เรื่องเทวดาต่างจากผี

วันที่ 17 สค. พ.ศ.2562

เรื่องเทวดาต่างจากผี

เรื่องของ ภุมมเทวดา ซึ่งเป็นเทวดาชั้นต่ำนั้น ถ้าเขาอยากติดต่อกับคนที่ต้องการ เขาสามารถใช้วิธีเข้าฝัน ก็ได้ ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๒๘ น้องชายข้าพเจ้าซึ่งมีอายุมากถึง ๔๔ ปีแล้ว ยังไม่มีบ้านพักอาศัยเป็นของตนเองตลอดเวลารับราชการมา ๒๐ ปีเศษ จึงกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้านเป็นเงินหลายแสน ในระยะเวลาตลอดปีที่เป็นหนี้ ปรากฏว่า ภุมมเทวดา (พระภูมิเจ้าที่) ได้เข้าฝันลูกสาวคนโตอายุ ๗ ขวบ บอกเลขล็อตเตอรี่ให้ตลอดปีถึง ๑๖ งวด รวมๆ เงินแล้วสามารถใช้หนี้ได้เกือบครึ่ง

 

ครั้งสุดท้ายเมื่อเจ้าของบ้านมีเงินค่าเช่าบ้านที่ทางราชการช่วยเหลือไม่เดือดร้อนเหมือนตอนต้น เทวดาได้มาบอกเด็กในความฝันว่า  "เลขที่อยู่กับตาหมดแล้ว ต่อไปให้พ่อของหนูเสี่ยงเอาเอง" ตั้งแต่นั้นหลานสาวข้าพเจ้าก็ไม่ฝันถึงอีกเลย
 

เมื่อข้าพเจ้าพบหลานก็ได้ถามถึงเรื่องนี้ เด็กตอบว่า
"คุณตาผมขาว เค้ามาเข้าฝันหนู เค้าบอกว่าเค้ามีอายุนานมาก เป็นล้านปีเลย ผมของเค้าขาวทั้งศีรษะเลยค่ะป้าใหญ่ แต่หน้าเค้าไม่น่าเกลียด เหมือนผู้ใหญ่ใจดี ผิวเนื้อเค้าไม่เหี่ยวเหมือนคนแก่อย่างบ้านเรา เค้าบอกหนูอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ ว่าอายุเค้ามากเป็นล้านๆ ปีค่ะ หนูเล่าให้ คุณพ่อกะคุณแม่ฟัง คุณพ่อว่าหนูเพี้ยนค่ะป้า"


"ไม่เพี้ยนนะลูก เรื่องนี้จริงๆ จ้ะ เทวดาชั้นต้นนี่เค้ามีอายุ ประมาณ ๙ ล้านปีของเมืองมนุษย์เรา"
แต่เป็นเรื่องแปลก ลาภที่จะได้มานั้น จะได้มาตามบุญเก่าที่ทำไว้เท่านั้น เมื่อคุณตาผมขาวบอกเลขล็อตเตอรี่ให้หลานสาวที่เล่าแล้ว  เมื่อเด็กนำไปบอกบิดามารดาก็มักจะมีเหตุให้พ่อแม่ของเด็กลังเลไม่เชื่อลูกเลยสักงวด จะซื้อเพียงจำนวนเล็กๆ น้อยๆ พอให้มีส่งใช้หนี้ธนาคารไม่เดือดร้อนเท่านั้น ไม่กล้าเสี่ยงซื้อมาก พอผล ลากประกาศออกมาก็ต้องเสียใจทุกงวด พร้อมกับร้องบ่นว่า "รู้อย่างนี้เชื่อลูกก็ดีน่ะซี"

 

นี่เทวดาแท้ๆ จะอนุเคราะห์ด้วยเมตตาจริง ไม่มีข้อต่อรองให้ทำโน่นทำนี่ตอบแทน  ข้าพเจ้าอยากจะย้อน เล่าไปถึงผีที่อ้างตัวเป็นเทวดาอีกสักราย อ้างเป็นอดีตพระเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าทดลองไปนั่งฟังผีคุยกับคนที่ศรัทธาเลื่อมใสพูดจาด้วยคำหยาบคายจริงๆ พูดถึงแทบจะคำเว้นคำ ใช้ถ้อยคำ ไม่สุภาพเหลือกำลัง เรียกว่า ผู้หญิงสาวๆ จะทนฟังไม่ได้เลย เพียงฟัง การพูดจาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผีแอบอ้าง อีกประการหนึ่ง เรื่องผีบางตัวมีฤทธิ์ มีได้จริง เช่น รักษาโรคบางอย่างหาย เป็นเพราะคนเจ็บกำลังหมด เคราะห์กรรมด้วยและผีเองใน สมัยเมื่อเป็นมนุษย์เคยรักษาศีลบ้าง ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ทำบุญอะไรก็เคยอธิษฐานจิตไว้บ้าง จึงพอมีฤทธิ์ มีอำนาจ
 

เรื่องฤทธิ์เดชนั้น ใครๆ ก็มีได้ แต่จะใช้ทางใดเท่านั้น ในหมู่มนุษย์เราอันธพาลมันก็มีฤทธิ์ มันจี้ปล้นเอา ใครไปเกี่ยวข้องกับเขา เขาก็มีเรื่องมาเกี่ยวข้องด้วย เราไม่ยุ่งกับเขา เขาก็ไม่สนใจจะยุ่งกับเรา ผีก็ตกอยู่ในลักษณะเดียวกัน เราไปเกี่ยวข้องกับเขาเข้า เขาก็จะคอยคิดถึงเรียกหาเราอยู่ ทำให้เขาไม่ถูกใจเขาก็พูดขู่ให้เราขวัญเสีย บางทีพอมีเรื่องเกิดขึ้นตามคำขู่โดยบังเอิญ ก็เลยเกรงกลัวกันหนักขึ้นไปอีก เลยกลายเป็นทาส ไปโดย
ปริยาย ไม่เป็นอิสระแก่ตนที่จะสร้างสมบารมีให้ตนเองด้วยความองอาจกล้าหาญเป็นตัวของตัวเอง จะให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ควรทำด้วยความคิดอ่านของตน ไม่ใช่อยู่ในอาณัติผี เห็นผีเป็นผู้บังคับบัญชา

 

ใคร่ขอตั้งข้อสังเกต สรุประหว่างเทวดากับผีดังนี้
๑. เทวดาจริงๆ ยิ่งอยู่ในภพที่สูง ยิ่งไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ทั่วไปยกเว้นผู้มีคุณธรรม
๒. เรื่องเข้าทรงสิงร่าง ถ้าขออาหารกินเหมือนมนุษย์เป็นอสุรกายชั้นดี
๓. ถ้าขออาหารชั้นเลว เช่น ของ ดคาวสุรา เนื้อสัตว์ดิบของบูดเน่า เป็นเปรตชั้นเลว อสุรกายชั้นเลว
๔. ถ้าขอให้ทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ เป็นเปรตชั้นดี (เทวดากินข้าวทิพย์เป็นอาหาร ลักษณะเป็นข้าวเม็ดใสๆ)
๕.สำหรับเปรตชั้นเลว มักมีร่างกายวิปริตไปต่างๆ หลายรูปแบบ ส่วนเปรตชั้นดีมักมีรูปร่างหน้าตาคล้ายตอนมีชีวิตอยู่ แต่จะสวยงามหรือน่าเกลียด แล้วแต่มีกรรมมากน้อยต่างกันเพียงใด เปรตชั้นดีเยี่ยมจริงๆ คือเวมานิกเปรต และมหิทธิเปรต มีความเป็นอยู่ใกล้เคียงเทวดาชั้นต้น
๖.สัตว์ในภูมิเหล่านี้บางรายมีฤทธิ์มาก
๗. อำนาจพระศรีรัตนตรัยมีอานุภาพสูงสุด ผีทุกชนิดเกรงกลัว
๘. ตามที่คนถูกผีหลอกด้วยการเห็นรูปร่างหรืออาการที่น่าเกลียดน่ากลัวต่างๆส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ผีหลอก แต่เป็นความทุกข์ยากลำบากที่เขากำลังถูกทรมานอยู่ ต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์ จึงแสดงสิ่งเหล่านั้นให้ดู เช่น ทำกรรมไว้เรื่อง วจีกรรม ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ทำให้มีเข็มหรือตะปูหรืออาวุธอื่นเชือดเฉือนลิ้น คนถูกหลอกจึงเห็นผีแลบลิ้นยาวๆ ผีที่มีความเจ็บปวดเพราะถูกผ่าอกอยากแสดงให้คนเห็นจะได้ช่วยเหลือ คนก็เห็นเป็นผีแหกอก ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น

๙. คนไม่ควรกลัวผี แต่ควรรู้สึกสงสารผี เพราะผีเป็นสัตว์ที่ทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสยิ่งนัก


ข้าพเจ้าคุยมาทั้งหมดไม่ว่าผีอะไรต่อผีอะไร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ ให้ท่านผู้อ่านชื่นชมยินดีในการเป็นผี รักผี หรือยอมตนอยู่ในอำนาจผี แท้ที่จริงอยากให้เห็นว่า ชีวิตเราทุกคนหากยังไม่สิ้นกิเลสอาสวะ ตายแล้วต้อง
เกิดเป็นสัตว์ในภูมิโน้นภูมินี้ แล้วแต่กรรมที่ตนประกอบไว้ในระหว่างเวลาที่มีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่นั้นเอง การเกิดเป็นผีนั้นถือว่าเกิดในภูมิต่ำ ภูมิที่เป็นเสมือนกรงขังเรามีด้วยกันทั้งหมด ๓๑ อย่างคือ


เป็นอบายภูมิ ๔ แห่ง ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
เป็นมนุษยภูมิ ๑ อย่าง
เป็นเทวดาภูมิ ๖ อย่าง
เป็นรูปพรหมภูมิ ๑๖ อย่าง
เป็นอรูปพรหมภูมิ ๔ อย่าง

 

เมื่อใดเราสร้างสมอบรมบารมีให้เต็มที่ทั้ง ๑๐ ประการคือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี  สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ก็จะไม่ต้องเวียนว่าย ตายเกิดในภูมิทั้ง ๓๑ นี้ต่อไป
 

หลักการบำเพ็ญบารมีมีกฎเกณฑ์ ๓ ขั้นตอนตามที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้คือ
๑. ละความชั่วทั้งปวง
๒. ทำความดีให้ถึงพร้อม
๓. ทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส

ในเวลาที่เรายังไม่พ้นจากวัฏฏสงสารเข้าสู่พระนิพพาน ชีวิตของเราจึงเป็นเสมือนการเดินทาง ภพภูมิต่างๆ ที่เราไปเกิดยังที่นี่ ที่นั่น ที่โน่น หมุนเวียนไปมา จึงเปรียบเสมือนศาลาพักระหว่างทาง กรรมที่เราสร้างขึ้น ในทุกครั้งที่เกิดมีอยู่ ๒ ชนิด คือฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว
 

กรรมชั่วคือกรรมบาป เป็นเหมือนโจรผู้ร้ายที่คอยปล้นเราในระหว่างเดินทาง  ส่วนกรรมฝ่ายดีคือ บุญ เป็นเหมือนขุมทรัพย์ มหาสมบัติที่เราได้มามีไว้จับจ่ายใช้สอยขณะเดินทาง ในการเดินทางจริงๆ ที่เรารู้จัก เราไม่สามารถสร้างโจรหรือสร้างสมบัติให้ตนเองโดยตรง แต่ในการเดินทางของชีวิต เรามีสิทธิ์ในการทำความดีหรือความชั่วด้วยตัวเราเองอย่างแท้จริง

 

ทำไมเล่าเราจึงต้องโง่  สร้างโจรมาปล้นตัว ทำไมไม่ขนแต่มหาสมบัติเพียงอย่างเดียว ถ้าจะมีปัญญารู้ตามความจริงกันสักนิดว่า ผู้คนหรือสิ่งต่างๆที่เราต้องเกี่ยวข้องอยู่ในขณะที่เกิดเป็นมนุษย์นั้น เป็นเพียงของใช้
ชั่วคราวในการเดินทางผ่านเท่านั้น เหมือนเวลาเราขึ้นรถประจำทางหรือ พักค้างแรมในสถานที่เช่าบางแห่งสิ่งของที่มีที่ใช้ในรถคันนั้นหรือในห้อง เช่นนั้น ล้วนแต่เป็นของใช้ชั่วคราว เมื่อจากไปแล้วเราก็ต้องทิ้งไว้ที่เดิม จะยึดเอาเป็นของตนไม่ได้ เราต้องเดินทางต่อไปยังที่หมายปลายทาง


มนุษย์เราก็คือชีวิตที่ต้องเดินทาง จากภพนี้ไปภพนั้น หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกรรมของตน ถ้าใครรู้เป้าหมายของชีวิต ก็จะพยายามสร้างบารมีให้เต็มเปี่ยมเพื่อจะได้ออกจากภพ คือได้ เลิกเกิด เรียกว่า เลิกเดินทาง เพราะไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใดๆ ก็ไม่พ้นจากความทุกข์ทั้งสิ้น เพียงแต่จะเป็นทุกข์ที่หยาบหรือละเอียดต่างกันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงนำเรื่องผีเปรตมาพูดกับท่าน หรือแม้ผีอื่นๆ ก็เช่นกัน เพื่อยืนยันว่าตาย
แล้วถ้ายังมีกิเลสก็ต้องเกิดอีก ไม่ใช่ตายแล้วสูญ

 

กรรมที่ทำให้เป็นเปรต คือความโลภจัด งกในทรัพย์สมบัติหรือผู้คน ซึ่งเป็นของที่ไม่สามารถเอาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปไหนด้วยกันได้  อาศัยใช้เพียงชั่วคราวในชาติหนึ่งๆ เท่านั้น ถ้าจะเอาติดตัวไปไหนๆ ด้วยให้เหมือนเงาตามตัว ก็มีวิธีทำอยู่เพียงวิธีเดียวคือเปลี่ยนทรัพย์สมบัติเงินทองเหล่านั้นให้เป็นบุญ คือทำการบริจาคในสิ่งที่สมควรต่างๆ เรียกว่า  เปลี่ยนจากโภคทรัพย์มาเป็นอริยทรัพย์นั่นเอง

 

จากหนังสือ จากความทรงจำ1

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล