ความจริงหรือความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา 

วันที่ 04 กย. พ.ศ.2558

 

ความจริงหรือความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา 


            คนส่วนใหญ่ในโลกนี้มักจะนับถือศาสนาตามบรรพบุรุษ เช่น เกิดในครอบครัวชาวพุทธก็นับถือพระพุทธศาสนา เกิดในครอบครัวชาวคริสต์ก็นับถือคริสต์ศาสนา เกิดในครอบครัวชาวมุสลิมก็นับถือศาสนาอิสลาม เป็นต้น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าศาสนาที่ตนนับถือนั้นดีที่สุดจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อตามบรรพบุรุษเท่านั้น


การพิจารณาว่าศาสนาที่แต่ละท่านนับถืออยู่นั้นมีความน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริงหรือไม่ มีข้อควรพิจารณาดังนี้คือ 


1.    ชีวประวัติของพระศาสดา ผู้เริ่มต้นให้กำเนิดศาสนานั้นๆ ตัวอย่างเช่นชีวประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระศาสดาของพระพุทธศาสนา
พระองค์ถือกำเนิดในตระกูลกษัตริย์ เป็นรัชทายาทซึ่งจะขึ้นครองราชสมบัติกรุงกบิลพัสดุ์ต่อไปในอนาคต ตั้งแต่ประสูททรงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเลิศจากพระบิดา เช่น พระบิดาสร้างปราสาท 3 ฤดูให้ ทั้งคอยดูแลเอาใจใส่ให้พบเจอแต่สิ่งที่เจริญหูเจริญตา เจริญใจเท่านั้น กระทั่งคนแก่ คนเจ็บ คนตาย พระองค์ยังไม่เคยเห็นเลย ในด้านการศึกษาเล่าเรียน พระองค์ทรงมีสติปัญญาดีเยี่ยม สามารถเรียนจบวิชชา 18 ประการ ถ้าเทียบกับปัจจุบัน คือจบปริญญาตรี 18 สาขา โดยใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้น เมื่อถึงคราวอภิเษกสมรสพระชายาคือพระนางพิมพา ก็เป็นหญิงเบญจกัลยาณี คือมีรูปร่างหน้าตางดงามมาก อีกทั้งชาติตระกูล คุณวุฒิ วัยวุฒิ ล้วนงามพร้อม กล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวโลกแสวงหา ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สมบัติ ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นสุข คู่ครองที่ดี พระองค์ทรงมีพร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง แต่ถึงจุดหนึ่งพระองค์ทรงพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ให้ความสุขที่จีรังยั่งยืน พระองค์จึงละทิ้งสิ่งที่ชาวโลกแสวงหาเหล่านี้ ละจากความเป็นผู้ที่มีทุกอย่างไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรงไปบำเพ็ญเพียรอยู่กลางป่า เพื่อแสวงหาโมกขธรรม หาหนทางพ้นทุกข์ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ถึง 6 ปีเต็ม จึงบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงออกเผยแผ่ธรรม โปรดสรพสัตว์ทั้งหลายตลอดพระชนม์ชีพ
ดูจากชีวประวัติของพระพุทธองค์แล้ว ไม่มีใครสามารถตำหนิได้เลยว่า พระองค์มาบวช มาสอนศาสนา ตั้งตัวเป็นศาสดา เพราะหวังความเป็นใหญ่ หวังจะได้รับการยอมรับจากผู้คน เพราะไม่มีความจำเป็นใดๆเลย เนื่องจากพระองค์มีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนบวช ทั้งการยอมรับ ชื่อเสียง เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ความสะดวกสบายทั้งปวง หากปราถนาสิ่งเหล่านี้แล้วก็คงไม่ออกบวช แต่พระองค์ละสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อแสวงหาโมขธรรม ประวัติชีวิตและแรงจูงใจ ของพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าจึงงามพร้อมบริบูรณ์


2.    การเผยแผ่ธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีการเบียดเบียนศาสนาอื่น พระสาวกของพระพุทธองค์ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดำเนินสืบทอดตามแนวทางที่พระองค์วางไว้ ตลอดอายุพระพุทธศาสนา 2,000 กว่าปี จึงไม่เคยมีสงครามศาสนา เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไม่สรรเสริญการเบียดเบียน การฆ่า ไม่ว่าจะอ้างเหตุว่าฆ่าเพื่ออะไรก็แล้วแต่ แม้ฆ่าเพื่อพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นเมื่อใดบาปเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนศาสนาเดียวกันหรือต่างศาสนาก็ตาม ดังนั้นในใจของชาวพุทธจึงไม่มีความคิดที่จะเบียดเบียนเพื่อหวังจะเผยแผ่ศาสนา ครั้งหนึ่งมีหมอสอนศาสนาชาวต่างชาติ ได้เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา เพื่อจะจับผิดหาช่องทางโจมตี แล้วจะได้เผยแผ่ศาสนาของตน แต่เมื่อศึกษาไปเรื่อยๆ สุดท้ายกลับเปลี่ยนใจหันมานับถือพระพุทธศาสนาแทน ทั้งยังตั้งใจเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างเอาจริงเอาจัง เขาบอกว่าเพียงมองจากแง่มุมที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีธาตุแห่งความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนเลย ก็ต่างจากศาสนาอื่นโดยสิ้นเชิง แค่เพียงแง่มุมนี้ก็เพียงพอแล้วที่เขาจะยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาด้วยหัวใจ


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงปิดกั้นความรู้ แม้สิ่งที่เป็นคำสอนของพระองค์เอง พระองค์ยังตรัสว่า อย่าเพิ่งเชื่อให้ตั้งใจไตร่ตรองให้ดี ลงมือปฏิบัติก่อน พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองเมื่อไร จึงค่อยเชื่อ ดังคำสรรเสริญพระพุทธคุณที่เราสวดมนต์กันอยู่เป็นประจำว่า “ เอหิปัสสิโก ” แปลว่า “ จงมาพิสูจน์เถิด ” ให้พิสูจน์เสียก่อน เห็นจริงเมื่อใดแล้วค่อยเชื่อ
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้มีผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนสามารถบรรลุธรรม ยืนยันในคำสอนของพระพุทธองค์นับแสนนับล้านคน


ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน พระสาวกของพระพุทธองค์มีทั้งที่เป็นพระมหากษัตริย์ แล้วสละราชสมบัติออกบวช ดังเช่นพระมหากัปปินะ พระภัททิยะ เป็นต้น ที่เป็นมห่เศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ก็มี ดังเช่น เมณฑกะเศรษฐี ผู้มั่งคั่งที่สุดในชมพูทวีป ก็สละสมบัติออกบวช ที่เป็นอัครเสนาบดี คหบดี พราหมณ์มหาศาล นักบวชต่างศาสนาก็มี บางท่านเป็นถึงอาจารย์ใหญ่ของผู้ปกครองประเทศมหาอำนาจดังเช่น ชฎิล 3 พี่น้อง ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้เป็นมหาอำนาจในอินเดียของยุคนั้น ยังยอมทิ้งความเชื่อดั้งเดิมของตัวเอง พาชฎิลบริวาลรวม 1,003 คนหันมาขอบวชเป็นพระภิกษุ เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 


ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ยืนยันตรงกันทั้งสิ้นว่า สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้นเป็นสัจธรรม คือความจริงไม่ใช่ความเชื่อ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่พิสูจน์ด้วยปัญญาทั้งสิ้น ความศรัทธาที่เกิดขึ้นมิได้มาจากความเชื่อต่อๆกันมา หากแต่เป็นศรัทธาด้วยปัญญาจากการพิสูจน์จนรู้แจ้งเห็นจริง


พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย แม้เรายังปฏิบัติไม่ถึงจุดที่หมดกิเลส แต่เราก็สามารถไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วถึงชีวประวัติขององค์พระศาสดา รวมถึงพระธรรมคำสอนและวิถีแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของพระองค์ เราจะได้คำตอบว่าพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ประเสริฐ ที่เราชาวพุทธทุกคนควรจะภาคภูมิใจ ที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ มาพบพระพุทธศาสนา มาพบพระสัทธรรมคำสอน ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ ทั้งยืนหยัดท้าทายต่อการพิสูจน์มาตลอด 500 กว่าปี
ภูมิใจอย่างนี้แล้วขอให้เราลงมือปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนอย่างจริงจังเถิด ให้สามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า เราเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง เราไม่ใช่ชาวพุทธเพียงแค่ตามทะเบียนบ้าน


ถึงตรงนี้ทุกคนคงจะได้คำตอบแล้วว่า เรานับถือพระพุทธศาสนาเพราะอะไร และคงเห็นด้วยอีกว่า  เราต่างโชคดีที่ได้เกิดมาในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยบุญที่สร้างไว้อย่างดีแล้วนั่นเอง แต่การที่เราจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการเป็นชาวพุทธนั้น เราต้องตั้งใจดำเนินชีวิตของเราไปตามแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ อีกทั้งมีเมตตาจิตช่วยแนะนำวิถีแห่งการดำเนินชีวิตอันประเสริฐนี้ไปสู่เพื่อนร่วมโลกของเราด้วย เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านด้วยความไม่ประมาท ดังปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด  ” เพื่อเราจะได้สั่งสมบุญ เป็นเสบียงติดตัวในการเดินทางข้ามวัฏฏะจนกระทั่งบรรลุเป้าหมายปลายทางคือพระนิพพานในที่สุด

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 3  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ