิมพิสาร เวลาที่เขาผู้นี้เป็นเด็ก พระองค์ก็ไม่ให้โอกาสฆ่าเขา ทรงเลี้ยงศัตรูของพระองค์ไว้ด้วยพระองค์เองแท้ ๆ บัดนี้การเห็นพระองค์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ต่อแต่นี้ไปหม่อมฉันจะไม่ได้เห็นพระองค์
อีก ถ้าโทษของหม่อมฉันมีอยู่ ขอได้โปรดพระราชทาน อภัยโทษด้วยเถิดพระเจ้าข้า แล้วก็เสด็จกลับ.
ตั้งแต่นั้นมาพระราชาก็ไม่มีพระกระยาหารดำรงพระชนม์อยู่ด้วยความสุขประกอบด้วยมรรคผล (ทรงเป็นพระโสดาบัน) ด้วยวิธีเดินจงกรม พระวรกายของพระองค์ก็เปล่งปลั่งยิ่งขึ้น.
พระกุมารตรัสถามเจ้าพนักงานว่า แน่ะพนาย พระบิดาของเรายังดำรงพระชนม์อยู่ได้อย่างไร
เจ้าพนักงานกราบทูลว่า พระราชาพิมพิสาร ทรงพระชนม์อยู่ได้ด้วยวิธีเดินจงกรม ซ้ำพระวรกายยังเปล่งปลั่งยิ่งขึ้นอีก พระเจ้าข้า
พระกุมารครั้นทรงทราบดังนั้น จึงทรงพระดำริว่า เราจักตัดมิให้พระบิดาเดินจงกรมได้ในบัดนี้ ทรงส่งช่างกัลบกทั้งหลายไปด้วยพระดำรัสสั่งว่า พวกท่านจงเอามีดโกนผ่าพระบาททั้ง ๒ ของพระบิดาของเราแล้วเอาน้ำมันผสมเกลือทา แล้วจงย่างด้วยถ่านไม้ตะเคียนซึ่งติดไฟคุไม่มีเปลวเลย  
พระราชาทอดพระเนตรเห็นพวกช่างกัลบก ทรงดำริว่า ลูกของเราคงจักมีใครเตือนให้รู้สึกตัวแน่แล้ว ช่างกัลบกเหล่านี้คงจะมาแต่งหนวดของเรา.
ช่างกัลบกเหล่านั้นไปถวายบังคมแล้วยืนอยู่
พระราชาตรัสถามว่า พวกท่าน มาทำไม
พวกช่างกัลบก กราบทูลให้ทรงทราบ
พระราชาพิมพิสารจึงตรัสว่า พวกเจ้าจงทำตามใจพระราชาของเจ้าเถิด
พวกช่างกัลบกจึงกราบทูลว่า ประทับนั่งเถิดพระเจ้าข้า ถวายบังคมพระเจ้าพิมพิสารแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกข้าพระองค์จำต้องทำตาม พระราชโองการ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธพวกข้าพระองค์เลย การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรแก่พระราชาผู้ทรงธรรมเช่นพระองค์ แล้วจับข้อพระบาทด้วยมือซ้าย ใช้มือขวาถือมีดโกนผ่าพื้นพระบาททั้ง ๒ ข้าง เอาน้ำมันผสมเกลือทา แล้วย่างด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียนที่กำลังคุไม่มีเปลวเลย.
เล่ากันว่า ในกาลก่อน พระราชาพิมพิสารได้ทรงฉลองพระบาทเข้าไปในลาน พระเจดีย์ และเอาพระบาทที่ไม่ได้ชำระเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สำหรับนั่ง นี้เป็นผลของบาปนั้น.
พระราชาพิมพิสาร ทรง เกิดทุกขเวทนาอย่างรุนแรง ทรงรำลึกอยู่ว่า อโห พุทฺโธ อโห ธมฺโม อโห สงฺโฆ เท่านั้น ทรงเหี่ยวแห้งไปเหมือนพวงดอกไม้ที่เขาวางไว้ในลานพระเจดีย์ บังเกิดเป็นยักษ์ชื่อ ชนวสภะ เป็นผู้รับใช้ของท้าวเวสสุวรรณในเทวโลกชั้นจาตุมหาราช
และในวันนั้นนั่นเอง พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ประสูติ หนังสือ ๒ ฉบับ คือข่าวพระโอรสประสูติฉบับหนึ่ง ข่าวพระบิดาสวรรคตฉบับหนึ่ง มาถึงในขณะเดียวกันพอดี.
พวกอำมาตย์ปรึกษากันว่า พวกเราจักทูลข่าวพระโอรสประสูติก่อนจึงเอาหนังสือข่าวประสูตินั้นทูลถวายในพระหัตถ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู
ความรักลูกเกิดขึ้นแก่พระองค์ในขณะนั้นทันที ท่วมไปทั่วพระวรกายแผ่ไปจดเยื่อในกระดูก. ในขณะนั้นพระองค์ได้รู้ซึ้งถึงคุณของพระบิดาว่า แม้เมื่อเราเกิด พระบิดาของเราก็คงเกิดความรักอย่างนี้เหมือนกัน. จึงรีบมีรับสั่งว่า แน่ะพนาย จงไปปล่อยพระบิดาของเรา
พวกอำมาตย์ทูลว่าพระองค์สั่งให้ปล่อยอะไร พระเจ้าข้า แล้วถวายหนังสือแจ้งข่าวอีกฉบับหนึ่งที่พระหัตถ์.
พอทรงทราบความเป็นไปดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูทรงกันแสง เสด็จไปเฝ้าพระมารดา ทูลว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เมื่อหม่อมฉันเกิด พระบิดาของหม่อมฉันเกิดความรักหม่อมฉันหรือหนอ
พระนางเวเทหิรับสั่งว่า เจ้าลูกโง่ เจ้าพูดอะไร เวลาที่เจ้ายังเล็กอยู่ เกิดเป็นฝีที่นิ้วมือ ครั้งนั้นพวกแม่นมทั้งหลายไม่สามารถทำให้เจ้าหยุดร้องได้ จึงพาลูกไปเฝ้าเสด็จพ่อของซึ่งประทับนั่งอยู่ในโรงศาล  เสด็จพ่อของเจ้าได้อมนิ้วมือของลูกจนฝีแตกในพระโอษฐ์นั้นเอง ครั้งนั้นเสด็จพ่อของลูกมิได้เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงกลืนพระบุพโพปนพระโลหิตนั้นด้วยความรักลูก เสด็จพ่อของเจ้ามีความรักลูกถึงปานนี้.
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงกันแสงคร่ำครวญ ได้ถวายเพลิงพระศพพระบิดา
พระนางเวเทหิถูกความโศกครอบงำ และไม่อาจอยู่ร่วมกับพระโอรสผู้ปลงพระชนม์พระบิดาได้ จึงเสด็จไปแคว้นโกศล ต่อมาไม่นานก็ทิวงคต
ครั้งที่พระเจ้าโกศลพระราชทานพระนางเวเทหิแก่พระเจ้าพิมพิสาร ได้พระราชทานบ้านกาสิกคามอันเป็นบ้านที่มีรายได้เกิดขึ้นหนึ่งแสน ให้เป็นมูลค่าแห่งจุรณสำหรับสรงสนานแก่พระนางด้วย
แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระบิดา พระนางเทวีถูกความโศกครอบงำก็ทิวงคต. คราวนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระดำริว่า พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระบิดา ฝ่ายพระภคินีของเรา เมื่อพระสวามีสวรรคตแล้วก็ทิวงคต เพราะความโศก เราจักไม่ให้กาสิกคามแก่โจรผู้ฆ่าพ่อนั้น ทรงดำริฉะนั้นแล้ว ก็ไม่ยอมยกบ้านกาสิกคามนั้นให้พระเจ้าอชาตศัตรู. เพราะหมุ่บ้านนั้นเป็นเหตุ พระราชาทั้งสองพระองค์จึงทำสงครามกันตลอดเวลา
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นหนุ่มเข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถยิ่งกว่า ตรงข้ามกับพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ทรงชราภาพแล้ว พระองค์จึงรบแพ้อยู่เนือง ๆ  กำลังพลของพระเจ้ามหาโกศลก็พ่ายแพ้อยู่บ่อยครั้ง
พระราชาตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า พวกเราแพ้พระเจ้าอชาตศัตรูเนือง ๆ ควรทำอย่างไรดี
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพระองค์ไม่รู้กลอุบายที่จะเอาชัยได้ แต่คิดว่าพระคุณเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ฉลาดมีความคิดอ่านที่ละเอียดลึกซึ้ง ถ้ากระไร ควรจะลองฟังถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายในพระเชตวันมหาวิหารดูเถิด บางทีท่านเหล่านั้นอาจมีกลอุบายที่อาจเอาชัยได้บ้างพระเจ้าข้า
พระราชาทรงเห็นว่าเป็นความคิดที่ดี จึงทรงรับสั่งกับเหล่าจารบุรุษว่า ถ้ากระนั้น พวกท่านจงไปแอบฟังถ้อยคำสนทนาของภิกษุทั้งหลายในเวลานั้น
พวกจารบุรุษ ได้กระทำตามกระแสรับสั่งของพระองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คราวหนึ่งพระเถระผู้เฒ่า ๒ รูป คือพระทันตะเถระและพระธนุคคะหะติสสะเถระ อยู่ในบรรณศาลาท้ายวิหาร  พระเถระ ๒ รูปนั้น พระธนุคคหติสสเถระ หลับทั้งในปฐมยามและมัชฌิมยาม แล้วตื่นขึ้นในตอนปัจฉิมยาม นั่งเคาะดุ้นฟืนก่อไฟให้สว่างแล้วกล่าวว่า ท่านทันตเถระผู้เจริญ ท่านนอนอยู่หรือ
พระทันตเถระกล่าวว่า ผมไม่นอนแล้วจะให้ทำอะไร
พระธนุคคหติสสเถระกล่าวว่า ลุกขึ้นนั่งสนทนากันก่อนเถอะขอรับ
พระธนุคคหติสสเถระนั้นลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวว่า ท่านทันตเถระผู้เจริญ พระเจ้าโกศลท้องพลุ้ยองค์นี้เขลายิ่งนัก กระยาหารที่เสวยในถาดก็กลายเป็นของสูญเปล่าไปเสีย พระองค์เป็นถึงจอมนรชน แต่น่าเสียดายที่ไม่ทรงทราบการจัดกระบวนรบอะไร ๆ เลย จึงทรงแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า
พระทันตเถระถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านคิดว่า ควรจะทำอย่างไร ?
ในขณะที่พระภิกษุทั้งสองรูปสนทนากันอยู่นั้น พวกจารบุรุษที่พระราชาทรงส่งมาสอดแนม  ได้ยืนฟังถ้อยคำของพระเถระทั้งสองอยู่ด้วย
พระธนุคคหติสสเถระวิจารณ์การรบว่า ท่านผู้เจริญ ในการรบมีกระบวนจัดทัพอยู่ ๓ กระบวน คือ ปทุมพะยูหะคือกระบวนทัพรูปดอกประทุม  จักกะพะยูหะ คือกระบวนทัพรูปล้อรถ และสะกะฏะพะยูหะคือกระบวนทัพรูปเกวียน ถ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระประสงค์จะจับพระเจ้าอชาตศัตรู ควรซุ่มคนไว้ที่เหลี่ยมเขาทั้งสองด้านในท้องภูเขาลูกโน้น แล้วลวงพระเจ้าอชาตศัตรูให้ทรงเข้าใจว่า  กำลังพลข้างหน้าอ่อนแอยิ่งนัก อย่าให้พระองค์ทราบได้ เมื่อพระองค์เข้าไปในระหว่างภูเขาแล้ว จึงสกัดกั้นทางเข้าไปเสีย จากนั้นให้คนที่ซุ่มอยู่ที่เหลี่ยมเขาทั้งสองข้างโห่ร้องตีโอบเข้ามาทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ย่อมสามารถจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ เหมือนจับปลาที่เข้าไปในข่าย และเหมือนจับลูกนกกระจาบไว้ในกำมือฉะนั้น
พวกจารบุรุษฟังคำสนทนาของภิกษุทั้งสองแล้ว รีบกลับไปกราบทูลแก่พระราชา
พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงดำริว่า นี่เป็นกลอุบายอันยอดเยี่ยม จึงรับสั่งให้ลั่นกลองสงครามเภรี แล้วเสด็จไปตั้งกระบวนรบสกฏพยูหะ สามารถจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทั้งเป็น  แต่ครั้นเห็นพระเจ้าอชาตศัตรูแล้ว ก็ทรงมีพระทัยกรุณา ไม่ทำอันตรายพระเจ้าอชาตศัตรูแต่อย่างใด กลับทรงประทานราชธิดาของพระองค์ และได้ประทานบ้านกาสิกคามให้เป็นค่าสำหรับสรงสนานของพระราชธิดานั้น  แล้วส่งเสด็จกษัตริย์ทั้งสองพระองค์กลับสู่พระนครราชคฤห์
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงครองราชย์สมบัติอยู่ ๒๔ ปี ก็ถูกพระเจ้าอุทัยภัทท์ซึ่งเป็นพระโอรสปลงพระชนม์ ด้วยผลบาปที่ทรงปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร เมื่อสวรคตจึงตกไปสู่อบายคือโลหกุมภีนรก ซึ่งเป็นขุมบริวารของอเวจีมหานรก
ธรรมดาผู้ที่ทำอนันตริยกรรม เมื่อละโลกแล้วย่อมตกไปสู่อบาย มีอเวจีมหานรกเป็นเบื้องหน้า แต่เพราะพระเจ้าอชาตศัตรูถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ได้ทรงกระทำสักการะใหญ่แด่พระรัตนตรัย ทรงเป็นองค์อุปัฏถัมภ์ในการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก  ชื่อว่าผู้ที่ประกอบด้วยศรัทธาระดับปุถุชน ที่เสมอเหมือนพระราชานี้ไม่มี ด้วยบุญนี้จึงค้ำจุนพระองค์มิให้ตกไปสู่อเวจีมหานรก เพียงบังเกิดในโลหกุมภีนรก รับทุกข์ทรมานอยู่ ๖ หมื่นปี(นรก)คือ จมอยู่ในเบื้องล่างของหม้อนรก ๓ หมื่นปี ถึงพื้นเบื้องล่างแล้วผุดขึ้นเบื้องบน ๓ หมื่นปี ถึงเบื้องบนแล้วจักพ้นได้ ในอนาคตจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนามว่า ชีวิตวิเสส แล้วปรินิพพาน
จบเรื่อง ราชันบัลลังก์เลือด

ประเด็นน่าสนใจ
การที่พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระบิดานั้น ก็ด้วยสาเหตุหลักคือ คบหากับพระเทวทัต ถูกพระเทวทัตยุยงให้ทำปิตุฆาต แต่ยังสามารถพิจารณาถึงสาเหตุเพิ่มเติมได้ อย่างน้อย ๒ ประการ คือ ความทะเยอทะยานของพระเจ้าอชาตศัตรู และการผูกอาฆาตกันมาในอดีต
พระเจ้าอชาตศัตรูมีเชื้อแห่งความทะเยอทะยาน ปรารถนาอำนาจ ต้องการเป็นใหญ่ หากไม่มีข้อนี้ ก็เป็นการยากที่พระเทวทัตยุยงปลุกปั่นได้ เพราะพระองค์เองมีพระบิดาเป็นพระโสดาบัน ทั้งได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่บ่อยครั้ง ย่อมได้ซึมซับคุณธรรมความดี ไม่มากก็น้อย แต่เพราะพระองค์มีเชื้อแห่งความทะเยอทะยาน จึงทำให้พระเทวทัตมีโอกาสมีช่องทางในการยุยง แนะนำให้ทำชั่ว ถึงขั้นปลงพระชนม์พระบิดาเพื่อราชสมบัติได้
การผูกอาฆาตของพระเจ้าอชาตศัตรู หากพิจารณาให้ดี อาจกล่าวได้ว่าเป็นสาเหตุหลัก ข้ออื่นกลายเป็นสาเหตุสนับสนุนไป เพราะครั้งที่พระองค์อยู่ในพระครรภ์ของพระมาร ก็เป็นเหตุให้พระมารดาแพ้พระครรภ์อยากจะดื่มเลือดพระเจ้าพิมพิสาร อาจารย์ผู้ทำนายนิมิตต่างๆลงความเห็นว่า พระกุมารจะปลงพระชนม์พระบิดา  ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า แม้ไม่มีพระเทวทัตแนะนำ พระเจ้าอชาตศัตรูก็ยังคงปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารอยู่นั่นเอง นี่เป็นผลของการผูกอาฆาต
แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ผลของการทำปิตุฆาต ก็ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูต้องตกไปสู่อบายอยู่นั่นเอง
การทำบุญแล้วอธิษฐาน ทำให้สามารถห่างไกลจากแวดวงของคนพาลได้  การเรียนรู้ลักษณะของคนพาล

 

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร