ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

บุคคลอัศจรรย์ของโลก

Dhammaforpeople
ธรรมะเพื่อประชาชน
 

DP%2029_02.jpg

บุคคลอัศจรรย์ของโลก

        พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสชมคหบดีท่านหนึ่งเอาไว้ว่า

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงจำอุคคคหบดี แห่งบ้านหัตถีคามว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาก่อน ๘ ประการ ธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ท่านเรียกว่าอัพภูตธรรมเป็นการกระทำที่ไม่มีใครเหมือนแล้วก็ไม่เหมือนใคร เป็นคนงามความดีเฉพาะตนไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร แต่ทำเพราะเป็นธรรมชาติหรือเป็นอุปนิสัยที่ติดตัวมาข้ามภพข้ามชาติ 


        ปกติของพระพุทธเจ้านี้ พระองค์จะไม่ปกปิดความดีของคนอื่น ใครมีคุณธรรมความดีอะไร พระองค์จะทรงนำมาเปิดเผยให้คนอื่นได้อนุโมทนาและประพฤติตาม คนดีๆ จะได้บังเกิดขึ้นในสังคมในโลก ดังในสมัยพุทธกาล พระบรมศาสดาทรงสรรเสริญผู้มีธรรมอันน่าอัศจรรย์ เอาไว้หลายท่านด้วยกัน ตั้งแต่ธรรมอันน่าอัศจรรย์ของพระพากุระเถระ พระอานนท์เถระและพระสาวกองค์อื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงสาธุชนทั่วไป อย่างที่หลวงพ่อได้นำมากล่าวไว้ในตอนต้นว่า พุทธองค์ทรงสรรเสริญคหบดีท่านหนึ่งว่า เป็นผู้มีธรรมมันน่าอัศจรรย์ถึง ๘ อย่างด้วยกัน นับว่าเป็นคนอัศจรรย์คนหนึ่ง ที่สามารถฝึกฝนอบรมตนเองให้มีคุณธรรมที่ชาวโลกทั่วไปทำได้ยากยิ่ง 


        ตั้งแต่คหบดีท่านนี้ เพียงได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกลเป็นครั้งแรก ท่านก็มีจิตเลื่อมใสรู้ได้ทันทีว่า มหาบุรุษที่กำลังเดินอย่างสงบอยู่เบื้องหน้านี้ เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีกิเลส ควรเหตุการณ์เคารพบูชาที่สุด ที่ท่านรู้เช่นนี้ก็เพราะ ความที่ท่านเคยสั่งสมบุญเอาไว้ ได้ผ่านพระพุทธเจ้ามาหลายพระองค์ บังเอิญว่าภพชาตินี้ไม่ได้พบนักปราชญ์บัณฑิต ทำให้ชีวิตมัวเพลิดเพลิน อยู่กับการเที่ยวเล่นและดื่มสุราเมรัย มีนักฟ้อนมากมายคอยแวดล้อม เพราะท่านเป็นลูกของเศรษฐี แต่พอได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ขณะที่กำลังเมาสุราอยู่ก็หายเมาทันที กลับได้สติสัมปชัญญะ พร้อมกับเลิกดื่มสุราโดยเด็ดขาด นี่ก็เป็นผู้จัดทำประการที่ ๑ 


        ต่อมาเมื่อท่านมีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาชื่ออนุปุพพิกถา  ว่าด้วยเรื่องอานิสงส์ในการให้ทาน ผลแห่งการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ แล้วก็กล่าวถึงสวรรค์อันเป็นที่เสวยบุญของผู้ที่สั่งสมบุญเอาไว้อย่างดีแล้ว จากนั้นพระองค์ทรงชี้ให้เห็นโทษของกามว่า เป็นของอันต่ำทรามเศร้าหมองและอานิสงส์ในการบําเพ็ญเนกขัมมะ คือการประพฤติพรหมจรรย์ ว่าเป็นทางที่จะหลุดพ้นจากเบญจกามคุณทั้งหลายเหล่านั้น 


        เมื่อใจของอุคคคหบดีละเอียดลุ่มลึกไปตามลำดับแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศอริยสัจ ๔ ให้เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ท่านเศษฐีก็ไตร่ตรองพิจารณาธรรมไปตามลำดับ ในที่สุดท่านก็รู้เห็นชีวิตไปตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอนาคามี แต่ขณะที่ฟังธรรมครั้งแรกข้ามพ้นความสงสัยในพระรัตนตรัยทุกอย่างได้ถึงพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะตลอดชีวิตและก็ยังสมาทานสิกขาบท พร้อมกับปวารณาประพฤติพรหมจรรย์ในเพศฆราวาสตลอดชีวิตทีเดียวนะจ๊ะ อันนี้แหละเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาก่อนข้อที่ ๒ ของท่านเศรษฐี 


        ต่อมาอุคคคหบดีได้กลับไปบ้านปรึกษากับภรรยาทั้ง ๔ คนของตนว่า ท่านได้ตั้งใจสมาทานสิกขาบท ประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิต หากภรรยาของท่านปรารถนาจะใช้สมบัติหรือนำออกไปทำบุญก็ตามสะดวก จะกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมหรือประสงค์จะมีคู่ครองใหม่ก็ทำได้ เมื่อท่านกล่าวดังนี้ภรรยาทั้ง ๔ ของท่านก็ขอแต่งงานกับชายคนใหม่ ท่านคหบดีก็ไม่ได้โกรธ ไม่หึงหวงหรือมีใจแปรปรวนเลย ท่านกลับเป็นเจ้าภาพจัดงานแต่งงานให้เองซะอีก นี่ก็เป็นอัพภูตธรรมประการที่ ๓ ของท่าน


        เนื่องจากสมบัติในตระกูลของท่านน่ะมีมาก ท่านก็ทำให้เกิดประโยชน์แก่นักบวชผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมโดยไม่เลือกที่รัก ผลักที่ชังต้อนรับสมณพราหมณ์ทุกรูปที่เข้าไปหา ก่อนให้ ขณะให้และหลังให้ก็มีจิตยินดี ไม่มีความรู้สึกตระหนี่หวงแหนในทรัพย์เหล่านั้นเลย เวลาท่านจะเข้าไปหาภิกษุรูปใด ก็จะไปด้วยความเคารพนอบน้อม ไม่เคยแสดงความไม่เคารพแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าภิกษุแสดงธรรมท่านก็ตั้งใจฟัง หรือภิกษุแก้ไขหัวข้อธรรมในขั้นสูงไม่ได้ ท่านคหบดีก็จะช่วยอธิบายแก้ไขให้ นี่ก็เป็นอัพภูตธรรมประการที่ ๔ 


        ต่อมาอัพภูตธรรมประการที่ ๕ ซึ่งเป็นธรรมที่น่าอัจรรย์ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือเวลาที่ท่านนิมนต์พระสงฆ์มาฉันภัตตาหารที่บ้าน เทวดาประจำบ้านจะเข้ามาบอกว่า ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้น เป็นปัญญาวิมุต คือหลุดพ้นด้วยปัญญา รูปโน้นเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนรูปโน้นเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม แม้ได้ฟังเช่นนั้น เวลาที่ท่านถวายภัตตาหารพระ ท่านก็ไม่ทำจิตให้เกิดขึ้นว่าจะถวายแก่พระรูปนี้น้อยหรือจะถวายแก่พระรูปนี้มาก แต่ท่านมีจิตเสมอกันในภิกษุทุกรูป ท่านให้ความเคารภในพระรัตนตรัยเสมอเหมือนกันหมด เวลาที่พระภิกษุสงฆ์ได้รับหน้าที่ให้มาแสดงธรรมแก่ท่านอุคคหบดี แม้ท่านคหบดีจะรู้ว่า ธรรมที่ภิกษุรูปนี้แสดงนั้น เป็นธรรมสำหรับฆราวาสทั่วไปแต่ท่านได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ถึงกระนั้นท่านก็ตั้งใจฟังธรรมด้วยความเคารพนอบน้อมในภิกษุรูปนั้น แล้วก็เคารพในธรรมอีกด้วย ถ้าหากพระภิกษุที่มาแสดงธรรม แสดงธรรมไม่เป็นไปตามลำดับ เนื่องจากยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง แตกฉานในธรรมเพราะเป็นผู้บวชใหม่ ท่านคหบดีก็เมตตาแนะนำธรรมะให้ภิกษุรูปนั้น จนเป็นผู้แตกฉานในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่ก็เป็นอัพภูตธรรมประการที่ ๖  


        เวลาที่เทวดาเข้ามาหาแล้วบอกให้ท่านคหบดีทราบว่า ท่านคหบดีพระธรรมเป็นของดีจริงเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ท่านก็ตอบไปว่า ดูก่อนทวยเทพทั้งหลาย ไม่ว่าท่านจะมาบอกอย่างนี้ หรือไม่บอกกับข้าพเจ้าก็ตามเถิด พระธรรมก็เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วอยู่นั่นเอง เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอมตะ สมบูรณ์พร้อมด้วยอรรถะและพยัญชนะ งดงามทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและเบื้องปลาย ตามปกติแล้วคนธรรมดา เมื่อมีโอกาสเห็นเทวดาด้วยตาเนื้อและได้พูดคุยสนทนากับเทวดาด้วยแล้ว จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีบุญมีโชค ที่ได้เห็นเทวดาด้วยตาเนื้อ แต่ท่านคหบดีกลับมีใจเป็นปกติ ไม่แสดงอาการดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านพูดคุยกับเทวดาเหมือนคุยกับมนุษย์ด้วยกัน นี่ก็เป็นธรรมอันน่าอัสจรรย์ที่หาได้ยาก ประการที่ ๗ 


     ประการสุดท้ายคือ ท่านเป็นผู้ไม่พิจารณาเห็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไปแล้วว่า ยังละไม่ได้

โอรัมภาคิยสังโยชน์ก็คือ 
สักกายทิฏฐิ   [ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตัว]
วิจิกิจฉา   [ความสงสัยในพระรัตนตรัย]
สีลัพตปรามาส  [ความยึดมั่นในศีลหรือพรตผิดๆ]
กามฉันทะ  [ความพอใจในกาม]
พยาบาท  [ความคิดเบียดเบียนแก้แค้นผู้อื่น] 


        สังโยชน์ ๕ เหล่านี้ของท่านหลุดหมดเลย นี่ก็เป็นอัพภูตธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยากมาก สำหรับฆราวาสทั่วไปนะจ๊ะ หลวงพ่อได้นำมาบอกเล่าให้ลูกๆ ได้รับฟังกันในวันนี้ ก็เพื่อจะได้เป็นทิฏฐานุคติ เป็นแบบอย่างในการฝึกฝนอบรมตนเองว่า แม้เป็นฆราวาสผู้อยู่ครองเรือน ก็สามารถที่จะดำรงชีวิตอย่างถูกต้องและปลอดภัยได้เช่นกัน และจะได้มีกำลังใจที่จะสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้นให้ลูกทุกคนหมั่นฝึกฝนกาย วาจา ใจให้สะอาดบริสุทธิ์ พัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่สมบูรณ์ทุกเวลานาที ให้โลกใบนี้เป็นโลกแห่งการสร้างบารมีอย่างแท้จริง ทำไปจนกว่าเราจะถึงจุดหมายปลายทาง คือที่สุดแห่งธรรมกันนะจ๊ะ                                                                                                                          


 พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 

 
 
 
 
 
 
 
บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -
 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล