
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

บุญรักษาเทวดาคุ้มครอง
ทุกครั้งที่เราสร้างความดี บุญก็จะเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกาย เป็นกระแสความบริสุทธิ์ที่ใสสว่าง เหมือนเพชรลูกที่เจียระไนแล้วยามต้องแสงสว่างจากพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน กระแสบุญก็จะรวมเป็นดวงเรียกว่าดวงบุญ ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเราทุกคน ดวงบุญนี้จะเป็นต้นเหตุแห่งความสุขและความสำเร็จ เมื่อเราปรารถนาสิ่งใดก็ให้อธิษฐานจิตอยู่ที่กลางดวงบุญนั้น คำอธิษฐานจิตของเราก็จะเกิดเป็นภาพในใจ แล้วจะเป็นผังสำเร็จติดอยู่ในกลางกาย ถ้าเราทำซ้ำบ่อยๆ ผังนี้ก็จะหนาแน่น ทำให้ผลสำเร็จเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น เราต้องหมั่นนึกถึงบุญและอธิษฐานจิต ตอกย้ำที่ศูนย์กลางกายบ่อยๆ เพื่อผังสำเร็จจะได้กลายเป็นผลสำเร็จต่อไปนะจ๊ะ
สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย ธรรมบทความว่า
ใครๆ ไม่อาจเพื่อจะนับบุญของบุคคลผู้บูชา ซึ่งท่านผู้ควรแก่การบูชาคือพระพุทธเจ้าหรือเหล่าพระสาวก ผู้ก้าวล่วงปปัญจธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้มีความเศร้าโศกและความคร่ำครวญอันข้ามพ้นแล้ว และไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชา ซึ่งท่านผู้ควรแก่การบูชาเหล่านั้น ผู้นิพพานแล้วไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ไม่ว่าจะนับบุญด้วยวิธีการใดก็ตาม ว่าบุญนี้มีประมาณเท่านี้
การดำรงชีวิตอยู่ในสังสารวัฏนั้น จำเป็นจะต้องมีกัลยาณมิตร คอยแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องให้ ชีวิตของเราจะได้ปลอดจากภัยในวัฏสงสารที่น่าสะพรึงกลัว เนื่องจากเรายังไม่สมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน เราจึงจะต้องมีกัลยาณมิตรหรือมีครูคอยชี้แนะ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกผู้ทรงคุณธรรม คือยอดกัลยาณมิตรที่ดีที่สุด การบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นนิตย์ ด้วยวัตถุสิ่งของต่างๆ อันควรแก่การบูชาอันใดก็ตาม เรียกว่าเป็นอามิสบูชา
การบูชาด้วยอามิสบูชานั้น นอกจากได้บุญใหญ่แล้ว ยังส่งผลให้มีใจผูกพัน ระลึกถึงท่านบ่อยๆ เมื่อนึกถึงท่านเหล่านั้นบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ ที่จะศึกษาชีวประวัติแห่งการสร้างบารมีและธรรมะจากท่าน และน้อมนำธรรมะเหล่านั้นไปปฏิบัติตาม เพื่อบูชาพระคุณท่านด้วยความเคารพเลื่อมใส ถือว่าเป็นการปฏิบัติบูชา เมื่อเรามีท่านเป็นต้นบุญต้นแบบ ในไม่ช้าเราก็จะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบเหมือนเช่นท่านไปด้วย ทั้งนี้เพราะบุญที่เกิดจากการบูชาบุคคลผู้ควรบูชามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นบุญที่มากมายมหาศาล ยากที่บุคคลธรรมดาทั่วไปจะนับจะประมาณได้
ดังพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า "บุคคลผู้มีจิตเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จักไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัป" เมื่่อเราได้ทราบว่า การบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้นทางแห่งบุญอันมหาศาล เราจึงควรหมั่นบูชาท่านทั้งอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา โดยเฉพาะการปฏิบัติบูชานั้นถือว่าเป็นการบูชาอย่างสูงสุด ซึ่งเราก็สามารถปฏิบัติบูชาด้วยวิธีง่ายๆ คือให้มีพุทธองค์อยู่ในใจ โดยหมั่นนึกถึงองค์พระแก้วใสไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ตลอดเวลา บุญอันมหาศาลก็จะได้บังเกิดขึ้นในใจเราตลอดเวลานะจ๊ะ
สำหรับวันนี้หลวงพ่อมีเรื่องราวของบุคคลผู้ที่มีความเคารพ เลื่อมใสศรัทธาและหมั่นบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประจำ เมื่อถึงยามมีภัยก็นึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และน้อมเอาพุทธองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึก จนในที่สุดเขาก็ผ่านพ้นภยันตรายนั้นมาได้โดยสวัสดิภาพ เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลมีอุบาสกคนหนึ่งเป็นอริยสาวก ผู้มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย วันหนึ่งท่านได้เดินทางไปวัดพระเชตวัน เดินทางมาถึงฝั่งแม่น้ำอาจิรวดีในตอนเย็น เพื่อจะขึ้นเรือข้ามฟากไปวัดพระเชตวัน แต่บังเอิญว่าในเย็นวันนั้น คนพายเรือก็ไปฟังธรรมที่วัดพระเชตวันเหมือนกัน ไม่ได้ทำหน้าที่พายเรือเหมือนวันก่อนๆ ทำให้อุบาสกหาเรือข้ามฟากไม่ได้
แต่ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าในการฟังธรรม อุบาสกได้เจริญพุทธานุสติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ แล้วเดินลงไปในแม่น้ำก็ข้ามฝาก เขาเดินไปบนน้ำโดยที่เท้าไม่เปียกน้ำเลย ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุภาพ เขาสามารถเดินบนผิวน้ำเหมือนกับเดินบนพื้นดิน แต่เมื่อใดที่ปีติในพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ของเขาเริ่มอ่อนกำลังลง เท้าของเขาก็เริ่มจะจมน้ำ เขาจึงรักษาปีติในพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้ตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้ง จนสามารถเดินข้ามแม่น้ำได้สำเร็จ จากนั้นจึงเดินทางต่อไปจนถึงพระเชตวัน ได้ถวายความเคารพต่อพระบรมศาสดาแล้วนั่งในที่อันเหมาะสม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำการต้อนรับและตรัสถามว่า "อุบาสกท่านคงจะเดินทางมาถึงพระเชตวันโดยไม่เหน็ดเหนื่อยมากนักกระมัง" อุบาสกกราบทูลว่า "ข้าแต่พระบรมศาสดาผู้เป็นที่พึ่งของโลก ข้าพระองค์ยึดเอาปีติมีพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ จึงได้ที่พึ่งในการเดินทาง ข้าพระองค์ได้เดินบนผิวน้ำข้ามฟากมา เหมือนกับเหยียบแผ่นดิน จนถึงวัดพระเชตวันพระเจ้าข้า" พุทธองค์สดับแล้วจึงตรัสว่า "ดูก่อนอุบาสก มิใช่แต่เพียงท่านเท่านั้นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วได้ที่พึ่ง แม้แต่การก่อนอุบาสกทั้งหลาย ก็ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วได้ที่พึ่ง ขณะที่เรือกำลังอัปปางท่ามกลางมหาสมุทร"
เมื่ออุบาสกปรารถนาที่จะทราบรายละเอียดของเรื่องนี้ ด้วยพระเมตตา พระบรมศาสดาจึงนำเรื่องในอดีตกาลที่เกิดขึ้น มาตรัสเล่าให้ฟังว่า ในอดีตกาลในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอุบาสกคนหนึ่งได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ได้เดินทางโดยสารเรือไปกับช่างกัลบกคนหนึ่ง ภรรยาของช่างกัลบกนั้นได้ฝากฝังช่างกัลบกนั้น ให้อุบาสกช่วยดูแลด้วย เมื่อเดินทางถึงวันที่ ๗ เรือเดินทางเกิดอับปางลงกลางมหาสมุทร ทั้งสองคนได้เกาะแผ่นกระดานลอยมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง เมื่อความหิวเกิดขึ้น ช่างกัลบกจึงได้จับนกฆ่าแล้วก็ปิ้งกิน แล้วได้แบ่งให้อุบาสกกิน แต่อุบาสกไม่รับเพราะเกรงกลัวจะมีส่วนในบาปกรรมนั้น
เขาคิดสอนตัวเองว่าที่นี่ นอกจากพระรัตนตรัยแล้ว ที่พึ่งอื่นสำหรับเราไม่มี จึงระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ขณะที่เขากำลังระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่นั้น พญานาคที่เกิดในเกาะแห่งนั้น ได้เนรมิตร่างเป็นเรือลำใหญ่มีเทวดาประจำสมุทรเป็นมาณพต้นหน เรือลำนั้นเต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการมีเพชรนิลจินดาแก้วแหวนเงินทองเยอะแยะมากมาย เสากระโดนทั้ง ๓ ก็ทำจากแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือทำด้วยทองคำ เชือกถักทอด้วยเงิน คันใบทำด้วยทองคำ เทวดาประจำสมุทรยืนอยู่บนเรือแล้วก็ประกาศว่า "มีใครจะเดินทางไปชมพูทวีปมีบ้างไหม"
อุบาสกได้ยินดังนั้นแล้วจึงบอกว่า จะขอเดินทางไปด้วย พญานาคแปลงจึงนำอุบาสกขึ้นเรือ เมื่ออุบาสกขึ้นเรือนแล้วก็เรียกให้ช่างกัลบกขึ้นตามมาด้วย เทวดาประจำสมุทรเห็นเช่นนั้นจึงร้องห้ามว่า ขึ้นได้เฉพาะท่านคนเดียวเท่านั้นส่วนคนนั้นขึ้นไม่ได้ อุบาสกถามว่าเหตุใดจึงขึ้นไม่ได้ เทวดาตอบว่าเพราะเขาไม่มีศีลไม่มีอาจาระ ที่ข้าพเจ้านำเรือมาก็ก็เพราะท่านผู้เดียว ซึ่งเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ ไม่ใช่เพื่อช่างกัลบกผู้ทุศีลเลย
อุบาสกจึงกล่าวกับช่างกัลบกว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะให้ส่วนบุญจากทานที่เราให้ จากที่ศีลเรารักษา แล้วจากภาวนาที่เราอบรมาดีแล้วแก่ท่าน เมื่อช่างกัลบกอนุโมทนาบุญ เทวดาจึงอุ้มทั้งสองคนพาออกจากมหาสมุทรไปถึงกรุงพาราณสี แล้วก็ได้บันดาลทรัพย์สมบัติมากมายให้เกิดในเรือนของคนทั้งสองด้วยเทวานุภาพ เทวดาประจำสมุทรได้ยืนอยู่กลางอากาศ เมื่อจะแสดงธรรมจึงได้กล่าวสรรเสริญคุณของการสมาคมกับบัณฑิตว่า ท่านจงดูผลของศรัทธา ศีล จาคะนี้เถิด พญานาคเนรมิตรเพศเป็นเรือพาอุบาสกผู้มีศรัทธานี้ไป บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุเถิด พึงทำความสนิดสนมกับสัตบุรุษเถิด เพราะหากช่างกัลบกไม่ได้สมาคมกับอุบาสกนี้ ก็จะพินาศในท่ามกลางมหาสมุทร แต่เขาถึงความสวัสดีภาพได้ก็เราะได้อยู่ร่วมกับสัตบุรุษ
จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ควรค่าที่สุดที่จะอยู่ในใจของเราตลอดเวลา ไม่ใช่คนสัตว์หรือสิ่งของอะไรเลย เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เมื่อถึงยามมีภัยก็พึ่งพาอาศัยเอาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ และหากนึกถึงหรือเก็บเข้ามาไว้ในใจก็ไม่มีประโยชน์อันใด มีแต่จะทำให้ใจหมอง แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ควรค่าที่สุดที่จะอยู่ในใจเราตลอดเวลาก็คือ พระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งที่ระลึกให้แก่เราได้ตลอดเวลา ทั้งในภพนี้แล้วภพหน้า ฉะนั้นเราต้องหมั่นนึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ให้ต่อเนื่องตลอดเวลาและฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายในเรื่อยไป จนกว่าจะได้เข้าถึงพระธรรมกายซึ่งเป็นแก่นของรัตนตรัยกันทุกคนนะจ๊ะ
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)