

มีวาระพระบาลีที่กล่าวเอาไว้ใน สารภังคชาดกว่า
บุคคลอดทนต่อถ้อยคำของผู้ที่สูงกว่าได้ เพราะความกลัว อดทนต่อถ้อยคำของผู้เสมอกันได้เพราะเหตุแห่งความแข่งดี ส่วนผู้ใดในโลกนี้อดทนต่อถ้อยคำของผู้ต่ำกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่า ความอดทนนั้นสูงสุด
ความอดทนมาจากภาษาบาลีว่า ขันติหมายถึงการรักษาปกติภาวะของตนเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันไม่พึงปรารถนาก็มีความมั่นคงหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน โดยเฉพาะการเดินทางไกลไปสู่อายตนะนิพพาน ต้องอาศัยขันติธรรมเป็นตระบะธรรมอย่างยิ่ง ต้องอดทนต่อถ้อยคำของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเรา ซึ่งมียศตำแหน่งสูงกว่าเรา เสมอกับเรา แล้วต่ำกว่าเราก็มี
อุปสรรคที่เราจะต้องพบเจอในเส้นทางการสร้างบารมีนั้นน่ะมีมากมาย เหมือนการล่องเรือไปในมหาสมุทรที่เวิ้งว้าง เมื่อยังมองไม่เห็นฝั่ง ก็ต้องประสบกับมรสุมรอบด้านที่พร้อมจะพัดผ่านเข้ามาสู่นาวาชีวิตจำเป็นจะต้องอาศัยความอดทนและกำลังใจที่สูงส่ง ถึงจะสามารถฝ่าฟันข้ามอุปสรรคไปสู่ฝั่งได้
โลกใบนี้แม้บางครั้งดินอากาศฟ้าจะไม่เป็นใจ บางครั้งก็หนาวร้อนเกินไปบ้าง แต่ก็ให้รับรู้รับทราบเอาไว้ว่า ที่นี่แหละเป็นศูนย์กลางในการสั่งสมบุญบารมีได้ดีที่สุด ดังนั้นอย่าเอาความหนาวร้อนเอามาเป็นข้อแม้ข้ออ้าง ในการสั่งสมบุญกุศลให้กับตัวเองนะจ๊ะ
หลวงพ่อมีตัวอย่างเกี่ยวกับพระมหาเถระ ที่ท่านอดทนต่อสภาวะดินอากาศฟ้ามาเล่าให้ลูกๆ ได้รับฟังกัน ซึ่งเป็นต้นแบบที่หน้าเอาอย่างทีเดียว เพราะว่าท่านตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม แม้แต่จะร้อนเพียงไรก็ไม่ได้ใส่ใจ มุ่งมั่นทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ในกลางของกลางเรื่อยไป พระเถระผู้ทรงคุณธรรมรูปนี้ชื่อว่า พระโลมสนาคเถระ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายแล้วท่านก็รักในการบำเพ็ญภาวนามาก
มีอยู่วันหนึ่งท่านทำสมาธิอยู่กลางแจ้งแดดยิ่งเปรี้ยง เหงื่อไหลท่วมตัว พระลูกศิษย์ก็มานิมนต์ให้ท่านเข้าไปนั่งในร่มซึ่งอากาศเย็นสบาย แต่ท่านบอกลูกศิษย์ด้วยถ้อยคำที่น่าทึ่งว่าก็เพราะกลัวต่อความร้อนนั่นแหละ จึงไม่ลุกเป็นนั่งในที่ร่ม เนื่องจากท่านเคยตกนรกได้รับความเร่าร้อนมาหลายภพหลายชาติ ท่านรู้ซึ้งถึงความร้อนในอเวจีมหานรก ไม่อยากกลับไปทนทุกข์ทรมานอย่างนั้นอีก ส่วนอากาศร้อนรอบกายนี้ ร้อนไม่ถึงเศษเสี้ยวของความร้อนในมหานรก ว่าแล้วท่านก็ทำใจหยุดให้หยุดนิ่งในนิ่งเรื่อยไป จนในที่สุดท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์กลางแจ้งนั่นเอง
นี่ก็เป็นตัวอย่างของความอดทนต่อดินอากาศฟ้านะจ๊ะ ถ้าใจเราเยือกเย็นเสียแล้วอะไรๆ มันก็ไม่เป็นปัญหา ผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า ในเวลาเกิดความลำบาก บุคคลใดอดทนความลำบากได้ บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นไปตามความลำบาก บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ย่อมบรรลุสุขปราศจากเครื่องประกอบอันเป็นที่สุดแห่งความลำบากได้
การที่พวกเรามาสร้างบารมีกันเป็นหมู่คณะใหญ่ จำเป็นต้องอดทนต่อการกระทบกระทั่งให้มาก ต้องรักษาภาวะปกติของตัวไว้ให้ดี อย่าให้ใจขุ่นมัว มีเทวดำรัสของท้าวสักกะกล่าวไว้ว่า “ผู้ใดโกรธตอบผู้ที่โกรธก่อนแล้ว ผู้นั้นกลับเป็นคนเลวกว่าผู้ที่โกรธก่อน ผู้ที่ไม่โกรธต่อบุคคลผู้กำลังโกรธอยู่ ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ชนะสงครามอันชนะได้ยากยิ่ง เพราะความโกรธสามารถเผาผลาญใจตนเองให้รุ่มร้อน เผาผลาญคุณธรรมในตัวที่เคยสั่งสมมามากมายให้พังพินาศไปได้”
ให้ดูตัวอย่างพระบรมศาสดาของเรา ที่ทรงอดทนต่อถ้อยคำหยาบคาย ของผู้ที่ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เรื่องมีอยู่ว่า นางมาคันทิยามีจิตอาฆาตต่อพระพุทธองค์ ที่ไม่ยอมรับนางเป็นภรรยา อีกทั้งพระองค์ยังกล่าวถึงโทษในสังขารของนางว่า เป็นของไม่งาม เต็มไปด้วยมูตรคูถและกรีส เมื่อนางได้เป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทน จึงหาทางแก้แค้นด้วยการจ้างคนไปตามด่าว่าพระพุทธองค์
พวกมิจฉาทิฐิผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้ติดตามพระบรมศาสดา ซึ่งกำลังเสด็จเข้าไปในเมือง พวกเขาชี้หน้าด่าบริภาษด้วยถ้อยคำหยาบคาย สมัยก่อนเขามีคำด่าอยู่ ๑๐ อย่างคือด่าว่า… เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นโค เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็นสัตว์เดียรัจฉาน สุคติไม่มีสำหรับเจ้า ทุคติเท่านั้นเป็นที่ไปของเจ้า
พระอานนท์กราบทูลพระบรมศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวเมืองพากันด่า พากันบริภาษพระองค์และหมู่สงฆ์ พวกเราไปจากเมืองนี้เถิด พระเจ้าข้า”
พระบรมศาสดาตรัสถามว่า “จะไปไหนล่ะ อานนท์”
“ไปเมืองอื่น พระเจ้าข้า”
“หากมนุษย์ในเมืองอื่นพากันด่าบริภาษ แล้วเราจักไปที่ไหนต่ออานนท์”
“ไปเมืองอื่นต่อ พระเจ้าข้า”
พระบรมศาสดาทรงห้ามว่า “อานนท์ การทำอย่างนั้นไม่ควร อธิกรณ์เกิดขึ้นในที่ใด ก็ควรดับอธิกรณ์ในที่นั้น เมื่ออธิกรณ์สงบจึงสมควรไปเมืองอื่น ดูก่อนอานนท์ เราตถาคตเป็นเช่นช้างที่เข้าสู่สงคราม การอดทนต่อลูกศรที่แล่นมาจากทิศทั้งสี่ เป็นภาระของช้างที่เข้าสู่สงคราม ฉันใด ชื่อว่าการอดทนต่อถ้อยคำที่ชนผู้ทุศีลกล่าวแล้ว เป็นภาระของเรา ฉันนั้น”
นี่เป็นตัวอย่างที่พระบรมศาสดา ทรงประสบด้วยพระองค์เอง เพียง ๗ วันเท่านั้น ผู้ที่มาตามด่าว่าบริภาษพระองค์ก็เลิกหมด แล้วเปลี่ยนมาฟังธรรม จนสำเร็จเป็นพระโสดาบันกันมากมาย นี่ก็เพราะอาศัยความอดทน และมหากรุณาอันหาประมาณมิได้ของพระพุทธองค์ ทำให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาได้จนถึงทุกวันนี้
โบราณท่านกล่าวไว้ว่า ให้ทำตาเหมือนตาไม้ไผ่ ให้ทำใจเหมือนแผ่นดิน ได้ยินเรื่องราวอะไรก็ให้ทำหูเหมือนหูกระทะ ทำตนเองให้เหมือนผ้าเช็ดเท้า ตาไม้ไผ่มันไม่มีความรู้สึกอะไร ใครเดินผ่านไปผ่านมามันก็เฉย เห็นสักแต่ว่าเห็น ไม่ยินดียินร้ายอะไร และทำใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ไม่ว่าจะโดนเหยียบโดนย่ำสักกี่เท้า แผ่นดินก็ไม่ได้ไปเดือดเนื้อร้อนใจ ยังคงสงบนิ่งเฉย ดังนั้นเราต้องรักษาใจให้เป็นกลางๆ อย่าได้ไปยินดียินร้ายกับเสียงใดๆ
ท่านสอนให้ทำหูเหมือนหูกระทะ ประโยชน์ของหูกระทะ คือ มีไว้แขวนหรือหิ้ว บางเรื่องเราเอาหูไปฟัง ฟังแล้วก็ไม่สบายใจก็อย่าไปฟัง ให้เอาอย่างหูกระทะ ให้อดทนเหมือนผ้าเช็ดเท้า ไม่ว่าจะสกปรกเลอะเทอะแค่ไหน ผ้าเช็ดเท้าก็ไม่เคยบ่น ทำหน้าที่ชำระความสะอาดให้กับทุกผู้คนด้วยความอดทนยิ่ง
วิธีฝึกความอดทนให้ยิ่งขึ้นไปที่เยี่ยมที่สุด คือ การฝึกสมาธิให้มากๆ เพราะขันติ คือ ความอดทนเป็นตบะธรรมอย่างยิ่ง เมื่อมีความอดทนสมาธิก็จะเกิด ขันติจะหนักแน่นได้ ต้องมีสมาธิรองรับ สมาธิจะก้าวหน้าได้ก็ต้องมีขันติธรรมอย่างสม่ำเสมอ อุปมา... ถ้ามือซ้ายเหมือนขันติ สมาธิก็เหมือนมือขวา ถ้าเราจะล้างมือ ล้างข้างเดียวก็ไม่สะอาด ต้องช่วยกันทั้งสองมือ การชำระใจให้สะอาดย่อมต้องอาศัยคุณธรรมทั้งสองอย่างนี้ด้วยกัน และต้องอดทนต่อกิเลสเย้ายวนใจ ที่ทำให้หลงไปเกาะติดอยู่ในบ่วงแห่งมาร คือ เบญจกามคุณ ๕ ที่ทำให้ใจของเราเหินห่างจากทางของพระนิพพาน
ดังนั้น ให้หมั่นสวดมนต์ภาวนา ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์เสมอ กิเลสอาสวะจะได้ไม่มามีอิทธิพลเหนือชีวิตจิตใจของเรา เราจะเป็นผู้ชนะตลอดไปทุกภพทุกชาติ เพราะดำรงตนอยู่บนความไม่ประมาทนั่นเอง
พระธรรมเทศนาโดย: พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
*มก. อรรถกถาสัพพาสวสังวรสูตร เล่ม ๑๗ หน้า ๑๘๓