ครั้งหนึ่ง ณ เมืองสาวัตถี มีพราหมณ์คนหนึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการดูลักษณะของสิริและโชคลาภวันหนึ่ง เขาได้ยินข่าวว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประสบปัญหาทรัพย์สิน กลับมาร่ำรวยและมีฐานะยิ่งใหญ่อีกครั้งพราหมณ์จึงเกิดความสงสัย“โชคลาภของเศรษฐีผู้นี้ซ่อนอยู่ที่ไหนกันนะ?” แต่แทนที่จะเพียงอยากรู้ เขากลับคิดว่า “ถ้าเราขโมยสิรินั้นมาได้ มันก็คงกลายเป็นของเรา”

เขาจึงเดินทางไปยังบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี โดยทำทีว่าเป็นแขกมาเยี่ยมเศรษฐีต้อนรับเขาอย่างดีเมื่อสบโอกาส พราหมณ์ก็แอบมองไปรอบ ๆ บ้าน เพื่อตามหาว่าสิริอยู่ที่ใดไม่นาน เขาก็พบมันในบ้านมีไก่สีขาวสะอาดตัวหนึ่ง ถูกเลี้ยงอยู่ในกรงทองและพราหมณ์มองเห็นว่าสิริของเศรษฐีกำลังอยู่ที่หงอนของไก่ตัวนั้นเขาจึงรีบคิดหาเหตุผลขอไก่จากเศรษฐี “ท่านเศรษฐี ข้าสอนศิษย์อยู่หลายร้อยคน แต่ไก่ที่บ้านข้ามักขันผิดเวลา ทำให้ทุกคนลำบาก ได้ยินว่าไก่ของท่านขันตรงเวลามาก ท่านยกไก่ตัวนี้ให้ข้าได้หรือไม่?” อนาถบิณฑิกเศรษฐีตอบอย่างไม่ลังเล“ได้สิ ท่านเอาไปเถิด”

ทันทีที่เศรษฐียกไก่ให้...สิริก็เคลื่อนออกจากหงอนไก่แล้วไปอยู่ที่ แก้วมณี ซึ่งวางอยู่ใกล้หัวนอนของเศรษฐีแทนพราหมณ์เห็นเช่นนั้นก็ตกใจแต่ยังไม่ยอมแพ้เขาจึงขอแก้วมณีอีกเศรษฐีก็ยกให้เช่นเดิมแต่ทันทีที่ยกแก้วมณีให้ สิริก็เคลื่อนไปอยู่ที่ ไม้เจว็ด ในห้องพราหมณ์จึงขอไม้ชิ้นนั้นอีกเศรษฐีก็ยกให้

คราวนี้ สิริเคลื่อนจากไม้เจว็ดไปอยู่บนศีรษะของ นางบุญญลักษณา ภรรยาของเศรษฐีพราหมณ์นิ่งไปทันทีเขารู้ดีว่า คงไม่มีทางขอภรรยาของเจ้าของบ้านไปได้ในที่สุด เขาจึงยอมสารภาพความจริง“ท่านเศรษฐี ที่จริงข้ามาที่นี่เพราะตั้งใจจะขโมยสิริของท่าน”

“ตอนแรกสิริอยู่ที่ไก่ แต่เมื่อท่านยกไก่ให้ มันก็ย้ายไปอยู่ที่แก้วมณี”“เมื่อท่านยกแก้วมณีให้ มันก็ย้ายไปที่ไม้เจว็ด”“และตอนนี้ มันไปอยู่ที่ภรรยาของท่าน” พราหมณ์ถอนหายใจ “ดูเหมือนว่า ไม่ว่าข้าจะพยายามเพียงใด สิริของท่านก็ไม่ยอมจากไปจริง ๆ” พูดจบ เขาก็จากไปมือเปล่า
อนาถบิณฑิกเศรษฐีประหลาดใจกับเหตุการณ์ทั้งหมดจึงเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และเล่าเรื่องให้พระองค์ฟังพระพุทธเจ้าทรงสดับแล้วตรัสว่า“มิใช่เพียงครั้งนี้เท่านั้น ที่ทรัพย์หรือโชคลาภไม่ยอมตกอยู่กับผู้ไม่มีบุญ” “ในอดีต ก็เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้ว” จากนั้น พระองค์จึงทรงเล่าเรื่องในอดีต...

หลายปีผ่านไป ฤๅษีเดินทางมายังกรุงพาราณสีเพื่อหาอาหาร และได้พักอยู่ในสวนหลวงมีขุนนางผู้ดูแลช้างคนหนึ่งพบฤๅษีเข้าเมื่อเห็นกิริยาสงบสำรวม เขาก็เกิดศรัทธา จึงถวายอาหารและคอยดูแลฤๅษีอยู่เสมอ คืนหนึ่ง นอกกำแพงเมืองชายหาฟืนคนหนึ่งเดินทางกลับจากป่า แต่กลับมาไม่ทันก่อนประตูเมืองปิดเขาจึงต้องค้างคืนอยู่ที่ศาลเจ้านอกเมือง

ชายหาฟืนเอามัดฟืนหนุนศีรษะ แล้วเอนตัวลงนอนใกล้ ๆ กัน มีต้นไม้ใหญ่ที่ฝูงไก่จำนวนมากขึ้นไปนอนอยู่ช่วงใกล้รุ่ง ไก่ตัวหนึ่งที่เกาะอยู่ด้านบนถ่ายมูลลงมาโดนไก่อีกตัวด้านล่างไก่ตัวล่างโมโหมาก“ใครทำใส่ข้า!” ไก่ตัวบนตอบ “ข้าเอง ไม่ได้ตั้งใจ” แต่ระหว่างเถียงกัน ไก่ตัวบนกลับทำซ้ำอีกครั้งคราวนี้ทั้งสองตัวโกรธจัด และเริ่มโอ้อวดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายไก่ตัวล่างพูดว่า“ถ้าใครฆ่าข้าแล้วนำเนื้อไปย่างกิน ตอนเช้าคนนั้นจะได้เงินหนึ่งพันเหรียญ!” ไก่ตัวบนหัวเราะ “แค่นั้นเองหรือ?” “ผู้ใดกินเนื้อส่วนที่ดีที่สุดของข้า จะได้เป็นพระราชา” “ถ้าใครกินเนื้อด้านนอก หากเป็นผู้ชายจะได้เป็นเสนาบดี หากเป็นผู้หญิงจะได้เป็นอัครมเหสี”

“ส่วนคนที่กินเนื้อติดกระดูก หากเป็นชาวบ้านจะได้เป็นขุนคลัง และถ้าเป็นนักบวชจะได้เป็นผู้ได้รับความเคารพจากราชสำนัก” ชายหาฟืนที่ยังไม่หลับได้ยินทุกคำหัวใจเขาเต้นแรง“ได้เงินพันเหรียญจะไปเทียบอะไรกับการได้เป็นพระราชา!”เขาค่อย ๆ ปีนขึ้นต้นไม้ จับไก่ตัวบนลงมา และนำกลับบ้านทันทีเมื่อประตูเมืองเปิด ชายหาฟืนรีบนำไก่กลับไปให้ภรรยา“เจ้าปรุงไก่ตัวนี้ให้ดีนะ”ภรรยาจึงจัดการทำอาหารเมื่ออาหารเสร็จ ชายหาฟืนบอกความลับกับนางว่า “ไก่ตัวนี้ไม่ธรรมดา ถ้าข้ากินเนื้อของมัน ข้าจะได้เป็นพระราชา ส่วนเจ้าก็จะกลายเป็นอัครมเหสี”ทั้งสองดีใจมากพวกเขานำอาหารไปยังริมแม่น้ำคงคา ตั้งใจว่า“เราจะอาบน้ำให้สะอาดก่อน แล้วค่อยกิน”

ทั้งสองจึงวางถาดอาหารไว้ริมฝั่ง แล้วลงไปอาบน้ำแต่จู่ ๆ กระแสน้ำกลับแรงขึ้นคลื่นลูกหนึ่งซัดถาดอาหารลงแม่น้ำและพัดมันลอยหายไปต่อหน้าต่อตาชายหาฟืนแทบช็อกความฝันที่จะเป็นกษัตริย์ ลอยไปพร้อมกับถาดอาหารแต่ถาดนั้นไม่ได้หายไปไหนมันลอยตามน้ำลงมา จนถึงบริเวณที่ขุนนางผู้ดูแลช้างกำลังอาบน้ำให้ช้างอยู่เขาเห็นถาดลอยมา จึงสั่งคนให้เก็บขึ้นมาเมื่อเปิดดู ก็พบข้าวและเนื้อไก่อยู่ข้างในขุนนางจึงสั่งว่า“ปิดไว้ก่อน อย่าเพิ่งแตะต้อง รอข้ากลับบ้าน”
ขณะเดียวกัน ฤๅษีผู้มีญาณพิเศษมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดท่านรู้ว่า“วันนี้ ชะตาของผู้ดูแลช้างกำลังจะเปลี่ยนไป”ฤๅษีจึงเดินทางไปยังบ้านของเขาเมื่อขุนนางกลับมาถึง ก็รีบเข้าไปกราบฤๅษี และสั่งให้นำอาหารในถาดออกมาถวายแต่ฤๅษีรับเพียงข้าวส่วนเนื้อไก่ ท่านกล่าวว่า
“เนื้อนี้ เราจะเป็นผู้แบ่งเอง” ฤๅษีแบ่งเนื้อออกเป็นส่วน ๆเนื้อส่วนดีที่สุด มอบให้ขุนนางผู้ดูแลช้างเนื้อด้านนอก มอบให้ภรรยาของเขาส่วนเนื้อติดกระดูก ฤๅษีรับประทานเองเมื่อกินเสร็จ ฤๅษีกล่าวกับขุนนางว่า“อีกสามวัน เจ้าจะได้เป็นพระราชา”“จงตั้งสติ และอย่าประมาท”จากนั้นท่านก็จากไป

แต่ระหว่างการรบ พระราชากลับถูกลูกศรยิง และสิ้นพระชนม์ทันทีนายหัตถาจารย์รู้ข่าว จึงสั่งนำเงินจำนวนมากออกมา แล้วประกาศแก่ทหารว่า“ผู้ใดต้องการรางวัล จงออกไปต่อสู้เพื่อบ้านเมือง!”กำลังใจของทหารพุ่งขึ้นทันทีไม่นาน กองทัพพาราณสีก็สามารถปราบกษัตริย์ฝ่ายศัตรูลงได้เมื่อสงครามจบ เหล่าอำมาตย์จึงประชุมกันว่า “เราจะให้ใครขึ้นครองราชย์ต่อ?” มีคนกล่าวว่า “ก่อนสิ้นพระชนม์ พระราชาทรงมอบเครื่องแต่งกายและอำนาจบัญชาทัพให้นายหัตถาจารย์” “และเขาก็เป็นผู้ช่วยรักษาเมืองเอาไว้” ทุกคนจึงเห็นพ้องกันนายหัตถาจารย์ถูกอภิเษกขึ้นเป็น

พระราชาแห่งกรุงพาราณสีภรรยาของเขากลายเป็น อัครมเหสีส่วนฤๅษีผู้กินเนื้อติดกระดูก ก็กลายเป็นนักบวชผู้ได้รับความเคารพจากราชสำนักทุกสิ่งเกิดขึ้นตรงตามคำของไก่แต่คนที่จับไก่มาตั้งแต่แรก...กลับไม่ได้กินแม้แต่คำเดียว
บุญเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ไม่มีใครขโมยไปได้ทรัพย์ภายนอกอาจสูญหายอัญมณีอาจถูกแย่งบ้านเรือนอาจเปลี่ยนเจ้าของและโชคลาภที่ดูเหมือนอยู่ในวัตถุ ก็อาจเคลื่อนย้ายไปได้เสมอแต่สิ่งที่ติดตามคนเราไปจริง ๆคือการกระทำของเราเองท้ายที่สุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่า
พระราชาในเรื่องครั้งนั้น ต่อมาได้เกิดเป็น พระอานนท์
ส่วนฤๅษีผู้มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็คือ พระพุทธเจ้าในอดีตชาติ