สุขจากการเเสวงหาความสำเร็จ

วันที่ 30 สค. พ.ศ.2563

30-8-63-br.jpg

สุขจากการเเสวงหาความสำเร็จ

 

หลายคนเชื่อว่าการจะมีความสุขได้จะต้องประสบความสำเร็จก่อน
จึงทุ่มเททำงานอย่างหนักจนลืมเเสวงหาความสุขระหว่างทาง
เเต่ในความเป็นจริงเเล้วไม่ใช่
เราสามารถเเสวงหาความสุข
ในขณะที่กำลังก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จได้

 


วิธีสร้างความสำเร็จเเละความสุขไปพร้อมๆกัน

                     เส้นทางมุ่งไปสู่ความสุขเเละความสำเร็จ ข้อเเรกคือ "ไม่โฟกัสที่เงินเพียงอย่างเดียว" จริงอยู่ว่าเงินสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของเพื่อยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของเราได้ แต่ว่าทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่มุ่งไปยังเรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว จนอาจจะลืมไปว่ายังมีมุมอื่นๆ ของชีวิตที่สร้างความสุขได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเงินทำให้เขาพลาดโอกาสสำคัญในชีวิตไป

 

                     เพราะฉะนั้น เราจึงควรทำงานและสร้างความสุขในชีวิตไปพร้อมกัน คือทำงานเพื่อให้ได้เงินมา แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีความสำเร็จอย่างอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเงินอยู่ด้วย เช่น “การเป็นผู้ให้” บางคนเลือกที่จะให้ความรู้แก่คนรอบข้าง บางคนเลือกที่จะเขียนหนังสือดีๆ ขึ้นมาสักเล่มเพื่อแบ่งปัน ถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองรู้ ส่งต่อไปยังผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นเงินทอง แต่เป็นความภาคภูมิใจและความสุขใจ เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้จิตใจชุ่มชื่นเบิกบานได้โดยที่ไม่ข้องเกี่ยวกับเงินทอง


                     วิธีการเเสวงหาความสุขมีมากมาย เราไม่ควรผูกเงื่อนไขความสุขไว้กับสิ่งภายนอกตัว เพราะสิ่งเหล่านั้นเราควบคุมได้ยากเเต่ให้สร้างความสุขจากการฝึกใจของเราเอง ใจที่เป็นผู้ให้ มีเมตตา กรุณาต่อผู้คนรอบตัว มีน้ำใจ มองโลกในเเง่ดี มองคนในเเง่บวก รู้จักฝึกใจให้สงบ  รู้จักพอใจกับสิ่งที่ตัวมีตัวเป็น เป็นต้น

 

                     วิธีการต่อไปคือ "พัฒนาเพิ่มพูนทักษะให้ตนเอง" คนที่มีทักษะมากกว่าผู้อื่นย่อมมีโอกาสเเสวงหาความสำเร็จได้ง่าย เพราะฉะนั้น ศาสนต์ความรู้ต่างๆ    เมื่อเราศึกษาเรียนรู้เเล้วนำมาผสมผสานกันจะทำให้เราทำงานได้ดียิ่งขึ้น

 

                     นอกจากนี้ความรู้ทักษะต่างๆ ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับเราได้ และยังเพิ่มความมั่นใจให้กับคนรอบข้างอีกด้วย ทำให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิต เกิดความสุข เกิดจุดดีมีจุดแข็งหรือจุดเด่นในชีวิต เพราะฉะนั้น เราจึงหยุดเฉยอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องพัฒนาตนเองด้วย การเพิ่มพูนความรู้และศักยภาพในตนเองให้มากขึ้นเสมอ

 

                     โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โลกกำลังเปลี่ยนเป็นยุค 4.0  เข้าไปสู่ระบบ Internet of Things (IoT) ถ้าเรามีความรู้ในสิ่งเหล่านี้ ก็จะมีโอกาสมากกว่าคนอื่น ได้เข้าไปมีส่วนในการตลาดแนวใหม่ เข้าถึงผู้บริโภคแนวใหม่ ที่สื่อแบบเก่าๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะที่เป็นประโยชน์ต่องาน ยิ่งเรามีทักษะที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ มีชีวิตที่สะดวกขึ้น ทำงานง่ายขึ้นมากเท่าไร ก็จะมีคนมาใช้สิ่งที่เราสร้างสรรค์มากขึ้นเท่านั้น และนั่นจะนำความสำเร็จมาสู่ตัวเรา

 

                     ข้อต่อไปคือ “พัฒนาความสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ” บางคนจดจ่ออยู่แต่ความสำเร็จของตัวตน จนบางทีเผลอไปลดสัมพันธ์ภาพกับผู้อื่น ทำให้ชีวิตโดดเดี่ยว ขาดความสุขเนื่องจากสัมพันธภาพที่ไม่ดีทั้งกับครอบครัวเเละผู้ร่วมงาน บางครั้งก็อาจสร้างศัตรูคู่เเข่งในการทำงาน ที่เกิดจากการเเข่งขันกันเพื่อความสำเร็จ


                      หากเรามุ่งมั่นกับความสำเร็จมากเกินไป จนละเลยผู้คนรอบตัว เราประสบความสำเร็จแล้ว กลับหาคนที่จะมาใส่ใจตัวเรามาร่วมยินดีกับเราด้วยแทบไม่ได้ ชีวิตคงจะโดดเดี่ยวไม่มีความสุขความสำเร็จที่ได้มาก็ไม่มีความหมายเท่าที่ควร  

 

                      มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของฮาร์วาร์ด (Harvard) ที่ใช้เวลายาวนานถึง 75 ปี เพื่อศึกษาดูว่าอะไรทำให้คนเรามีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องสุขภาพ การงาน และชีวิตส่วนตัว โดยแบ่งการติดตามผลออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือเด็กนักเรียนฮาร์วาร์ดที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการศึกษาดี มีฐานะครอบครัวดี กับกลุ่มที่สอง เป็นคนที่ทำงานในเรือเดินทะเล ย้ายที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ ไม่มีหลักแหล่ง มีฐานะทางการเงินและการศึกษาด้อยกว่ากลุ่มแรกมาก

 

                       การวิจัยนี้ใช้เวลายาวนานถึง 75 ปี โดยติดตามชีวิตเด็กทั้งสองกลุ่มจนกระทั่งพวกเขามีอายุมาก ได้บทสรุปคือคนที่มีชีวิตดี มีสุขภาพดี มีจิตใจดีและมีชีวิตที่สงบสุข มีลักษณะตรงกันอย่างหนึ่ง คือมีความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างที่ดี โดยแสดงให้เห็นว่าความสุขในชีวิตไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับฐานะทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือปัจจัยอื่น แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องเดียว คือสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลรอบข้าง


                      รู้อย่างนี้แล้วเราควรหันกลับไปพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนใกล้ตัวในครอบครัวของเรา เพราะพวกเขามีผลต่อความสุขของเรามากที่สุด


                       วิธีการต่อไปคือ “ค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการออกเดินทาง” เพราะการออกเดินทางเป็นการพาตนเองออกจากกิจวัตรเดิมๆ ที่เราทำอยู่ ทำให้ความเครียดลดลงตั้งแต่เราก้าวเท้าออกจากบ้านเลยทีเดียว

 

                        การออกเดินทางท่องเที่ยวนั้นช่วยเพิ่มพูนสิ่งแปลกใหม่ให้แก่ชีวิต ทำให้เราได้พบปะผู้คนใหม่ๆ ได้พบเห็นสถานที่ใหม่ๆ และเจอกับสิ่งต่างๆ มากมายที่แตกต่างออกไป ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เปิดหูเปิดตา เปิดโลกทัศน์ แล้วสามารถนำไอเดียใหม่ๆ กลับมาต่อยอดในการทำงานได้อีกด้วย ทำให้เรามีทั้งความสุขและประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อกลับมาแล้วเราก็จะมีพลังงานมากขึ้นโดยอัตโนมัติ เรียกว่าได้ทั้งกำลังใจและกำลังสติปัญญา

 

                       นอกเหนือจากข้อที่กล่าวมาแล้ว ยังมีวิธีการที่จะทำให้เราทั้งมีความสุขและความสำเร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือการได้รับความสุขจากการส่งต่อความสุขให้ผู้อื่น เริ่มต้นจากเราต้องมีความสุขก่อน เราจึงสามารถส่งต่อความสุขนั้นไปให้ผู้อื่นได้ ซึ่งจะเป็นการการันตีได้ว่า “ตนเองต้องมีความสุข” ไม่อย่างนั้นเราจะเป็นคนที่ให้ความสุขแก่คนรอบข้างได้อย่างไร


                         วิธีการส่งต่อความสุขทำได้หลายทาง เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ในที่ต่างๆ ไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ จัดกิจกรรม หรือ ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เป็นจิตอาสาพัฒนาสังคม หรือการให้คำแนะนำ การให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน รุ่นน้องในที่ทำงานสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการส่งต่อความสุขทั้งนั้น


                        การที่เราส่งต่อความสุขด้วยการให้ จะทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกมีคุณค่าในตนเองว่าเราได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น ยิ่งพอได้เห็นผู้รับมีความสุข ส่งรอยยิ้มส่งความสุขกลับมาให้เรา เราจะรู้สึกได้ถึงความอิ่มเอมภายในใจของเราเอง

 

                         ข้อต่อไปคือ "รู้จักการบริหารอารมณ์"  ถ้าเราใช้สติปัญญา ควบคุมอารมณ์ของตนเอง สามารถควบคุมการเเสดงออกของตนเองได้ ในขณะเดียวกันก็พยายามเข้าใจในพฤติกรรมของผู้อื่น ทำให้สามารถอยู่ในสิ่งเเวลดล้อมต่างๆ ได้อย่างมีความสุข เพราะว่า เราไม่เเสดงออกทางอารมณ์ที่เป็นไปในทางตำหนิผู้อื่น ในขณะเดียวกันถ้าผู้อื่นเเสดงปฎิกิริยาทางอารมณ์ออกมา เราก็จะทำความเข้าใจได้นั่นเอง

 

                        สุขหรือทุกข์ความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น เป็นหลัก เเต่ขึ้นอยู่กับความคิดภายในใจเราต่างหาก ว่าเราจะตีความหรือรู้สึกกับสถานการณ์นั้นๆ อย่างไร

 

                        เเม้เงินตราเเละความสำเร็จจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้น เเต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เรามีความสุขเสมอไปเป้าหมายที่เเท้จริงของชีวิตคนเรานั้นอยู่ที่ความสงบจิตสงบใจ เรียกว่า "สุขใจ" มากกว่า  ถ้าเราสามารถทำใจให้เป็นสุขได้เเล้ว ความสำเร็จก็จะตามมาได้โดยง่าย

 


ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งชาตินี้ชาติหน้า

                        “สุขจากการแสวงหาความสำเร็จ” เป็นเรื่องน่าคิดว่าเราควรจะมุ่งตรงไปที่ความสุข หรือมุ่งไปที่ความสำเร็จดี บางคนบอกว่ามุ่งไปที่ความสำเร็จ สำเร็จแล้ว ความสุขจะตามมาเอง แต่บางคนบอกว่า บางทีมันไม่สำเร็จสักที หวังไว้ว่าอนาคตจะรวยให้ได้ แต่ทำงานมา 20 ปี แล้วก็ไม่รวยสักที อาจจะตายก่อนที่จะมีความสุขก็ได้ ดังนั้น มุ่งไปที่ความสุขก่อนดีกว่าไหม..แล้ววิธีคิดแบบใดถูกต้องกันแน่

 

                         ต่างคนต่างมีเหตุผลของตนเอง คนที่มุ่งไปยังความสำเร็จกล่าวว่า ถ้าไปมุ่งหมายแต่ความสุขก็จะไม่สำเร็จสักที เพราะพอทำงานหนักก็เหนื่อย พอไม่สุขก็ไม่เอางานหนัก หรือเด็กนักเรียนอ่านหนังสือค้นคว้ามากๆ เข้าก็บอกว่าเครียด ไม่สุข ขอไปเล่นเกมไปพักผ่อนเที่ยวเตร็ดเตร่ก่อนดีกว่า มีความสุขกว่า ก็เลยไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานสักที สุดท้ายก็ไม่มีความสุขอยู่ดี แล้วเราคิดว่าแนวคิดใด น่าจะเป็นแนวคิดที่ถูกต้องที่สุด

 

                      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “บุคคลใดไม่คำนึงถึงหนาวร้อน อดทนให้เหมือนหญ้า กระทำกิจที่ควรทำด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากสุข”


                     ไม่ว่าร้อนหรือหนาวก็สู้ ใครจะเหยียบย่ำอย่างไรก็อดทนยืนอยู่ได้ ยังคงงอกงามเขียวขจีเหมือนหญ้าแพรก ไม่ใช่เจอใครต่อว่าก็น้อยเนื้อต่ำใจ น้ำตาร่วง เลิกล้มความตั้งใจง่ายๆ เพียงเพราะน้อยใจคำคน และสิ่งสำคัญคือกระทำกิจที่ควรทำด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากสุข


                       เหล่านี้แสดงว่าพระองค์ให้มุ่งว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรทำ ก็ให้ทำสิ่งนั้นเต็มที่โดยไม่กลัวหนาวไม่กลัวร้อน ไม่กลัวความกระทบกระทั่งให้เจ็บใจ แล้วเดินหน้าทำสิ่งที่ควรทำ ด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลผู้นั้นย่อมประสบความสุขและความสำเร็จ


                       อีกบทหนึ่งพระองค์ตรัสไว้ว่า มนุษย์ควรจะต้องบำเพ็ญประโยชน์ให้ครบ 3 ประการ คือ “ประโยชน์ชาตินี้” ได้แก่ ตั้งเนื้อตั้งตัวตั้งฐานะให้ได้ นกตัวเล็กๆ ยังอุตส่าห์สร้างรังอยู่ไว้คุ้มแดดคุ้มฝน หนูตัวเล็กๆ ก็ยังอุตส่าห์ขุดรูอยู่อาศัย เราเกิดมาเป็นคนทั้งทีก็ต้องเอาดีให้ได้ ต้องสร้างฐานะสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว มีอาชีพการงานที่มั่นคงเป็นหลักแหล่งอย่างนี้ เป็นต้น


                        ประโยชน์ระดับสองคือ “ประโยชน์ชาติหน้า” ได้แก่ สร้างบุญสร้างกุศล พอละจากโลกนี้ไปแล้วเราจะได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ใครที่ชาตินี้ตั้งฐานะได้แต่ไม่สร้างบุญสร้างกุศลเลย ทำแต่บาป โกงกินเขา ทุจริตเขา เอาเปรียบเบียดเบียนเขา โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย อาศัยความรู้ที่เหนือกว่า ตนเองได้แต่คนอื่นเดือดร้อน อย่างนี้ผิดหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่จะเป็นบาปติดตัว พอละโลกแล้วตกนรกเลย สุขไหม...มันไม่สุขไม่คุ้มกัน

 

                       ถ้าจะให้สุขจริงต้องทำ “ประโยชน์อย่างยิ่ง” ด้วย กระทำประโยชน์ชาติหน้า ทำให้เรามั่นใจได้ว่าตายแล้วเราไปสุคติโลกสวรรค์แน่นอน แต่ควรบำเพ็ญประโยชน์อย่างยิ่ง ได้แก่ “ตั้งใจปฏิบัติธรรม” สวดมนต์ นั่งสมาธิเป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้กิเลสในตัวเราเบาบางลง ได้เข้าใกล้หนทางพระนิพพาน

 

                      ถ้าเราจับหลักใหญ่ๆ นี้ได้ เราก็จะมองเห็นช่องชัดเจนเลยว่า การแสวงหาความสุขจากความสำเร็จในการงาน หรือในชีวิตของเรานั้นต้องปฏิบัติอย่างไร ที่แน่ๆ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราตามใจตนเอง คือตามใจกิเลส ออกไปเที่ยวเล่นกินเหล้า เสพยาก็บอกว่าสุขดี ความจริงเสพยาไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แต่เป็นความสนุกเพลิดเพลินไปชั่วขณะ แล้วจะออกผลเป็นความทุกข์ในภายหลัง


                     เพราะฉะนั้น ใครจะมาอ้างว่าตนกำลังแสวงหาความสุข สุขนิยมเป็นฮิปปีดีกว่า นั้นมีความสุขผิดหลักแล้ว เราต้องสำรวจว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรทำ และสิ่งที่ควรทำนั้นเป็นประโยชน์ต่ออาชีพการงาน การตั้งฐานะอย่างสุจริตชอบธรรมในชาตินี้ แล้วมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อช่วยเหลือคนอื่น ช่วยงานสาธารณะกุศล การสงเคราะห์โลก ก็เป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง แล้วสวดมนต์นั่งสมาธิแบ่งเวลาปฏิบัติธรรมโดยทำอย่างถูกหลัก


                      อะไรที่ผิดศีลธรรมเราไม่ทำ แม้ไม่ผิดกฎหมายก็ไม่ทำ มาถึงตรงนี้อยากจะฝากข้อคิดเป็นหลักการ “ทฤษฎีกระปุกทราย” ไว้ด้วยว่า ถ้าเรามีหินก้อนโตเท่ากำปั้นสักสามสี่ก้อน มีก้อนกรวดขนาดเล็กเท่านิ้วโป้งสักสามสิบก้อน และมีทรายอีกหนึ่งถุงนำมาใส่กระปุก ถ้าเรานำทรายใส่ลงไปก่อน ทรายเหล่านั้นก็จะไปกองอยู่ก้นกระปุก แล้วนำก้อนกรวดขนาดเท่านิ้วโป้งใส่ตามลงไป กรวดก็จะไปกองอยู่บนทราย แล้วพอเราจะนำหินก้อนใหญ่อีกสามสี่ก้อนใส่ตามลงไป ปรากฏว่าใส่ไม่ได้แล้ว มันเต็มล้นกระปุกแล้ว


                      แต่ถ้าเปลี่ยนลำดับใหม่ด้วยการนำหินก้อนโตๆ ใส่ลงไปก่อนแล้วจึงใส่ตามลงไปด้วยก้อนกรวด กรวดก็จะลงไปแทรกตามช่องว่างของหิน พอเราเททรายลงไปอีก ทรายก็จะเข้าไปแทรกตามช่องว่างที่เหลือเล็กลงจนเต็ม ดังนั้น วิธีนี้ทำให้เราสามารถนำหินก้อนโต ก้อนกรวด และทรายทั้งหมดใส่ลงไปในกระปุกได้หมดอย่างสบายๆ


                     เปรียบเทียบกับชีวิตจริงของคน ถ้าเรารู้จักจัดลำดับความสำคัญว่างานอะไรคืองานที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตเรา 3 อย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คือสำคัญต่อประโยชน์ในชาตินี้ ได้แก่ การแสวงหาความรู้ต่างๆ ฝึกพัฒนาทักษะต่างๆ ลำดับต่อมาคือ สำคัญต่อประโยชน์ชาติหน้าด้วยการหมั่นสร้างบุญกุศลและสำคัญต่อประโยชน์อย่างยิ่งด้วยสวดมนต์ภาวนา


                      พอเราเอางานสำคัญๆ ใส่ลงไปก่อนในชีวิตแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน เสร็จแล้วงานที่สำคัญรองลงมาเราก็จับแทรกลงไปในช่องว่างที่ยังพอใส่ได้ ส่วนงานเล็กๆ น้อยๆ กระจุกกระจิก ที่ไม่ได้เป็นสาระอะไรมากเท่าใดแต่เราอยากทำ ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทั้งหมด เราสามารถทำได้โดยใส่ลงไปเป็นลำดับสุดท้าย


                      หากเราอยากจะไปดูหนังฟังเพลงหรือไปท่องเที่ยวบ้างก็ทำได้ ก็จับแทรกลงไปอีกตามช่องว่างในชีวิตที่พอมีอยู่ ทำอย่างนี้จะพบว่า เราสามารถทำประโยชน์หลักเหมือนหินก้อนโตๆ ได้ครบหมด แล้วงานย่อยที่เป็นประโยชน์รองลงมาก็สามารถทำได้ครบหมด ส่วนงานเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน
 

                       คนที่ยังจัดลำดับความสำคัญผิด มุ่งให้ความสำคัญกับงานเล็กๆ น้อยๆ ก่อนตามความอยากของตนเอง เลือกที่จะใส่งานที่พึงพอใจลงไปก่อน อย่างเล่นเกมคอมพิวเตอร์ก่อน อ่านหนังสือ นิยายก่อน ดูละครก่อน ไปเที่ยวเล่นก่อน ปรากฏว่าเวลาที่จะทำกิจหลักๆ ไม่พอ ใส่ประโยชน์ในชีวิตไม่ลงเพราะมันเต็มไปหมด


                      การจัดลำดับความสำคัญของงานในชีวิตจึงสำคัญมาก อะไรสำคัญใส่ก่อน แล้วตามด้วยงานที่สำคัญรองลงมา ลดหลั่นกันไปตามลำดับ แล้วเราจะพบว่าตนเองเป็นคนหนึ่งที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ทั้งชาตินี้ชาติหน้า แล้วใกล้ต่อหนทางพระนิพพานด้วย รวมทั้งยังมีความสุข ความสบาย ความอิ่มใจในทุกวัน แม้งานจะหนักก็ยังยิ้มได้ตลอด


                       เรียกว่าเหนื่อยอย่างมีความสุข ทำงานหนักอย่างมีความสุข เเละเป็นความสุขที่เเท้จริง

 

 

จากหนังสือ PERFECTIONIST สไตล์พุทธะ

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00091528097788493 Mins