ความแตกต่างกันของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วันที่ 08 กย. พ.ศ.2558

 

 ความแตกต่างกันของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสั่งสมบารมี ฝึกฝนตนเองด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและด้วยความอดทน จนบารมีครบถ้วนบริบูรณ์ทุกประการแล้ว ก็จะเสด็จมาอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งบารมีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์สั่งสมมานั้น ก็ทำให้พระองค์ได้คุณสมบัติและคุณธรรมที่ดีกว่าและสูงกว่ามนุษย์ทั่วไป สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงเคารพศรัทธาและเทิดทูนบูชาพระองค์ไว้เป็นที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงได้รับอย่างนี้เหมือนกันหมดทุกพระองค์ เพราะทรงสร้างบารมีมาเหมือนกัน ถึงแม้จะใช้ระยะเวลาที่แตกต่างกัน แต่ทรงตรัสรู้ในสิ่งเดียวกัน ได้รูปสมบัติ คือ กายมหาบุรุษอย่างเดียวกัน และได้นำพระสัทธรรมมาสั่งสอนแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นอย่างนี้ทุกพระองค์ จนทำให้ได้รับการเคารพเทิดทูนบูชาจากสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทั้งภพ 3

            ถึงแม้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมีสิ่งที่เหมือนกันดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันหมดทุกอย่าง ยังมีสิ่งที่แตกต่างกันบ้างในแต่ละพระองค์ที่มาอุบัติในโลก ซึ่งความแตกต่างกันนั้น มีอยู่ 8 อย่าง คือ อายุ ปมาณ ตระกูล ปธาน รัศมี ยาน โพธิพฤกษ์ บัลลังก์

 

ความแตกต่างกันของอายุ คือ ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอายุต่างกัน หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบางพระองค์มีพระชนมายุมาก บางพระองค์มีพระชนมายุน้อย เช่น พระทีปังกรพุทธเจ้ามี พระชนมายุแสนปี พระเรวตพุทธเจ้า มีพระชนมายุหกหมื่นปี พระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้มีพระชนมายุร้อยปี เป็นต้น

ความแตกต่างกันของปมาณ คือ ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความสูงต่างกัน หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบางพระองค์สูง บางพระองค์ต่ำ เช่น พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีพระสรีระสูง 80 ศอก พระปทุมุตตระพุทธเจ้า มีพระสรีระสูง 58 ศอก พระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ มีพระสรีระสูง 18 ศอก เป็นต้น

ความแตกต่างกันของตระกูล คือ ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาในตระกูลที่ต่างกัน หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบางพระองค์เกิดในตระกูลกษัตริย์ บางพระองค์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เช่น พระกัสสปพุทธเจ้า เกิดในตระกูลพราหมณ์ พระสมณโคดมพุทธเจ้า เกิดในตระกูลกษัตริย์ เป็นต้น

ความแตกต่างกันของปธาน คือ ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำความเพียรที่ต่างกัน หมายถึง การบำเพ็ญความเพียรในชาติสุดท้ายก่อนที่จะตรัสรู้ เช่น พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 10 เดือน จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ พระโกนาคมนพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 6 เดือน จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ พระสมณโคดมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 6 ปี จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นต้น

ความแตกต่างกันของรัศมี คือ ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีรัศมีต่างกัน หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระรัศมีที่แผ่ออกไปได้มากบ้าง น้อยบ้างไม่เหมือนกัน เช่น พระมังคลพุทธเจ้ามีพระรัศมีแผ่ไปในหมื่นโลกธาตุ พระปทุมุตตรพุทธเจ้ามีพระรัศมีแผ่ไปได้ 12 โยชน์ พระสมณโคดมพุทธเจ้ามีพระรัศมีแผ่ไปได้ประมาณ 1 วา โดยรอบ เป็นต้น

ความแตกต่างกันของยาน คือ ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามียานที่ดำเนินไปต่างกัน หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมียาน คือ พาหนะที่ทรงประทับในวันที่ออกบวชไม่เหมือนกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางพระองค์ทรงประทับด้วยช้าง บางพระองค์ประทับด้วยม้า บางพระองค์ประทับด้วยรถ บางพระองค์ดำเนินด้วยพระบาท หรือปราสาท หรือวอ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเช่น พระสมณโคดมพุทธเจ้าของพวกเรา ทรงประทับด้วยม้า ในวันที่ออกบวช

ความแตกต่างกันของโพธิพฤกษ์ คือ ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับนั่งบำเพ็ญเพียรใต้ต้นไม้ที่ต่างชนิดกัน หมายถึง ต้นไม้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับนั่งในวันตรัสรู้นั้นต่างประเภทกัน เช่น พระสุเมธพุทธเจ้า มีโพธิพฤกษ์ชื่อ นีปะ คือ ต้นกะทุ่ม พระสิทธัตถพุทธเจ้า มีโพธิพฤกษ์ชื่อ กณิการะ คือ ต้นกรรณิการ์ พระสมณโคดมพุทธเจ้า มีโพธิพฤกษ์ชื่อ อัสสัตถะ คือ ต้นโพธิ์ เป็นต้น

ความแตกต่างกันของบัลลังก์ คือ บัลลังก์ที่ประทับในวันตรัสรู้ต่างกัน หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงใช้บัลลังก์ที่ประทับมีความสูงที่ไม่เท่ากันในวันตรัสรู้ เช่น พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีบังลังก์สูง 53 ศอก พระสุมนพุทธเจ้า มีบังลังก์สูง 60 ศอก พระสมณโคดมพุทธเจ้า มีบังลังก์สูง 14 ศอก เป็นต้น ความแตกต่างกันของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่กล่าวมาแล้วนี้ เป็นความแตกต่างกันที่เกิดจากการสั่งสมบ่มบารมี ตลอดจนระยะเวลาในการฝึกฝนตนเองระหว่างเส้นทางการสร้างบารมีและช่วงเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงมาอุบัติขึ้นนั้นต่างกัน สิ่งเหล่านี้จึงทำให้แต่ละพระองค์มีความต่างกันในเรื่องดังที่กล่าวมาแล้ว ถึงแม้ทุกพระองค์จะสั่งสมบารมีมาเหมือนกัน เพื่อให้ได้คุณสมบัติและคุณธรรมที่เหมือนกัน จนกระทั่งได้มาตรัสรู้ในสิ่งเดียวกัน แต่ทุกพระองค์ก็ได้รับผลในชาติสุดท้ายไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะมีบารมีที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตาม

 

บทสรุป

            จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็คือ มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นเทพเจ้าผู้วิเศษหรือเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ และไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรพชีวิตหรือสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก แต่เป็นบุคคลที่ตั้งความปรารถนาที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้สั่งสมบารมีอย่างมากมาย ซึ่งการสร้างบารมีนั้นไม่ใช่เพียงแค่ทำวันนี้หรือพรุ่งนี้แล้วจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลย แต่ทุกพระองค์ต่างต้องสั่งสมบารมีมาเป็นเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ โดยอย่างน้อยที่สุดต้องสร้างบารมี 20 อสงไขยกับแสนมหากัป อย่างเช่นพระโคดมพุทธเจ้า พระองค์ปัจจุบันนี้ แต่ถ้าสร้างบารมีกันยาวนานที่สุดก็ 80 อสงไขยกับแสนมหากัป เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ก็ได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมีพระคุณและคุณประโยชน์อย่างมากมายต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย และทำให้พระองค์ได้ที่สุดแห่งรูปสมบัติ คือ กายมหาบุรุษที่ใครก็ตามที่ได้พบเห็นก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา เทิดทูนบูชา นอกจากนี้ยังทำให้พระองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะได้เข้าถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายในกายของพระองค์

 

            การสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในแต่ละพระองค์ก็สร้างบารมีกันมายาวนาน ทรงเกิดในภพต่างๆ เป็นอันมาก และด้วยการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการฝึกฝนอดทน มุ่งมั่นตั้งใจอย่างมาก จึงเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงมีปัญญากว้างขวาง เป็นพระสัพพัญญูรอบรู้ทุกสิ่งทั้งปวง เพราะพระองค์ได้สะสมปัญญามาจากการเกิดในแต่ละชาติ จึงทำให้พระองค์เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า โลกนี้มีแต่ความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ที่เกิดจากตนเองและที่เกิดมาจากคนอื่นŽ เมื่อมีความคิดอย่างนี้เกิดขึ้น จึงมีความคิดที่จะกำจัดทุกข์ออกไปอย่างถาวร นอกจากนี้ยังตั้งใจที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากวงจรแห่ง ความทุกข์นี้ไปด้วย พระองค์จึงได้เริ่มสร้างบารมี ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ด้วยความเพียรพยายามและด้วยความอดทนเป็นเวลายาวนานหลายกัป จนเมื่อบารมีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว ก็จะเสด็จมาอุบัติขึ้นยังมนุสสภูมิที่ชมพูทวีป และจะทรงเสด็จอุบัติขึ้นเฉพาะอสุญกัปเท่านั้น เพื่อมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำพระสัทธรรมมาสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากวงจรทุกข์ไปสู่พระนิพพาน ด้วยเหตุนี้ประกอบกับระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 3 ประเภท จึงทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นได้ยาก บนโลกนี้ แต่ก็ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้แล้วหลายพระองค์อุปมาเหมือนเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง 4 มากมายเพียงนั้น

 

            แต่ด้วยการสั่งสมบารมีและฝึกฝนตนเองที่ใช้เวลายาวนานไม่เท่ากัน และด้วยผลกรรมที่ได้กระทำไว้ในอดีตทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม จึงทำให้บารมีของแต่ละพระองค์มีไม่เท่ากัน และต้องได้รับผลจากที่ได้กระทำไว้ในอดีตที่แตกต่างกัน จึงทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความแตกต่างกันในชาติสุดท้ายที่เสด็จมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น บุคคลใดก็สามารถที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะตำแหน่งนี้มิได้ผูกขาดแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ทุกคนสามารถที่จะเป็นได้ทั้งนั้น ถ้ามีใจปรารถนาแล้วสั่งสมบุญบารมีในทุกบุญไม่ได้ขาดเลยในทุกเวลานาทีของทุกวันตามอย่างของพระพุทธองค์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และตั้งใจฝึกฝนตนเองในมีนิสัยที่ดีเกิดขึ้น โดยการละเว้นจากอกุศลกรรมทุกอย่าง ไม่ว่าใครจะรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม แล้วมีใจปรารถนาที่มั่นคงแน่วแน่ ต่อเป้าหมายที่ตนต้องการ ไม่ทอดถอนหรือหมดกำลังใจเสียก่อน เมื่อถึงที่สุดแล้ว ผลแห่งกุศลกรรมก็จะส่งผลให้เรา ทั้งในระดับที่ทำให้จิตใจงาม รูปร่างลักษณะดี มีบุคลิกน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ น่าเกรงขามและเป็นผู้มีชื่อเสียงดี มีคนอยากที่จะคบค้าสมาคมด้วย เมื่อถึงคราวที่ปฏิบัติธรรมก็เข้าถึงธรรมกาย คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ภายในตัวของทุกคนได้ง่ายหมดกิเลสเข้าพระนิพพานตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในหลายๆ พระองค์ที่ได้ทำมาแล้ว

-------------------------------------------------------------------

GL 204 ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต