นิทานก่อนนอนสอนใจ
เรื่อง โลภนักมักลาภหาย

ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายองค์หนึ่งได้ครองราชอาณาจักรสืบต่อจากพระราชบิดา ราชอาณาจักรนั้นตั้งอยู่ในทุ่งราบ ไม่มีภูเขา แต่นักเดินทางหลายคน พากันมาชมประเทศนี้ เพราะมีของประหลาดอย่างหนึ่งอยู่ในเมืองหลวง คือบ่อน้ำทองคำ ที่ตั้งอยู่กลางเมือง

ใครตักน้ำจากบ่อนี้จะพบเหรียญทองคำสุกปลั่งในถังน้ำที่ตักขึ้นมา พระราชบิดาของเจ้าชายเป็นกษัตริย์ผู้มีพระปรีชา พระองค์มิได้ห้ามปรามพวกที่มาตักน้ำจากบ่อ และเอาเหรียญทองไป

หลังจากที่เจ้าชายได้เป็นกษัตริย์แล้วก็ทรงมีพระทัยโลภ ไม่คิดแบ่งปันทองในบ่อน้ำให้พวกราษฎรอีกต่อไป เจ้าชายทรงเรียกพวกขุนนางมาประชุมกันแล้วตรัสว่า
"ประเทศของเราไม่มีทรัพย์สมบัติมากนัก...ไม่มีเหมืองมรกตหรือเหมืองทองคำ เมื่อพวกชาวบ้านชุดดินในมาก็ไม่พบอะไร..นอกจากไส้เดือน..บ่อน้ำกลางเป็นสมบัติอย่างเดียวที่บ้านเมืองเรามีอยู่"
พระราชาตรัสเพิ่มเติมว่า "เราจะให้ช่างเอาเหล็กแหลมกั้นรอบบ่อน้ำ และห้ามทุกคนตักน้ำในบ่อ เราจะส่งเจ้าพนักงานคนหนึ่ง เอาถังตักน้ำในบ่อวันละสิบครั้ง หมายความว่าเราจะได้เหรียญทองมาเก็บไว้ในพระคลังวันละสิบเหรียญ ปีหนึ่งๆ จะได้ทองมากมาย"
พระราชาทรงมองไปรอบห้องประชุม เห็นขุนนางผงกศีรษะเป็นเชิงเห็นด้วย แต่มีขุนนางคนหนึ่งสั่นศีรษะ พระราชาตรัสถามว่า
"เจ้าเป็นอะไรไป เจ้าไม่ทราบหรือว่า ถ้าเจ้าบังอาจสั่นหัวต่อหน้าเรา...หัวเจ้าจะขาดออกจากบ่า"

ขุนนางคนนั้นจึงกราบทูลว่า "ขอเดชะ..พระอาญาไม่พ้นเกล้า ถ้าพระองค์มีรับสั่งให้เอาเหรียญทองคำเข้าคลังวันละสิบเหรียญ พวกราษฎรของพระองค์และพวกนักเดินทางจะเป็นอย่างไร"
พระราชาตรัสอย่างกริ้วว่า "พวกราษฎรเป็นอย่างไรช่างหัวมัน เมื่อเงินในคลังของเรามีมาก พวกราษฎรก็จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ส่วนพวกนักเดินทางนั้นเป็นหน้าที่ของเขาที่จะเลี้ยงดูตัวเอง"
เขากราบทูลว่า "แต่พวกราษฎรของพระองค์ เคยได้รับสิทธิพิเศษนี้มาเป็นเวลานานหลายร้อยปีตั้งแต่พระราชาองค์ก่อนๆ ทรงครองราชย์ แม้กระทั่งพระราชบิดาของพระองค์เอง พระองค์ก็ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ตักน้ำในบ่อ และเอาเหรียญทองคำไปเลี้ยงชีพ"
พระราชาตรัสว่า "เจ้าไม่ต้องพูดเรื่องสิทธิพิเศษอะไร บ่อน้ำและราชอาณาจักรนี้เป็นของเรา เรื่องอื่นเราไม่สนใจ"
เขากราบทูลต่อว่า "พวกราษฎรคงไม่ชอบที่ถูกห้ามอย่างนี้.."
พระราชาทรงกระทืบพระบาทอย่างกริ้วจนมงกุฎทองคำกระเด็นออกจากพระเศียร
"พวกราษฎรไม่ชอบ เจ้ากล้าพูดอย่างนั้นหรือ เอามันไปตัดหัวเดี๋ยวนี้"
ขุนนางคนนั้นจึงถูกตัดศีรษะในวันนั้น ส่วนขุนนางท่านอื่น ที่ประจบสอพลอก็พูดว่า "ท่านขุนนางโง่...สมควรได้รับโทษแล้ว"

พระราชาตรัสสั่งให้คนงานสร้างกำแพงหินล้อมรอบบ่อน้ำทองคำไว้ พวกคนงานและทหารรักษาพระองค์ ช่วยกันกั้นรั้วสูงเทียมยอดวิหารไว้รอบบ่อ

เมื่อพวกคนงานสร้างกำแพงเสร็จแล้ว ชาวเมืองพากันมาจ้องมองดูกำแพง และพูดว่า
"น่าเสียดายที่ต้องปิดประตูเล็กๆ หลายบาน ก่อนที่จะเข้าไปตักน้ำในบ่อได้เพราะมีกำแพงกั้นรอบบ่อไว้ถึงเจ็ดชั้น และที่ประตูทุกบานมีทหารยามถืออาวุธยืนเฝ้าอยู่"
ก่อนที่อีกวันหนึ่งราษฎรทั้งเมืองจะทราบว่า "พระราชามีรับสั่งห้ามตักน้ำในบ่อ และห้ามใครลักลอบขโมยเหรียญทองในบ่อน้ำ" และนับจากวันนั้น ไม่มีใครได้เหรียญทองคำในบ่อนั้นอีกเลย

เมื่อพระราชาต่างเมืองทราบว่า เมืองของพระราชานี้มีเหรียญทองคำอยู่ในบ่อน้ำ ต่างกรีฑาทัพมาล้อมเมืองจัดการนำเหรียญทองคำที่เก็บไว้ในท้องพระคลังหลวงไปจนหมดสิ้น และจัดการทำลายกำแพงที่กั้นบ่อน้ำออก ให้ราษฎรได้ตักน้ำและนำเหรียญทองคำมาใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
โลภนักมักลาภหาย คนที่โลภเกินไป สุดท้ายอาจสูญเสียแม้สิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว
การรู้จักพอและแบ่งปัน นำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืนกว่าความมั่งคั่ง