ทำอย่างไรจึงจะอายุยืน

วันที่ 04 กย. พ.ศ.2558

 

ทำอย่างไรจึงจะอายุยืน


            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า หากพระองค์ทรงตั้งความปราถนาแล้วเจริญอิทธิบาท 4 ก็จะสามารถดำรงพระชนม์ชีพได้ถึง 1 กัปป์ นี้เป็นเรื่องจริงที่น่าศึกษาแต่ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ชีวิตคนเราประกอบด้วยกายกับใจ ซึ่งทั้งสองส่วนส่งผลต่อเนื่องกัน เราเองก็คงจะเคยรู้สึกว่า วันไหนที่เราสบายใจ ร่างกายก็กระปรี้กระเปร่า แข็งแรงสดชื่นไปด้วย แต่วันไหนที่รู้สึกหงุดหงิด มีเรื่องกลุ้มใจ กังวลใจ ก็พลอยทำให้ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปด้วย ผู้ปฏิบัติสมาธิมักจะมีประสบการณ์ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ ระหว่างนั่งสมาธิหากใจนิ่งถูกส่วน กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่ยึดอยู่จะคลายไปเอง เส้นที่คอ ที่ศีรษะ และส่วนต่างๆก็จะคลาย รู้สึกสบายอาการครั่นเนื้อครั่นตัวก็จะหายไป เกิดพลังขึ้นมาจากภายใน รู้สึกมั่นคงมั่นใจเมื่อจะทำสิ่งใดก็ทำได้อย่างดีใจกับกายต่อเนื่องกันอย่างนี้
            จากพระไตรปิฎก มีเรื่องที่ดูเผินๆ แล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เป็นเรื่องจริงซึ่งถ้าเราไตร่ตรองให้ลึกซึ้งจะเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่นมีกล่าวไว้ว่า ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่หายใจ ซึ่งดูเผินๆไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะโดยทั่วไป ถ้าคนเราขาดอาหารในเวลาไม่เกิน 7 วันก็จะเสียชีวิต ถ้าขาดน้ำเพียงวันเดียวก็จะเสียชีวิตแต่ถ้าขาดอากาศหายใจแค่ไม่กี่นาทีก็คงต้องจากโลกนี้ไป แต่เหตุใดผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติถึง 49 วัน จึงอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจ ไม่ต้องรับประทานอาหาร ไม่ต้องดื่มน้ำ ไม่ต้องขับถ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่เข้าสมาธินิ่งตัดขาดจากการรับรู้ภายนอก ทั้งสัญญา เวทนา ความจำได้หมายรู้ ความรู้สึกต่างๆ ภายนอก แต่ทว่าตื่นอยู่ภายใน เอาใจดิ่งเข้ากลางของกลางที่ศูนย์กลางกายเรื่อยไป นี่คือการเข้านิโรธสมาบัติ หรือที่เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธะ


เรื่องราวเหล่านี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าเราศึกษาต่อไปอีกนิด เราจะเข้าใจกลไกการเกิดพลังงาน ซึ่งมีอยู่ 3 อย่างคือ 


1.    พลังงานจากปฏิกิริยาชีววิทยา เช่น เมื่อเรากินอาหารและดื่มน้ำเข้าไปร่างกายก็จะย่อยสารอาหารจากแป้งเป็นน้ำตาล จากนั้นน้ำตาลจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้เป็นคาร์บอนไดร์ออกไซด์กับน้ำ พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังงานออกมาด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ระบายออกทางการหายใจ แล้วเราก็สูดหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปใหม่เพื่อไปทำปฏิกิริยาสันดาปกับน้ำตาล ได้พลังงานออกมาอีก นี่คือพลังงานที่ได้จากปฏิกิริยาชีววิทยา
2.    พลังงานจากปฏิกิริยาเคมี เช่น เมื่อเราก่อไฟด้วยการจุดไฟเผาฟืน เราก็ได้พลังงาน รถยนต์วิ่งได้ด้วยการเผาผลาญพลังงานจากน้ำมัน เหล่านี้ถือว่าเป็นพลังงานจากปฏิกิริยาเคมีคือ ออกซิเจนในอากาศมาสันดาปกับเชื้อเพลิงเช่นน้ำมัน ฟืน ถ่านหรือแก๊ส แล้วให้พลังงานออกมา ซึ่งนัยหนึ่งก็มีส่วนคล้ายกับปฏิกิริยาทางชีววิทยา เพียงแต่ปฏิกิริยาทางชีววิทยาเป็นกลไกในสรีระของสิ่งมีชีวิต
3.    พลังงานจากปฏิกิริยาทางฟิสิกส์ หรือปฏิกิริยานิวเคลียร์ คือพลังงานที่ได้จากการเปลี่ยนมวลสารเป็นพลังงานตามสมการ E=mc2 ของไอน์สไตน์ จากมวลสารเพียงแค่นิดเดียวเท่าเส้นขน จะให้พลังงานมหาศาลชนิดที่คนๆหนึ่งสามารถอยู่ได้ทั้งชาติโดยไม่ต้องทานข้าวเลยก็ได้เพราะเทียบแล้วยังมากกว่าพลังงานจากข้าวสารนับหมื่นกระสอบเสียอีก สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ ย่อมสามารถควบคุมกลไกการสันดาปภายในได้ทั้งหมด
ดังนั้น อย่าว่าแต่ไม่ได้รับประทานอาหาร 49 วันเลย แม้ 49 ปีก็ยังอยู่ได้เพราะเปลี่ยนแค่มวลสารเพียงนิดเดียวในร่างกายก็กลายเป็นพลังงานมหาศาลแล้ว


เมื่อพิจารณาตามนี้ ย่อมเห็นความเป็นไปได้เชิงวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ว่าในทางวิทยาศาสตร์นั้น ถ้าจะเผชิญพลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ จะต้องสร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ใช้เทคโนโลยีและงบประมาณมหาศาล แต่ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ทางใจ ก็ไม่ต้องใช้เตาปฏิกรณ์ปรมาณู แต่ให้ใช้ใจเป็นตัวควบคุม วิทยาศาสตร์ทางใจมีความละเอียดลึกซึ้งอย่างนี้ สำหรับคำถามที่ว่า หยุดหายใจแล้วอยู่ได้อย่างไร ที่จริงแล้วเมื่อใจนิ่งสนิทถึงจุดหนึ่ง จะสามารถควบคุมเมตาโบลิซึม หรือกระบวนการเผาผลาญอาหาร ในร่างกายได้ ถ้าจะเปรียบให้พอเข้าใจ ก็คงคล้ายภาวะกบจำศีล กบจำศีลคราวละ 6 เดือน โดยอยู่นิ่งๆกึ่งหยุดหายใจ หัวใจเต้นช้ามากแต่ก็มีชีวิตอยู่ได้ เพราะเมตาโบลิซึมต่ำมาก ส่วนนิโรธสมาบัติ จะมีความนิ่งยิ่งกว่านั้นมากนัก เพียงแค่ออกซิเจนที่ซึมผ่านเข้าทางผิวหนัง ก็เพียงพอให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้


ดังนั้น ในกรณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากมีผู้ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์อยู่ต่อ ขอเพียงพระองค์ตั้งความปราถนา แล้วเจริญอิทธิบาท 4 พระองค์ก็ย่อมจะทรงพระชนม์อยู่ได้ถึง 1 กัปป์ อิทธิบาท 4 เมื่อแปลตามศัพท์ คำว่าอิทธิแปลว่า ฤทธิ์ บาทแปลว่า ทางไป อิทธิบาทจึงหมายความว่า ทางไปสู่ความเป็นผู้มีฤทธิ์ นั่นเอง อิทธิบาท 4 มี 4 ข้อ คือฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา หากต้องการความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานทางโลกหรืองานทางธรรม หรือปราถนาจะมีฤทธิ์ในรูปแบบใดก็ตาม ถ้ามีอิทธิบาท 4 ก็สามารถสำเร็จได้ทั้งนั้น ถ้าพระพุทธองค์มีฉันทะ คือมีความปราถนาที่จะดำรงพระชนม์อยู่ต่อ พระองค์ย่อมมีวิริยะ คือประคองความเพียร เป็นวิริยะสมาธิ ทั้งมีจิตตะคือใจจดจ่อ นิ่งแน่วแน่ ก็จะเกิดวิมังสา คือปัญญากระจ่างแจ้งขึ้นมาภายใน ว่าทำอย่างไรจึงจะดำรงพระชนม์ชีพให้อยู่ได้ถึง 1 กัปป์ ก็จะทรงดำเนินจิตไปตามนั้น ขณะเดียวกัน ถ้าพิจารณาในแง่ของสรีระร่างกาย ในระดับเซลล์ ขณะที่ใจจดจ่อนิ่งอยู่นั้น ร่างกายก็จะเกิดการผลัดเซลล์ โดยขจัดเซลล์ที่ไม่สมบูรณ์ หรือมีสารพิษออกไป แล้วสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรง สมบูรณ์ขึ้นมาทดแทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำหนดได้ด้วยใจที่หยุดนิ่งนั่นเอง ถ้าหากจะอธิบายในเชิงธรรมะปฏิบัติก็คือ คนเราเกิดมาล้วนมีดวงเกิด ดวงแก่ ดวงเจ็บ ดวงตาย ซ้อนกันอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่ออายุมากขึ้น สีของดวงแก่ก็จะเริ่มเข้มขึ้น ส่วนดวงเจ็บนั้นถ้าสีเข้มขึ้นเมื่อไรก็แสดงว่าป่วย และเมื่อสีของดวงเจ็บ ดวงแก่ เข้มขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง สีของดวงตายก็จะเข้มขึ้น พอแสดงอานุภาพเต็มที่ คนนั้นก็จะหมดอายุขัย แล้วก็จากโลกนี้ไป แต่สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมเจริญอิทธิบาท 4 แล้ว จะสามารถคลายดวงวงจรของดวงแก่ ดวงเจ็บ ดวงตายได้ สีที่เข้มขึ้นก็จะจางหายไป มีความสุขสดชื่นได้ตลอด  สำหรับพวกเราถึงแม้ว่าเรายังไม่สามารถเจริญนิโรธสมาบัติได้ แต่ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติธรรม ปรับใจให้นิ่ง ทำใจให้หยุดที่ศูนย์กลางกาย แล้วปรับสมดุลระหว่างกายกับใจให้ดี เราจะพบว่า สุขภาพร่างกายของเราจะดี มีความสดชื่น สามารถดำเนินชีวิตทุกวันได้อย่างมีความสุข แม้วันเวลาผ่านไป บุญบารมีในตัวเราก็จะเพิ่มพูนขึ้นทุกนาที ผู้มีอายุยืนต้องเป็นอยู่อย่างนี้ จึงจะได้ชื่อว่ามีชีวิตที่ทรงคุณค่า

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 3  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ