ตอน เจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาเทวี  

วันที่ 27 มค. พ.ศ.2563

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ ทีปโป โหติ จกฺขุโท ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ ”

*******

อานิสงส์ถวายประทีป โคมไฟ ตอน

ผลแห่งการถวายน้ำมันตามประทีป  ของเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาเทวี  
(ชาติสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์เสวยเศษกรรมเป็นสตรี)


                    จากกรรมที่พระโพธิสัตว์ทำผิดศีลกาเมสุมิจฉา แล้วตกนรก เป็นเวลานานแสนนาน หลังจากนั้น ถือกำเนิดเป็น ลา เป็นโค เป็นคนพิการ เป็นตาบอด เป็นคนหูหนวก เป็นกระเทย และเป็นสตรี อย่างละ 500 ชาติ เป็นการชี้ให้เห็นถึงการเเสดงผลของกรรมของมนุษย์ที่ผิดศีลด้วยอำนาจแห่ง โทสะ และราคะ อย่างรุนแรง และติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นเดือน หลังจากนั้นไม่ได้สร้างบุญกุศลกรรม ที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อ ผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลพรต หรือต่อธรรมที่กำหนดให้รักษาศีล 5 อย่างศรัทธา


                   มากล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยเศษกรรมชาติสุดท้าย ด้วยมีบุญเก่าหนุนนำ จึงเกิดเป็นสตรีในวงค์กษัตริย์ ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารี เป็นธิดาของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราช และในกัปนั้นเป็นสารกัป เพราะ มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติ เพียงพระองค์เดียว ทรงพระนามว่า พระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า พระองค์เป็นราชบุตรของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราช แต่ต่างมารดากับเจ้าหญิงสุมิตตาเทวี และพระพุทธเจ้ามีฐานะเป็นพี่ชายของพระนาง เมื่อพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น พระองค์ทำให้พระธรรมปรากฏขึ้น ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างได้รับรสพระธรรมนั้น จำนวนมากมายเหลือคณานับ บังเกิด พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นรัตนตรัย ขจรไปทั่วสากลจักรวาล

 

                  กล่าวถึงพระนางสุมิตตาเทวี ด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นในพระเชษฐาเป็นทุนเดิม เมื่อพระเชษฐา ตรัสรู้เป็นพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า ความศรัทธาย่อมมีมาขึ้นเป็นทวีคูณ

 

                   วันหนึ่งเวลาใกล้ค่ำพระนางยืนอยู่บนปราสาทมองลงมาเบื้องล่าง ก็เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาต อยู่ที่หน้าราชวังของพระนาง จึงคิดในพระทัยว่า " พระคุณเจ้ามาบิณฑบาตอะไรหนอ ถึงได้มาใกล้ค่ำ" จึงทรงสั่งให้บุรุษรับใช้ไปถามพระภิกษุ พระภิกษุรูปนั้นบอกว่า จะมาบิณฑบาตน้ำมัน เมื่อพระนางทรงทราบ จึงได้อาราธนาพระผู้เป็นเจ้าขึ้นมา ณ อาสนะ อันสมควร แล้วพระนางทรงดำรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า มีความประสงค์น้ำมันไปเพื่อทำอะไร?" พระผู้เป็นเจ้าตอบว่า

 

                     " อาตมา บิณฑบาตน้ำมันเป็นอันมากเพื่อ จุดประทีปมากมาย ทำการสักการะบูชาแด่พระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า จนสิ้นราตรียันรุ่งสาง พร้อมทั้งมีเหล่าพระอริยะสงฆ์มาประชุมพร้อมกัน อาตมารับทำภารกิจนี้เสมอมา" พระนางสุมิตตาเทวีได้รับทราบดังนั้นมีศรัทธาเป็นอันมาก ก็ดำริในพระทัยว่า "พระเชษฐาของเราได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้า ทรงทำประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมวลสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในกาลเบื้องหน้าขอให้เราได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์โลกเหมือนพระองค์"

 

                      หลังจากนั้นพระนางทรงเอาน้ำมันถวายพระคุณเจ้า จนเต็มบาตร พร้อมทั้งกล่าววาจาปณิธานว่า

"ด้วยอานิสงส์ผลทานนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ความปรารถนาของข้าพเจ้าจงสำเร็จผลตามที่ปรารถนา และขอให้พระคุณเจ้าจงมีจิตช่วยกราบทูล พระองค์ด้วยว่า พระน้องนางของพระพุทธองค์ ซึ่งมีนามว่า สุมิตตากุมารี มีความศรัทธาเป็นยิ่งนักขอกราบแทบพระบาทพระพุทธองค์ และขอตั้งความปารถนาว่า ด้วยผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยในอนาคต ให้ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง และขอให้มีพระนามว่า สิทธัตถะเหมือนด้วยชื่อน้ำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด"

 

                       หลังจากนั้นพระนางก็ส่งพระคุณเจ้ากลับไป

 

                      ฝ่ายพระคุณเจ้า ครั้งนี้ได้น้ำมันมากกว่าทุกวันที่แล้วมา จึงจุดประทีปได้สว่างไสว มากกว่าทุกวัน ครั้นแล้วก็เข้าไปกราบทูลสมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าว่า

 

                    " ข้าแต่พระผู้มีพระภาค คืนนี้ข้าพระองค์ได้จุดประทีปบูชาได้มากกว่าคืนก่อนๆ ด้วยน้ำมันพันธุ์ผักกาดอันพระน้องนางสุมิตตาเทวีของพระองค์ถวายมา และพระนางกล่าววาจาอธิษฐานว่า พระนางมีความศรัทธาเป็นยิ่งนักขอกราบแทบพระบาท พระพุทธองค์ และขอตั้งความปารถนา ด้วยผลบุญนี้จง เป็นปัจจัยในอนาคต ให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง และขอให้มีพระนามว่า "สิทธัตถะ" เหมือนด้วยชื่อน้ำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด ข้าพระองค์จึงขอโอกาสกราบทูลถามต่อพระองค์ว่า ความปรารถนาของพระน้องนางจะสำเร็จหรือไม่ พระเจ้าข้า ?"

 

                    พระพุทธองค์เมื่อได้สดับฟัง จึงตรัสว่า " พระน้องนาง ยังเป็นสตรีเพศอยู่ จึงยังไม่สมควรรับลัทธยาเทศพยากรณ์"

 

                   พระคุณเจ้าจึงทูลถามต่อ "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระน้องนางของพระองค์จักไม่มีโอกาสได้สำเร็จพระพุทธภูมิเลยหรือ พระเจ้าข้า"

 

                    พระพุทธองค์จึงทรงพิจารณาดูในอดีตภาคของพระน้องนาง ก็ทรงทราบว่า พระน้องนางสุมิตตาเทวี ได้เคยปรารถนาพุทธภูมิไว้นานนักหนา เมื่อต้นอสงไขย ตั้งแต่เป็นมานพแบกมารดาว่ายข้ามมหาสมุทร และมีทรงพิจารณาดูไปในอนาคต ก็ทรงทราบ ว่าพระน้องนาง อาจสำเร็จซึ่งพุทธภูมิตามความปรารถนา พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า

 

                  "กาลข้างหน้า นับจากนี้ไป 16 อสงไขยเศษแสนกัป จักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าทีปังกร ซึ่งมีนามเสมอกับเรานี้ อุบัติขึ้นในโลก แล้วพระน้องนางจะได้รับลัทธยาเทศพยากรณ์ในสำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น"

 

                 เมื่อพระคุณเจ้าได้รับฟังคำตรัสของพระพุทธองค์ ก็กราบทูลลา หลังจากนั้นก็ได้ไปยังปราสาท ของพระนางสุมิตตาเทวี แล้วบอกข้อความ แก่พระนางตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสทุกประการ นำความปีติแก่พระนางเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าวปวารณา ให้พระคุณเจ้า จงมารับน้ำมันในสำนักของพระนางทุกวัน

 

                 เเละตลอดชีวิตพระนางสุมิตตาราชกุมารี ได้สั่งสมบุญจัดแจงอาหารอย่างประณีตเป็นอันมาพร้อมทั้งเครื่องสักการะบูชาถวายบิณฑบาตแก่หมู่ พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง และด้วยกุศลพระนางทรงเบื่อหน่ายเพศสตรีเป็นกำลัง อีกทั้งหมดวิบากกรรมจากการล่วงกาเมสุมิฉาจารนั้น การล่วงภรรยาผู้อื่น ได้ใช้กรรมโดยเกิดเป็นสตรีชาติสุดท้าย  ครั้นสิ้นอายุขัย ก็ได้เสวยทิพยสมบัติในดุสิตเทวโลก  


                   หลังจาก 16 อสงไขยต่อมาพระคุณเจ้าที่ไปบิณฑบาตน้ำมันเพื่อมาจุดถวายพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้านั้นมาอุบัติเป็น "สมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า"   
 

                  ส่วนเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารีมาเกิดเป็นสุเมธมานพ ต่อมาออกบวชเป็นฤาษีชื่อว่า "สุเมธดาบส"   แล้วได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรพระพุทธเจ้าว่า "ดาบสผู้รุ่งเรือง(สุเมธดาบส)ท่านนี้ จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต "

 

ขอเรียนเชิญทุกท่าน  ถวายโคมมาฆประทีป 

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม  พ.ศ. 2563  เวลา 9.30 น.

ณ ห้องเเก้วสารพัดนึก สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.010315012931824 Mins