ความเข้าใจในเรื่องโลกเเละชีวิต

วันที่ 06 สค. พ.ศ.2563

ความเข้าใจในเรื่องโลกและชีวิต

               เมื่อได้ศึกษาถึงเรื่องของโลกและชีวิตแล้ว ทำให้เรามีความเข้าใจแล้วว่า การทำดีและทำ
ชั่วล้วนมีผลต่ออายุมนุษย์และยังส่งผลถึงชีวิตในเบื้องหน้า เพราะคนเราตายแล้วไม่สูญ โลกนี้มี
โลกหน้ามี ทุกชีวิตก็มีการเวียนว่ายตายเกิดเป็นวงจร สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมี เช่น เทวดา
พรหม ซึ่งความเข้าใจในเรื่องนี้เรียกว่า "สัมมาทิฎฐิ"

               สัมมาทิฎฐิที่ยังมีอาสวะ ๑๐1

               สัมมาทิฎฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า
๑) ทานที่ให้แล้วมีผล
๒) ยัญที่บูชาแล้วมีผล
๓) การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล
๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี
๕) โลกนี้มี
๖) โลกหน้ามี
๗) มารดามีคุณ
๘) บิดามีคุณ
๙) สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี
๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฎิบัติชอบ ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว
สอนผู้อื่นให้เแจ้งก็มีอยู่ในโลก

              นี้เป็นสัมมาทิฎฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ

             เมื่อมีความเห็นในเรื่องโลกและชีวิตไปตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมเกิดสัมมาทิฎฐิขึ้นใน
ใจ สัมมาทิฎฐินี้ นับว่าเป็นต้นทางของมรรคมีองค์๘ ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ และ
ทำพระนิพพานให้แจ้ง ซึ่งจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิต

บทสรุป

               จากการศึกษาเรื่องธรรมชาติของโลกและชีวิต เราได้เรียนรู้ว่า การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับ
ไปของโลกและชีวิตเป็นวงจรซํ้า ๆ ที่เรียกว่า "วัฏฏสงสาร" พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัส
สอนอยู่เสมอว่า "สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุ
เพียงเท่านี้ พอทีเดียวที่จะเบื่อหน่าย ในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุด
พ้น" ดังนั้น เราจึงควรที่จะมองโลกและชีวิตให้ตลอดสาย เพื่อจะได้เห็นตรงไปตามความเป็นจริง
ว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ เป็นทุกข์ น่าเบื่อหน่าย และควรหาทางออกจากวงจรเหล่านี้

               อีกประเด็นหนึ่งที่น่าศึกษาก็คือ จักรวาลนี้หาที่สิ้นสุดไม่ได้ที่เรียกว่า "อนันตจักรวาล"
ดังนั้นสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอนันตจักรวาลย่อมมีเป็นอนันต์เช่นกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น วัฏฏสงสาร
นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน อะไรเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ทำไมจึงต้องสร้าง
วัฏฏสงสารนี้ขึ้นมา

                 พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้เทศน์เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง
ความเจริญและความเสื่อม เป็นเหตุสำคัญของการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ไว้ในหัวข้อ "ทาน
วัตถุ"2 ดังนี้

"...ฉากหลังเป็นตัวสำคัญ ให้มนุษย์เป็นอยู่ หญิงก็ดีชายก็ดี ให้เป็นคนชั้นสูงเป็นคน
ประณีตก็ได้ให้เป็นที่ไหว้ที่เคารพ ที่บูชา ที่สักการะเขาทั้งหมดก็ได้ให้เขาติเตียนนินทา ด่าแช่งก็
ได้...
เป็นมนุษย์คนหนึ่ง...เข้าไม่ถึงฉากหลังแล้วละก็ตัวเองจะหนักใจแค่ไหน จะไม่สะดวกในใจ
แค่ไหน เพราะความเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ของตัว ความดีความชั่วที่ตัวกระทำ กระทำเหล่านี้ไม่ใช่ของ
ตัวทั้งนั้น ทำชั่วเขาจะให้ความดีก็ได้ ทำดีเขาจะให้ความชั่วก็ได้ เพราะฉากหลังไม่ใช่ของตัวนี่

...พระสมณโคดม เห็นกายมนุษย์ละเอียด ก็พบเป็นชั้นหนึ่งว่าเพราะท่านนี้ พาเราไป
เวียนว่ายตายเกิด และไปพบจนกระทั่งกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา สร้างบ้านเรือน สร้าง
กายไม่มีจบ..."

               บทพระธรรมเทศนานี้สำคัญมาก เพราะทำให้เราได้มีความเข้าใจมากขึ้นว่า มีผู้อยู่
เบื้องหลังการกระทำของมนุษย์ คอยบังคับให้เราต้องอยู่ภายใต้อำนาจ แล้วขังไว้ในภพภูมิต่าง ๆ

               เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญาจึงพยายามปฏิรูปตัวเองให้เป็นคนดี มีสัมมาทิฎฐิอยู่ในใจ
อย่างมั่นคงทั้ง ๑๐ ประการตลอดไป ไม่ปล่อยชีวิตไปตามกระแสกิเลส มีการวางแผนชีวิตและมี
วิธีการปฏิบัติที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายไว้๓ ระดับ คือ

              เป้าหมายชีวิตระดับต้น หรือระดับบนดิน คือการตั้งตนเองเป็นหลักฐานมั่นคงให้ได้
หมายถึงการมีอาชีพมั่นคง มีบ้านเป็นของตนเองมีเงินใช้สอย มีเงินเหลือเก็บ ไม่มีหนี้สินล้นพ้น
ตัว โดยวิธีการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายระดับต้นคือ หาเป็น เก็บเป็น คบคนดีและใช้เป็น


               เป้าหมายชีวิตระดับกลาง หรือระดับบนฟ้า คือการสั่งสมคุณความดีต่าง ๆ ให้เพียบพร้อม
เพื่อมุ่งไปสู่สุคติโลกสวรรค์หลังจากละโลกนี้ไปแล้ว โดยวิธีการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย
ระดับกลางคือ การเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล การสละ และปัญญา


                เป้าหมายชีวิตระดับสูง หรือระดับเหนือฟ้า คือ การบรรลุมรรคผลนิพพาน หรือทำ
พระนิพพานให้แจ้ง หลุดพ้นจากสังสารวัฏไปโดยเด็ดขาด โดยวิธีการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย
ระดับสูงคือการสละชีวิตเป็นเดิมพันสร้างบุญบารมีทั้ง ๑๐ ทัศอย่างเต็มที่

               เมื่อมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนและดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามวิธีการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงสอนไว้แล้ว แม้เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร เราก็จะไม่เวียนไปเกิดใน
ทุคติภูมิ จะได้เกิดอยู่แต่ในสุคติภูมิ สามารถเลือกเกิดมาในช่วงที่เหมาะสมกับการสร้างบารมี เพื่อ
จะได้สั่งสมบารมีให้ยิ่งยวดทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม


เชิงอรรถอ้างอิง

1 มหาจัตตารีสกสูตร พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ มจร. เล่ม ๑๔ หน้า ๑๗๖

2 หนังสือสาระสำคัญพระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี หน้า ๒๒๔

 

จบบทที่ 2

 Total Execution Time: 0.0089641332626343 Mins