พระวังคีสเถระ

วันที่ 21 ตค. พ.ศ.2562

พระวังคีสเถระ
เอตทัคคะในทาง “ผู้มีปฏิภาณ” (ในการกล่าวเป็นคำประพันธ์: ฉันท์)

 

* บุรพกรรมในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า

แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่มีโภคะมากมาย ในหังสวดีนคร มีนามว่า วังคีสะ เจริญวัยแล้วได้ไปสู่พระวิหารพร้อมกับชาวพระนคร ผู้กำลังเดินไปเพื่อฟังธรรม ขณะกำลังฟังธรรม ได้เห็นพระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญคุณเป็นอันมาก ของพระสาวกรูปหนึ่ง และทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีปฏิภาณแล้ว

 

ครั้นได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วก็ได้เกิดปีติโสมนัส ยินดีในคุณของพระสาวก จึงนิมนต์พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน และได้ถวายจีวรแด่พระผู้มีพระภาค ครั้นได้โอกาสอันควรท่านจึงได้ยืนประนมอัญชลีอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริง กล่าวสดุดีสรรเสริญคุณพระชินสีห์ผู้สูงสุด แล้ว

กระทำความปรารถนาว่า ในอนาคตกาล แม้ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใสนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกให้ฉันสิ้น ๗ วัน ด้วยมือทั้งสองของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของเรา ปรารถนาตำแหน่งเป็นเลิศแห่งภิกษุผู้มีปฏิภาณในอนาคตกาล ผู้นั้นจักได้ตำแหน่งนี้สมดังปรารถนา เขาจักได้เสวยทิพยสมบัติมีประมาณไม่น้อย

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป พระศาสดามีนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าวังคีสะ ท่านได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็เป็นผู้มีความเบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารด้วยปัจจัยทั้งหลายในกาลครั้งนั้น จนตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เมื่อท่านละร่างมนุษย์นั้นแล้ว ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

 

* กำเนิดเป็นวังคีสมาณพในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า

พระวังคีสะ เกิดในตระกูลพราหมณ์ นครสาวัตถี มารดาท่านนั้น มีเรื่องเล่าว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีปฏิภาณในการโต้วาทะ เมื่อเติบใหญ่สมควรมีเรือนแล้ว ได้ปักกิ่งหว้าไว้แล้วประกาศหาผู้ที่สามารถจะโต้วาทะชนะนางได้ ก็ให้มาปรากฏตัวที่กิ่งหว้านั้น หากนางพ่ายแพ้ นางก็จะแต่งงานด้วย แล้วนางก็พ่ายแพ้แก่ปริพาชกผู้เป็นบิดาของวังคีสกุมารนั่นเอง 

ท่านเจริญวัยแล้วเรียนวาทะตั้ง ๑,๐๐๐ บท คือฝ่ายมารดา ๕๐๐ บท ฝ่ายบิดา ๕๐๐ บท แล้วเรียนไตรเพท เมื่อมีอายุได้เพียง ๗ ปี ท่านก็ได้เป็นผู้รู้เวททุกคัมภีร์ แกล้วกล้าในเวทศาสตร์ มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร โต้ตอบวาทะของผู้อื่นให้อับจนได้ ท่านได้ทำให้อาจารย์พอใจแล้ว จึงได้ศึกษามนต์ชื่อว่า “ฉวสีสมนต์” ซึ่งเป็นมนต์ที่ทำให้รู้กำเนิดของผู้ที่สิ้นชีวิตไปแล้ว โดยร่ายมนต์นั้นแล้วเอาเล็บเคาะศีรษะของคน ซึ่งแม้ตายไปแล้วถึง ๓ ปี ก็รู้ที่เขาไปเกิดได้ ท่านมีความเชี่ยวชาญในมนต์นี้มาก จึงได้อาศัยมนต์นี้เป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต และเริ่มมีชื่อเสียงเลื่องลือมากขึ้น

 

* รับจ้างดีดกะโหลก

ต่อมาท่านได้ตั้งเป็นคณะ มีผู้ร่วมงานทำกันเป็นระบบ มีการโฆษณาชักชวนให้คนมาใช้บริการ และตระเวนทั่วไปตามเมืองต่าง ๆ ด้วยวิธีการอย่างนี้ประชาชนได้นำหัวกะโหลกของญาติที่ตายไปแล้วมาให้พิสูจน์กันมากมาย ชาวคณะของวังคีสะได้รับสิ่งตอบแทนมากขึ้น ซึ่งมีทั้งสิ่งของ อาหาร และเงินจำนวนมาก ทำให้มีฐานะร่ำรวยขึ้น พวกเขาได้ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่าง ๆ แล้วย้อนกลับมายังเมืองสาวัตถี พักอยู่ในที่ไม่ไกลจากประตูพระเชตวันมหาวิหารมากนัก ได้เห็นประชาชนถือดอกไม้และเครื่องสักการะไปยังวัดพระเชตวัน จึงถามว่า “ท่านทั้งหลาย จะไปไหนกัน ?” 

“พวกเรา จะไปฟังเทศน์ที่วัดพระเชตวัน” พุทธบริษัทตอบ

“ท่านทั้งหลาย มาหาวังคีสะดีกว่า เพราะท่านสามารถรู้ว่าคนที่ตายไปแล้ว ไปเกิดเป็นอะไร ไปเกิดที่ไหน” พวกคณะของวังคีสะชักชวน

“ในโลกนี้ ไม่มีผู้ใดจะรู้เท่าเทียมพระพุทธเจ้าของพวกเราได้หรอก” พุทธบริษัทแย้งขึ้น

การโต้ตอบกลายเป็นการโต้เถียงเริ่มรุนแรงขึ้น ไม่เป็นที่ยุติ คณะของวังคีสะ จึงตามไปที่พระเชตวันมหาวิหารเพื่อพิสูจน์ความสามารถว่าใครจะเหนือกว่ากัน พระพุทธองค์ทรงทราบวัตถุประสงค์ของกลุ่มวังคีสะได้ดี จึงรับสั่งให้นำกะโหลกคนตายมา ๕ กะโหลก คือ:-
๑. กะโหลกคนที่ตายไปเกิดในนรก
๒. กะโหลกคนที่ตายไปเกิดในสวรรค์
๓. กะโหลกคนที่ตายไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
๔. กะโหลกคนที่ตายไปเกิดเป็นมนุษย์
๕. กะโหลกของพระอรหันต์

เมื่อได้กะโหลกศีรษะมาครบแล้ว ได้มอบให้วังคีสะตรวจสอบดูว่าเจ้าของกะโหลกเหล่านั้นไปเกิดที่ไหน วังคีสะ เคาะกะโหลกเหล่านั้นมาตามลำดับ และทราบสถานที่ไปเกิดถูกต้องทั้ง ๔ กะโหลก 

แต่พอมาถึงกะโหลกสุดท้าย ซึ่งเป็นกะโหลกของพระอรหันต์ไม่สามารถจะทราบได้ ไม่มีเสียงตอบจากเจ้าของกะโหลกว่าไปเกิดที่ไหน จึงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า:-
“วังคีสะ เธอไม่รู้หรือ ?”
“ข้าพระพุทธเจ้า ไม่รู้ พระเจ้าข้า”

“วังคีสะ ตถาคตรู้”

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงทราบด้วยมนต์อะไร พระเจ้าข้า”
“ด้วยกำลังมนต์ของตถาคตเอง”

 

* บวชเพื่อเรียนมนต์

ลำดับนั้น วังคีสะ ได้กราบทูลขอเรียนมนต์นั้นจากพระบรมศาสดา ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงรับจะสอนมนต์นั้นให้ แต่มีข้อแม้ว่าผู้เรียนจะต้องบวชจึงจะสอนให้ วังคีสะ คิดว่า ถ้าเรียนมนต์นี้จบก็จะไม่มีผู้เทียมได้เลย จะเป็นประโยชน์แก่อาชีพของตนเป็นอย่างยิ่ง จึงบอกให้พราหมณ์ร่วมคณะเหล่านั้นรออยู่สัก ๒-๓ วัน เมื่อบวชเรียนมนต์จบแล้วก็จะสึกออกไปร่วมคณะกันต่อไป

เมื่อวังคีสะบวชแล้ว พระบรมศาสดาประทานพระกรรมฐาน มีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์ รับสั่งให้สาธยายท่องบริกรรม พร้อมทั้งพิจารณาไปด้วยฝ่ายพราหมณ์ที่คอยอยู่ก็มาถามเป็นระยะ ๆ ว่าเรียนมนต์จบหรือยัง วังคีสะ ก็ตอบว่ากำลังเรียนอยู่ โดยเวลาล่วงไปไม่นานนัก ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา พวกพราหมณ์เหล่านั้นเห็นว่าท่านไม่หวนกลับสึกออกมาประกอบอาชีพฆราวาสเช่นเดิมอีกแล้ว จึงได้แยกย้ายกันไปตามอัธยาศัยของตน ๆ

 

* ได้รับยกย่องในตำแหน่งเอตทัคคะ

พระวังคีสะ เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วได้เป็นกำลังช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเมื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคครั้งใด ก็จะกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณบทหนึ่งอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ พระบรมศาสดาทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทางผู้มีปฏิภาณ คือ ความสามารถในการผูกบทกวีคาถา 

ท่านดำรงอายุสังขาร สมควรแก่กาลเวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

 

Cr เนื้อหา : http://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-wangkeesa.htm และ
 http://www.84000.org/one/1/29.html
Cr ภาพ: Line Official โรงภาพยนตร์ 3 มิติ