เรื่อง ๑๙ ปีจึงมีดอก

วันที่ 10 สค. พ.ศ.2562

เรื่อง ๑๙ ปีจึงมีดอก

               ต้นไม้ดอกต้นที่สามที่จะเล่าไว้ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาปลูกไว้  ถึง ๑๙ ปี จึงมีดอก เช่นเดียวกับ สองต้นแรก ต้นนี้พูดไปแล้วเหมือนมิได้ปลูกขึ้นกับมือตนเองอย่างที่เล่าผ่านมาข้างต้น เพียงแต่คล้ายหว่านเมล็ดไว้ทั่วๆ ไป แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นไม้ดอกอีกต้น ที่มีดอกงดงามไม่น้อยหน้าต้นใด

    
               ในปี ๒๕๑๐ คือ เมื่อ ๒๑ ปีมาแล้ว ในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ นอกจากต้องไปที่ทำงานแต่เช้าแล้วยังกลับบ้านเย็น กว่าผู้อื่นแทบทุกวัน บางทีเกือบพลบค่ำ เพราะต้องคุมงานที่สั่งการให้
ผู้ใต้บังคับบัญชาทำล่วงเวลาอยู่เสมอทุกเย็น ข้าพเจ้ามักพบสตรีชาวจีนวัยเดียวกับข้าพเจ้าคือสามสิบเศษๆ หาบเศษอาหารจากร้านขายอาหารในย่านใกล้เคียงโรงเรียน

 

"คุณเลี้ยงหมูหรือคะ" ข้าพเจ้าเคยถามเธอเมื่อเธอวางหาบลงยกมือไหว้ทำความเคารพ
"เปล่าค่ะ ชั้นเอาไปขายให้กับคนเลี้ยงหมูอีกทีนึงน่ะค่ะ" อีกฝ่ายตอบ

เราคงทักทายตามมารยาทของคนเห็นหน้ากันดังนี้อยู่ทุกครั้งที่พบกัน จนอีกประมาณ ๒ เดือนต่อมา วันนั้นเธอทำความเคารพข้าพเจ้าผิดปกติ คือแทบจะกราบลงไปถึงพื้น ปากก็พร่ำพูดว่า
"ขอบคุณคุณครูที่สุดเลย ที่ให้ทุนลูกชายของชั้น ความจริงชั้นไม่อยากรบกวนครูเลย แต่ก็หารายได้ไม่พอจริงๆ มีเด็กๆ ถึง ๕ คน เตี่ยเด็กก็มาเป็นไข้ตายเมื่อปีที่แล้วเอง ขายข้าวหมูนี่ วันหนึ่งมีกำไรเพียง ๒๐-๓๐ บาท บางวันก็ไม่ถึง"

 

ข้าพเจ้าจึงนึกได้ว่า ในรายชื่อนักเรียนรับทุนของโรงเรียน ครูประจำชั้นชั้นหนึ่งส่งรายชื่อเด็กเชื้อชาติจีนเข้ารับการพิจารณาด้วยรายหนึ่ง  กรรมการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะโดยปรกติแล้วครอบครัวเด็กชาวจีนในโรงเรียนของเราไม่ใคร่มีรายใดขาดแคลน แต่ข้าพเจ้าเห็นในบันทึกของครูผู้ขอแจ้งว่า บิดาของเด็กถึงแก่กรรม มีพี่น้องกำลังเรียน ๓ คน
 

มารดามีอาชีพค้าขาย เมื่อซักถามครูประจำชั้นถึงรายได้ของมารดาเด็ก เขาไม่ทราบ แต่รายงานเพิ่มเติมว่า ตัวเด็กขาดแคลนมาก อุปกรณ์การเรียนมีไม่ครบ เครื่องแต่งกายมีเพียงชุดเดียว ปัญหาความประพฤติไม่มี
นิสัยดี ติปัญญาดี ประกอบกับเงินทุนของโรงเรียนในระยะนั้นได้รับมามาก

 

ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจให้เด็ก ไม่นึกเลยว่าเป็นการตัดสินใจถูกต้อง อาชีพค้าขายของมารดาเด็ก คือ ขายข้าวเลี้ยงหมู เป็นเศษอาหารที่ส่งกลิ่นเหม็นตลอดทางเวลาหาบไป เมื่อประจักษ์ความขาดแคลนชัดเจนกับตนเอง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอนุมัติให้ช่วยลูกของเขาเพิ่มอีก ๒ คน
 

เด็กทั้ง ๓ ราย ไม่มีปัญหาใดๆ ข้าพเจ้าจึงมิได้รู้จักเป็นส่วนตัว เวลาให้การอบรมสั่งสอน ก็สั่งสอนรวมๆ กันไป
นึกไม่ถึงว่า ข้าพเจ้าพบมารดาของเด็กอีกครั้งในปี ๒๕๒๙ ที่หลังอาคารดาวดึงส์ ในเขตวัดพระธรรมกาย เขาจำข้าพเจ้าได้

ส่วนข้าพเจ้าเพียงแต่ฉงนใจคลับคล้ายคลับคลา
"เพราะเด็กๆ ได้รับทุนเมื่ออยู่ในโรงเรียนของอาจารย์นั่นแหละค่ะ แกจึงมีกำลังใจ เรียนได้เก่ง ชั้นได้อดทนส่งเสียเค้า ตอนนี้เรียนจบ ๔ คนแล้ว มีงานทำแล้ว ๓ คน อีกคนหนึ่งกำลังถูกบริษัทเรียกตัวให้เข้าทำงาน เหลือคนเล็กเรียนชั้นปริญญาตรี อีก ๒ ปีคงจบ คนเล็กเรียนไม่ค่อยเก่งนักหรอกค่ะ" พูดจบแล้ว เธอทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจพูดต่อ

 

"พอพบกัน ชั้นก็มีเรื่องรบกวนขอคำแนะนำจากอาจารย์อีกแล้ว ตอนนี้ลูกชายคนโตบวชเป็นพระธรรมทายาทอยู่ที่นี่ในพรรษานี้แหละค่ะ ท่านขอร้องชั้นว่า จะขอไม่สึก จะช่วยงานพระเดชพระคุณหลวงพ่อ อยากอยู่ในเพศ มณะไปตลอดชีวิตบ้าง"
 

"แล้วคุณตอบท่านไปว่ายังไงคะ" ข้าพเจ้าถามหยั่งใจคู่สนทนา
"ชั้นบอกว่า อยากให้สึกไปช่วยทางบ้านก่อน เพราะงานบริษัทที่ทำอยู่รายได้ดี เถ้าแก่ก็รักท่านมาก ท่านลาบวชเค้าก็จ่ายเงินเดือนให้เต็มทุกเดือน ไม่คิดหาคนใหม่แทนสึกกลับไปทำงานเก็บเงินซักพักนึงพอน้องเรียนจบมีงานทำแล้ว จะกลับมาบวชใหม่ก็ได้" ตอบแสดงความคิดเห็นออกมา

ข้าพเจ้าจึงถามต่อ
"ลูกชายที่บวชเป็นพระของคุณนี่ หน้าตาดีไหม คือหล่อมั้ย"
"ค่ะ หน้าตาดีกว่าบรรดาลูกชายทุกคน"
"แล้วลูกที่เหลือที่ทำงานแล้ว เค้าให้เงินเดือนคุณทุกคนมั้ย"
"ให้ค่ะ ให้ทุกคน"

"ถ้าไม่รวมเงินเดือนของลูกคนโตที่ให้คุณ คุณพอใช้เลี้ยงครอบครัวหรือไม่"
"ก็พอค่ะ" ตอบหลังจากหยุดคิดสักครู่
"คุณฟังนะคะ ฟังแล้วค่อยๆ นำไปคิดใคร่ครวญดู คิดตอนนี้ ไม่ทันก็นำไปคิดต่อที่บ้าน คือถ้าตอนนี้ลูกคนโตของคุณไม่ได้ทำงาน ครอบครัวของคุณก็อยู่ได้ ไม่ถึงกับเดือดร้อนอะไร ลูกคนเล็กเดี๋ยวก็เรียนจบทำงาน ได้อีกคน ยิ่งไม่มีปัญหาอะไรเหลือเกิน ถ้าเป็นใจของดิชั้นการที่ลูกขอบวชอุทิศชีวิตให้กับศาสนานั้น ถือว่า ลูกนอกจากจะแสวงบุญให้กับตัวเองแล้ว ยังสร้างบุญกุศลให้เราผู้เป็นแม่อีกมากมายนับไม่ถ้วน เราเป็นผู้หญิงไม่มีโอกาสบวชได้อย่างท่าน แต่การอนุญาตให้ท่านบวช เราก็มีส่วนบุญนั้นอย่างแท้จริง เพราะเราเป็นผู้ให้ชีวิต เป็นผู้เลี้ยงดูท่านมา"


"คุณก็บอกแล้วว่า ท่านเป็นหนุ่มหน้าตาดี ดิชั้นว่าถ้าท่านสึกไปทำงาน ไม่ช้าก็ต้องแต่งงาน มีหลานให้คุณเลี้ยงอีกแน่ๆ คุณก็ต้องเหน็ดเหนื่อยไม่มีที่สิ้นสุดต่อไป โอกาสจะสร้างบุญกุศลอื่นๆ ก็พลอยหมดไปด้วย ดีไม่ดีเวลาตาย ใจยังนึกห่วงลูกห่วงหลาน เลยตายเป็นเปรตอยู่ในบ้าน คอยนั่งเฝ้าลูกเฝ้าหลานอยู่นั่นแหละ" อธิบายเสียค่อนข้างยาว


"น่ากลัวจะเป็นอย่างที่อาจารย์พูดนั่นแหละค่ะ เพราะมีผู้หญิงมาชอบอยู่หลายคน ล้วนแต่คนดีๆ ทั้งนั้น ตอนนี่พระลูกชายของชั้นไม่ยอมสนใจใคร แต่ต่อไปก็ไม่แน่นะคะอาจารย์" ตอบอย่างเริ่มเห็นคล้อยตาม
"คุณอนุญาตให้ท่านบวชไปเรื่อยๆ เถอะค่ะ ท่านหาเงินให้คุณต่อไปไม่ได้ แต่ท่านจะหาบุญให้คุณได้ไม่มีที่สิ้นสุด แม้คุณตายไปแล้วคุณก็ยังได้บุญต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกจะสิ้นชีวิต"


จากนั้นก็อธิบายต่อไปให้ฟังถึงอานิสงส์ของการบวชว่า ผู้บวชจะได้อานิสงส์ไปถึง ๖๔ กัป คือจะได้มีโอกาสในการสร้างสมบุญกุศลในพระพุทธศาสนาไปทุกภพทุกชาติที่เกิดไป เป็นเวลายาวนานถึงเพียงนั้นและอธิบายต่อว่า

กัปหนึ่งหมายถึงเวลายาวนานนับประมาณไม่ได้ โดยเปรียบว่าเหมือนเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาใส่ในบ่อที่กว้างยาวลึกอย่างละ ๑โยชน์ (ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร) พอถึงเวลาหนึ่งร้อยปี หยิบออกทิ้งเสียเมล็ดหนึ่ง เมื่อใดเมล็ดพันธ์ุผักกาดหมดบ่อ เรียกว่าเป็นเวลา หนึ่งกัป


"คุณรู้มั้ย คุณเป็นแม่อนุญาตและอนุโมทนาในการบวชของลูกคุณได้อานิสงส์ถึงครึ่งหนึ่งคือ ๓๒ กัป บุญยังงี้คุณหาที่ไหนได้ จะเอาเงินเท่าไรซื้อหาก็ทำไม่ได้ นี่ลูกชายจะทำให้ ถ้าคุณไม่ยอมก็น่าเสียใจจริงๆ"
ข้าพเจ้าพูดย้ำในตอนท้ายอย่างหนักแน่น

 

สตรีคู่สนทนาดูหน้าแจ่มใสขึ้นมาเรื่อยๆ ในขณะที่เราพูดคุยกัน จนในที่สุดเธอก็กล่าวขึ้นว่า
"โชคดีจัง วันนี้เจออาจารย์ ทำให้ตัดสินใจเด็ดขาดลงไปได้ตกลงเดี๋ยวเย็นนี้จะไปบอกลูกชายว่าชั้นอนุญาตตามที่ท่านขอแล้ว"
ความดีใจทำให้ข้าพเจ้าลืมถามชื่อ นามสกุล ของพระภิกษุ ท่านนั้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แม้เราต่างคนต่างจำกันไม่ได้ เพราะจากกันมาเป็นเวลานาน แต่เราย่อมทราบเรื่องของกันและกันว่า

 

ชีวิตของเราไม่ไร้ค่า ไม่เสียประโยชน์ไปเปล่า
"ท่านคงไม่รู้นะ เวลาที่ครูพนมมือแสดงคารวะต่อบรรดา พระภิกษุสงฆ์ธรรมทายาทที่ลานธุดงค์ ครูนึกในใจอยู่เสมอว่า ในเหล่าผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เหล่านี้ มีอดีตลูกศิษย์ของครูรวมอยู่ด้วยรูปหนึ่ง สำหรับท่านเองก็คงจำครูคนนี้ไม่ได้เหมือนกันสมัยโน้นท่านยังเล็กมากครูเองก็ไม่ได้ใกล้ชิดเป็นส่วนตัว คงสอนลูกศิษย์ทุกๆ คนรวมกันไปทั้งโรงเรียน

ไม่นึกเลยว่าเพชรพลอยจากคำพูดของครู ท่านสามารถเก็บเอาไว้ในใจ มาให้ผลเป็นคุณที่นับประมาณค่าไม่ได้ เป็นประโยชน์ต่อตนเองครอบครัว และสังคมถึงเพียงนี้"

สีเหลืองของผ้ากาสาวพั ตร์ ตัดกับสีเขียวขจีของพื้นสนามหญ้า ลานธุดงค์ ช่างเป็นประดุจสีทองคำบริสุทธิ์ผุดผ่อง งดงามสุกใสว่างไสว เบิกบานอยู่กลางใจข้าพเจ้าทุกครั้งที่ได้พบเห็นในบรรดาดอกไม้ทิพย์เหล่านี้
มีดอกไม้ดอกหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคยหว่านเมล็ดไว้เมื่อ ๑๙ ปี ในอดีตโน้น

 

ข้าพเจ้าตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า "ถึง ๑๙ ปี จึงมีดอก" เพื่อ สอนใจตนเองด้วย หรือท่านผู้ใดจะนำไปคิดเตือนใจท่านเอง ก็ไม่ขัดข้องว่าการกระทำคุณงามความดีใดๆ นั้น ควรลงมือทำเพราะเป็นสิ่งน่าทำ เป็นสิ่งที่ควรทำ ทำแล้วทำให้จิตใจเกิดความเคยชิน เป็นการพัฒนาใจให้มีคุณภาพสูงขึ้นสูงขึ้น ทำให้จิตใจพ้นจากการอยากทำความชั่ว มุ่งทำความดีทั้งปวงเพื่อเก็บภาพเหล่านั้นไว้ในใจ เหมือนถ่ายภาพยนตร์ชีวิต ที่เป็นเรื่องดีๆ เก็บไว้ ถ้าทำดีเพราะสาเหตุดังนี้เป็นความดีที่บริสุทธิ์ เป็นวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง ตรงตามแนวทางของบัณฑิตผู้มีปัญญาพึงกระทำ


ส่วนผลของการกระทำดีที่ปฏิบัติไปแล้ว ไม่ควรพะวงนึกถึง เราควรมีหน้าที่เป็นเพียงผู้สร้างเหตุ ผลที่เกิดตามมาเป็นเรื่องของผล เราไม่สามารถกำหนดได้สร้างขึ้นได้ให้เกิดผลอย่างนั้นอย่างนี้ เกิดผลเมื่อนั่น เมื่อนี่ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความสามารถของเรา
 

ข้าพเจ้ายึดถือในหลักการดังกล่าวนี้เสมอมา เมื่อเห็นว่าตนเอง ทำสิ่งใดๆ ดีที่สุด ทำหน้าที่ที่ควรทำจนเต็มที่ที่สุด ก็จะพอใจเพียงแค่นั้น ไม่เคยคิดต่อ หรือหวังต่อว่า เมื่อทำไปแล้ว จะต้องได้รับผลตามมาตามที่
พึงประสงค์ โดยเฉพาะที่คนส่วนใหญ่ประ งค์ เช่น ให้มีคนชมเชย ยกย่อง ได้รับเกียรติ ได้ลาภ ได้พวกพ้อง ได้รับความเห็นใจ มีคนรู้เห็นหรือรู้

บุญคุณอะไรต่างๆเมื่อกระทำความดีไปโดยปราศจากความหวังใด ต่อมาจะเป็นเวลาเร็วหรือช้าก็ตาม เมื่อผลการกระทำดีปรากฏ เราย่อมรู้สึกว่าผลนั้น ช่างยิ่งใหญ่ไพศาล ชื่นอกชื่นใจอย่างที่คาดคิดไม่ถึง ตรงข้ามถ้าเราทำไปอย่างหวังผลตอบแทน เช่น หวังความเจริญทางโลก คือ หวังว่าทำดีแล้ว จะได้ ลาภ ยศ รรเสริญสุข เมื่อได้ผลตอบแทนไม่ทันใจ ก็จะพาลน้อยอกน้อยใจ ไม่เชื่อมั่นในกฎของกรรม มีความคลางแคลงใจในการกระทำคุณงามความดี
 

ปรารถนาจะมีผลไม้อร่อยๆ ไว้รับประทานจึงลงทุนเพาะเมล็ด ปลูกต้นผลไม้ไว้ บางทีกว่าต้นไม้จะออกดอกออกผลต้องใช้เวลาหลายๆ ปี คนปลูกยังต้องคอย คอยเสียตายไปก่อนก็ยังมี การบำเพ็ญคุณงาม ความดีต่างๆ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน ที่น่านำมาคิดคือ ยิ่งเรากระทำเหตุไว้เร็วเท่าไร โอกาสผลจะเกิดย่อมเร็วตามไปในตัว ถ้าเราทำความดีไว้ในวัยเด็ก ผลความดีอาจปรากฏในวัยหนุ่มสาว ทำไว้ตอนเป็นหนุ่มสาว ผลอาจปรากฏตอนเป็นผู้ใหญ่ ทำไว้ตอนเป็นผู้ใหญ่ ผลอาจปรากฏในตอนชรา ถ้าจะมัวรอทำตอนเราชรา คงปรากฏผลเอาชาติหน้า ฉะนั้นผู้ใดฉลาดย่อมจะไม่ผัดวันประกันพรุ่ง  ในการบำเพ็ญคุณงามความดี ไม่มัวประมาท จะทำตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส ไม่ละเลยเพิกเฉยเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ชั่วชีวิตที่ผ่านมา ๕๐ ปีเศษของข้าพเจ้า

 

ข้าพเจ้าทราบดีว่าตนเอง หว่านเมล็ดพืชแห่งความดีไว้ไม่น้อย ในปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพอต้องกระทำต่อไปอยู่เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะเกิดใหม่ในภพชาติเบื้องหน้า ก็ต้องบำเพ็ญต่อไปจนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

แต่กระนั้นในฐานะที่ยังเป็นปุถุชน คนผู้ยังมีกิเล เมื่อเมล็ดพืช ที่หว่านไว้ออกดอกผล ดังเรื่องที่เล่าเป็นความเปรียบไว้ข้างต้นก็ยังไม่วายให้รู้สึกชื่นชมยินดีที่เล่าไว้นั้น เป็นแต่เพียงกระทำการช่วยเหลือแก่เยาวชนผู้ที่
ขาดแคลน ยากจน มิได้คำนึงถึงคุณความดีในตัวผู้รับแต่อย่างใด มาบัดนี้

 

เมื่อต้องทำงานอยู่ในวงการของพระพุทธศาสนา ได้มาพบเยาวชน ผู้ขาดแคลน แต่เป็นผู้ที่มีคุณธรรมประจำตัว ให้ทานตามกำลังของตน ถือศีลมั่นคง และเจริญภาวนาด้วยศรัทธาอันไม่หวั่นไหว ช่วยงานพระพุทธ-
ศาสนาโดยไม่ย่อท้อ ข้าพเจ้าก็ให้นึกเมตตาเป็นพิเศษทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก

 

ใคร่จะทำโครงการให้ทุนอุดหนุนอุปการะชีวิตของพวกเขา เหมือนที่เคยกระทำต่อเด็กๆ ในอดีตเหล่านั้น
ใครจะรู้ว่า ดอกไม้ดอกใหม่ๆ ที่จะเบิกบานอยู่กลางใจข้าพเจ้าและท่านทั้งปวง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานถึง ๑๙ ปีอย่างนั้นอีก แต่จะบานให้ความชื่นใจทันตาเห็นในขณะปลูกอยู่ทีเดียว

 

จากหนังสือ จากความทรงจำ1

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล

* ชื่อเรื่องเดิม ลูกคนขายข้าวขาหมู