นิทานก่อนนอนสอนใจ
เรื่อง เจ้าหญิงหน้าดำ

เศรษฐีชายวัยกลางคนร่างผอมคนหนึ่ง ยืนมองสวนดอกไม้ส่วนตัวที่มีพันธุ์ไม้ ไม้ดอกนานาชนิดกำลังออกดอกออกใบสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอวลไปทั่วด้วยแววตาครุ่นคิด เขามองไม่เห็นความงามแห่งมวลไม้ จมูกไม่ได้กลิ่นหอมรัญจวนใจเหล่านั้นแม้เพียงนิด เพราะขณะนี้ สายตาของเขากำลังจับจ้องที่ร่างอรชรของหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง ที่กำลังเดินทอดน่องช้าๆ ในสวนนั้น หญิงคนนั้นมีผ้าคลุมศีรษะมิดชิด ไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าเธอได้ เขารู้ดีว่า เพราะเหตุใด หญิงสาวจึงต้องคลุมศีรษะไว้เช่นนั้น เพราะเธอผิดแผกแตกต่างจากคนอื่น ตรงที่เธอมีใบหน้าที่ดำสนิทมาแต่กำเนิด ผิดกับผิวเนื้อลำตัวที่ขาวผ่องลออตา เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของเขา!
"ลูกพ่อ เวรกรรมอะไรของลูกนะ ที่เกิดมาหน้าดำเป็นที่รังเกียจของคนอื่นขนาดนี้.."
เขารำพึงออกมาขณะที่สายตายังจับจ้องที่ร่างเบื้องหน้านั้นด้วยความรัก ความสงสาร เห็นใจ แต่เขาก็ไม่รู้จะช่วยลูกสาวของเขาอย่างไร พลันเขาก็คิดถึงเมียรักที่ทิ้งเขาทิ้งลูกไปตั้งแต่วันที่คลอดลูกคนนี้ ถ้าเธออยู่ด้วย เขาก็คงจะมีเพื่อนปรับทุกข์บ้าง ไม่ใช่ต้องมานั่งทุกข์อยู่คนเดียวอย่างนี้

หญิงสาวชะงักเท้า เมื่อเงยหน้ามาเห็นพ่อที่ยืนมองเธออยู่ ดวงตาภายใต้ผ้ามิดชิดนั้น มีน้ำคลอเอ่อ เมื่อเห็นสายตาของผู้ให้กำเนิด เธอรู้ดีว่า พ่อนั้นรักเธอมากเพียงใด พ่อไม่เคยรังเกียจที่มีลูกหน้าดำอย่างเธอ
"พ่อจ๊ะ" หญิงสาวเรียกพ่อเบาๆ ขณะสาวเท้าเข้าไปใกล้ ลูกเห็นสีหน้าพ่อแล้วก็ไม่สบายใจเลย พ่อมีเรื่องอะไรหรือเปล่าจ๊ะ"
ท่านเศรษฐีนิ่งไปสักครู่หนึ่งก็ตอบว่า
"เมื่อสักครู่นี้ คนจากในวังมาประกาศว่า อีกหนึ่งเดือน ที่วังจะมีงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าชายที่เรียนจบจากต่างเมือง ท่านให้เกณฑ์ลูกสาวทุกบ้านไปในงาน เพื่อให้เจ้าชายเลือกเป็นมเหสี"
หญิงสาวยิ้มภายใต้ผ้า ก่อนจะกล่าวว่า
"แล้วพ่อจะต้องทำหน้ากังวลไปทำไมคะ ลูกก็ไม่ต้องไปเท่านั้นเอง"
"ไม่ได้นะลูก คำสั่งของพระราชา เราขัดไม่ได้ ยังไงลูกก็ต้องไป"
คราวนี้หญิงสาวหน้าดำเงียบไป น้ำหน้าอย่างเธอนะหรือ จะไปร่วมพิธีเลือกชายาของเจ้าชาย แค่ลำพังเธอจะไปไหนมาไหนก็อับอายคนอื่นจะแย่อยู่แล้ว นี่เธอจะต้องเข้าวัง ไปพบคนอีกจำนวนมาก ให้เขาหัวเราะเยาะเธอนะหรือ
"ไม่มีทาง" หญิงสาวประกาศเสียงสูง "เป็นตายร้ายดียังไง ลูกก็ไม่ไปร่วมพิธีนี้"

พูดจบเธอก็วิ่งออกจากบ้านไป ชายวัยกลางคนพยายามวิ่งตามและร้องเรียก แต่หญิงสาวไม่สนใจ เธอยังคงวิ่ง วิ่ง และวิ่ง รู้สึกตัวอีกที เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเธอไม่เคยเข้ามาที่นี่มาก่อน หญิงสาวลังเล ว่าจะเดินไปทางไหนดี เพราะมันดูเหมือนๆ กันไปหมด ขณะนั้นเอง ก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินตรงมายังเธอ ท่าทางของเขาจะได้รับบาดเจ็บ

"ช่วยด้วย ข้าถูกงูกัด ช่วยด้วย"
หญิงสาวผู้มีผิวหน้าดำสนิทพอจะมีความรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง จึงจัดการหาสมุนไพรมารักษาชายหนุ่มจนอาการเขาหายเป็นปกติ แต่ดูว่ายังอ่อนแรงอยู่ แล้วชายหนุ่มก็ถามเธอว่า
"เธอเป็นใคร ทำไมมาเดินอยู่คนเดียวในป่านี้"
หญิงสาวจึงเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง
"เอ๊ะ แล้วเธอไม่อยากเป็นมเหสีหรอกรึ" ชายหนุ่มถามขึ้นหลังจากฟังหญิงสาวเล่าจบ
หญิงสาวสั่นหน้าพลางตอบว่า
"ตำแหน่งนั้นสูงส่งเกินไปสำหรับผู้หญิงอย่างฉัน จะว่าไป ตำแหน่งเมียของผู้ชายสักคนก็ดูจะยากเกินไปเสียด้วยซ้ำสำสำหรับผู้หญิงหน้าดำอย่างฉัน"
ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพูดว่า
"หน้าเธอดำ แต่ใจเธอขาวสะอาดและสวยงาม ฉันเชื่อว่าสักวัน เธอจะได้เจอผู้ชายที่เขามองข้ามหน้าตาของเธอไป"
หญิงสาวยิ้มเหยียดๆ "มันไม่มีวันนั้นสำหรับฉันหรอก ท่านไม่ต้องปลอบใจฉัน"

ชายหนุ่มคนนั้นดึงมือขาวนวลของเธอไปกุมไว้ และกล่าวว่า
"ฉันนี่แหละ จะทำให้เธอมีวันนั้น น้ำใจเธองามกว่าใบหน้าของเธอนักฉันไม่รังเกียจเธอเลย"

หญิงสาวอ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่แววตาและมือของเขาที่บีบมือเธอแน่นก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้ว ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่ปฏิเสธ เธอพาชายหนุ่มกลับไปหาพ่อของเธอ ครั้งแรกท่านเศรษฐีไม่ใคร่พอใจนัก ด้วยเกรงว่าหนุ่มพเนจรนั้นจะมาหลอกลวงลูกสาวท่าน แต่ท่านก็ไม่อยากขัดใจลูกสาว จึงจำต้องยอม แต่ท่านบอกว่าขอตรวจสอบนิสัยของชายหนุ่มก่อนจึงอนุญาตให้แต่งงานกัน ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ

และระหว่างที่ชายหนุ่มอยู่ที่บ้านของหญิงสาว เขาขยันขันแข็งช่วยงานเศรษฐีเสมอ และมักจะชวนเธอไปทำบุญตักบาตรเข้าวัดฟังธรรมอยู่เป็นนิจ จนท่านเศรษฐีเกิดความเอ็นดูรักใคร่ ในขณะที่พิธีเลือกมเหสีของเจ้าชายก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

คืนหนึ่ง หลังจากทานอาหารเย็นกันเรียบร้อยแล้ว สองหนุ่มสาวชวนกันมานั่งเล่นในสวนดอกไม้ หญิงสาวสังเกตว่า ชายคนรักของเธอดูเงียบๆ เศร้าๆ ไป จึงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มสวมกอดเธอและบอกว่า
"พรุ่งนี้ ยังไงเธอก็ต้องไปร่วมพิธีในวังใช่มั้ย มิเช่นนั้น ท่านพ่อของเธอและตัวเธอเองจะมีความผิด"
"แต่ฉันไม่อยากไป ฉันไม่อยากให้ใครๆ หัวเราะเยาะฉัน"
"จะไม่มีใครหัวเราะเยาะเธอหรอก เธอไม่เห็นเหรอ เวลาที่เธอไปวัด ไปทำบุญ ไม่มีใครแสดงท่าทางรังเกียจเธอเลย เธอคิดมากไปเองต่างหาก เธอควรจะไปเผื่อว่าบางที เจ้าชายจะมองเห็นความงามของเธอที่ซ่อนอยู่ภายใน เหมือนที่ฉันเห็น"
"เธออย่าผลักไสฉันไปให้คนอื่น ฉันรักเธอคนเดียว ชายใดฉันก็ไม่ต้องการและฉันก็เชื่อว่า นอกจากเธอแล้ว ไม่มีใครคนไหนจะรักฉันได้อีก แต่ฉันรับปากเธอว่า ฉันจะไปร่วมพิธีพรุ่งนี้ด้วยแน่นอน"

วันรุ่งขึ้น เมื่อหญิงสาวหน้าดำก้าวเข้าไปในท้องพระโรงที่จัดให้หญิงสาวมากหน้าหลายตาเข้ามารวมตัวกันอยู่ เสียงหัวเราะ เสียงซุบซิบจากคนที่รู้ความจริงว่า เธอมีใบหน้าที่ดำสนิทก็ดังตลอดทาง แต่หญิงสาวยังคงวางเฉย คิดถึงคำพูดของชายคนรักแล้วก็เข้มแข็งขึ้นมาได้
ถึงเวลาเจ้าชายก็เสด็จออก หญิงสาวรู้สึกคุ้นๆ กับใบหน้านั้นแต่ก็คิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เจ้าชายจะต้องเลือกคู่ หญิงสาวทุกคนต่างก็ยึดตัวตรงเพื่อให้เจ้าชายเห็นความงามได้เต็มที่ ยกเว้นก็แต่หญิงสาวหน้าดำที่คิดว่า เมื่อไรพิธีนี้จะจบสิ้นเสียที เธอจะได้กลับบ้านไปหาชายคนรักเร็วๆ

แต่แล้ว เจ้าชายก็มาหยุดยืนตรงหน้าเธอและโค้งให้ แล้วก็ประกาศว่า
"หม่อมฉันเลือกผู้หญิงคนนี้พระเจ้าข้า เสด็จพ่อเสด็จแม่"
มีเสียงฮือฮาดังทั่วท้องพระโรง หญิงสาวหน้าดำเองก็ได้แต่ยืนนิ่ง ตาค้างอย่างไม่อยากเชื่อ พระชาและพระราชินีมีรับสั่งให้หญิงสาวเปิดผ้าคลุมออก เพื่อให้ทุกคนได้เห็นหน้าว่าที่พระมเหสีชัดๆ แต่หญิงสาวไม่ยอม เจ้าชายจึงจับตัวเธอไว้และพยายามดึงผ้านั้นออก หญิงสาวดิ้นสุดแรง และร้องห้ามตลอดเวลา แต่เจ้าชายไม่ฟังเสียง แรงผู้หญิงหรือจะสู้แรงผู้ชาย ในที่สุด ผ้าคลุมก็หลุดติดมือเจ้าชายมา เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ด้วยความแปลกใจ และชื่นชม เพราะหญิงสาวตรงหน้า ไม่ได้มีใบหน้าดำคล้ำอย่างเคยเป็นมา ใบหน้าของขาวนวลเป็นยองใย ชนิดที่ใครเห็นก็ต้องตะลึง แม้แต่เจ้าชายเองก็ตาม พระองค์พาเธอไปยืนหน้ากระจก หญิงสาวอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เธอตั้งใจว่า จะรีบกลับไปหาคนรักของเธอ แต่เจ้าชายจับบ่าเธอไว้และพูดว่า

"คราวนี้เธอมองหน้าฉันชัดๆ สิ ว่าฉันเป็นใคร"
หญิงสาวเงยหน้าสบตาเจ้าชายในกระจก แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างอีกครั้งพบว่า แท้ที่จริงแล้ว เจ้าชายองค์นี้เป็นคนคนเดียวกันกับคนรักของเธอ
"ฉันเดินทางกลับจากตำหนักอาจารย์ ก็พอดีถูกงูกัด แล้วก็โชคดีที่ได้เธอช่วยไว้ เธอไม่ได้อัปลักษณ์เหมือนใบหน้าของเธอ ฉันจึงรักเธอและตั้งใจว่าจะแต่งงานกับเธอให้ได้ ฉันจึงขอเข้าไปอยู่ในบ้านของเธอแล้วก็จะคะยั้นคะยอให้เธอมาร่วมพิธีครั้งนี้ด้วย"
"แล้วใบหน้าของฉัน เอ๊ย.. ของหม่อมฉัน ทำไมจู่ๆ ถึงได้ขาวขึ้นละเพคะ"
"เพราะผลบุญกุศลที่เธอทำร่วมกับฉันนั่นไงละ"

หลังจากนั้นเพียงสามวัน งานเลี้ยงฉลองสมรสของเจ้าชายและหญิงสาวที่มีอดีตใบหน้าเป็นสีดำก็ถูกจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก แล้วทั้งสองก็ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดมา
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การหมั่นทำบุญสุนทานอยู่เสมอ
ยังผลให้ชีวิตประสบแต่ความสุข ความเจริญ