ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

ผู้เป็นแสงสว่างแห่งโลก

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD_%200230_01.jpg

ผู้เป็นแสงสว่างแห่งโลก


                     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ว่า 

                              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื้อมไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี 

                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรดีกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป

 

 

                 มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยหนึ่งมีพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า อังคติ ทรงเสวยราชสมบัติในกรุงมิถิลามหานคร ณ วิเทหรัฐ ทรงเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการรบมาก เมื่อกรีธาทัพไปโจมตีข้าศึก หรือแสวงหาเมืองขึ้น ก็ทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง 

 

                   ในคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงคือหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัศน์ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์แจ่มกระจ่าง ส่องสว่างกลางรัตติกาล เห็นแล้วก็ทรงมีความสบายพระทัย จึงปรึกษากับอำมาตย์ที่ปรึกษาทั้ง ๓ ท่านว่า คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่าง เราควรจะเสด็จไปที่ไหนดี 

 

                  อลาตมหาอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นก็กราบทูลว่า ขอให้พระจัดกองทัพไปรบกับข้าศึกตามหัวเมืองต่างๆ ที่ยังไม่ได้ขึ้นตรงต่อเมืองของเรา ต่อจากนั้นสุนามอำมาตย์ก็ทูลขึ้นว่า ในเมื่อพระองค์มีทรัพย์สมบัติมากมายแล้ว ควรแสวงหาความสุขจากสมบัติเหล่านั้นให้เต็มที่ สมกับความเหนื่อยยากที่ได้ออกไปรบทัพจับศึก และได้ชัยชนะกลับมา

 

                 เมื่อพระราชาสดับถ้อยคำของอำมาตย์ทั้งสองท่านแล้ว ก็ส่งนิ่งยังไม่ตัดสินพระทัยอะไร ส่วนอำมาตย์อีกท่านหนึ่งชื่อวิชย ได้กราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น เราควรเข้าไปหานักปราชญ์ผู้ทรงความรู้ สนทนาธรรมกับท่าน เพื่อประดับสติปัญญาเถิดพระเจ้าค่ะ

 

                  เมื่อพระเจ้าอังคติราชสดับเช่นนั้นก็ทรงเห็นดีด้วย อลาตมหาอำมาตย์จึงแนะว่า  มีนักปราชญ์ท่านหนึ่งซึ่งเขาลือกันว่าเป็นพหูสูทร พูดจาไพเราะเป็นเจ้าคณะ พวกเราน่าจะไปกราบท่าน

 

                 เมื่อสดับดังนั้นพระราชาก็ทรงเห็นชอบ จึงรับสั่งให้จัดขบวนทัพเข้าไปหาอเจลกะ พอเสด็จไปถึงก็ได้สนทนากันถึงเรื่อง การทำบุญให้ทานว่า มีผลเป็นอย่างไร บุญบาปมีจริงไหม อเจลกก็บอกว่า การทำความดีน่ะมันไม่ดีหลอก คนเราเมื่อทำความชั่วหรือทำความดี พอทำไปถึงระยะหนึ่งแล้วประมาณ ๘๔ กัป ทุกคนก็จะบริสุทธิ์หมด เพราะฉะนั้น ผลของการทำความชั่วความดีน่ะไม่มี 

 

                    พระราชาทรงสดับเช่นนั้นก็หลงเชื่อ เพราะทรงเข้าพระทัยว่าบุคคลผู้ไม่มียางอาย มีหนวดเครายาว ไม่ได้นุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์อะไรเลย คงจะเป็นผู้หมดกิเลสแล้ว จึงดำหริว่า จริงสินะสมัยก่อนเราเคยคิดว่าบุญบาปมีจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง เราน่ะคิดผิดไปแล้ว เราจะต้องเลิกทำความดีทุกอย่าง 

 

                เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร จึงรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งหมด จัดงานรื่นเริงภายในพระราชวัง หลังจากนั้นพระราชาก็ไม่ออกว่าราชการอีกเลย ทรงประพฤติผิดศีลธรรมอยู่เป็นนิจ จนกระทั่งถึงวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ พระราชธิดาพระนามว่ารุจาราชธิดา ซึ่งเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในธรรม ก็เข้ามากราบทูลพระราชาให้ทำทานแก่พวกยาจก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่า ลูกสมัยก่อนพ่อน่ะให้ทรัพย์ลูกครั้งละ ๑,๐๐๐ กหาปณะให้เจ้านำไปทำบุญ พ่อว่าพ่อคิดผิดแล้ว เพราะพ่อไปถามพระอรหันต์มาแล้ว ท่านบอกว่าการทำความดีนั้นไม่มีผลหรอก ทำความชั่วก็ไม่มีผล เมื่อไปถึงระยะหนึ่งแล้วก็จะบริสุทธิ์เอง  

 

                แล้วพระองค์ก็ยกตัวอย่างของขอทานคนหนึ่ง ที่ได้ยืนยันถึงถ้อยคำของอเจลกะ ในครั้งที่ได้เข้าไปสนทนา ถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษในครั้งนั้น ซึ่งขอทานนั้นก็ได้กล่าวว่า ข้าพระองค์ขอยืนยันว่า บาปบุญคุณโทษไม่มี เพราะข้าพระองค์สามารถจะระลึกชาติได้ ๑ ชาติ สมัยก่อนข้าพระองค์เป็นเศรษฐีในเมืองแห่งหนึ่ง ตั้งใจหมั่นทำบุญทำทานไม่เคยขาด แล้วทำไมชาตินี้ข้าพระองค์ทั้งกลายเป็นคนขอทานล่ะ ทำไมความดีที่ทำเอาไว้ถึงไม่ส่งผลล่ะ

 

                     ต่อจากนั้นพระองค์ก็ตรัสถึงถ้อยคำของ อลาตมหาอำมาตย์มหาอำมาตย์ ที่ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตของตน ให้พระองค์ในครั้งที่เข้าไปสนทนากับอาเจลกะเช่นกันว่า พระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์ก็ระลึกได้ ๑ ชาติขอยืนยันว่าในชาติที่แล้ว ข้าพระองค์เป็นนายพรานฆ่าโคเอาเนื้อมาขายในตลาด ทำกรรมอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิต แต่ทำไมผลกรรมที่ข้าพระองค์นั้นไม่เห็นตามส่งผลเลย ชาตินี้ข้าพระองค์กลับได้เป็นอำมาตย์ เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ แสดงว่าผลของการทำความชั่วไม่มี

 

                   ฝ่ายพระราชธิดาเองก็สามารถระลึกชาติในอดีตได้ถึง ๗ ชาติแล้วยังระลึกชาติในอนาคตได้อีกถึง ๗ ชาติได้กราบทูลพระราชาว่า ๒ คนนั้นน่ะระลึกชาติได้เพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น ความเห็นยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ เพราะว่าการที่ขอทานเขาระลึกชาติได้ว่า สมัยหนึ่งน่ะเป็นเศรษฐีและอดีตชาติของเศรษฐีคนนี้เนี่ย ครั้งหนึ่งเคยทำวิบากกรรมขัดลาภ ของพระอรหันต์รูปหนึ่ง ผลกรรมนั้นจึงส่งผลให้กลายเป็นคนขอทาน ส่วนท่านอำมาตย์ที่เคยเป็นคนฆ่าโค เพราะว่าในภพชาติก่อนหน้านั้นน่ะ ได้เอาดอกอังกาบไปบูชาที่พระเจดีย์ ผลบุญนั้นจึงส่งผลให้มาเป็นมหาอำมาตย์ 

 

                     พระราชาแม้ได้สดับเช่นนั้นก็ไม่ทรงเชื่อพระธิดา เพราะถือว่าคำพูดของเจลกะ ที่ตัวเองนับถือนั้นน่ะเป็นจริงกว่า 

 

                   ฝ่ายราชธิดารู้ว่าพระบิดาทรงคบคนพาลทำให้กลายเป็นมิจฉาทิฐิ จึงอธิษฐานจิตว่า ถ้าหากว่าผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมีอยู่จริง ก็ขอให้มาช่วยแก้ทิฐิของพระบิดาด้วยเถิด ในขณะนั้นพระพรหมชื่อนารทะ ได้ทราบด้วยญาณของท่าน ก็อันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระราชา พระราชาเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นก็ตกพระทัย เพราะคิดว่าแสงสว่างนี้จะมาทำร้ายตัวเอง จึงตรัสถามว่าท่านน่ะเป็นใคร เป็นอสูรหรือว่าเป็นยักษ์

 

                     พระพรหมก็เลยบอกว่าท่านน่ะเป็นพรหม ที่มาคราวนี้ก็จะมาเตือนพระราชาว่า เรื่องการทำความดีความชั่วนั้นน่ะมีจริง พระราชาตรัสว่าถ้ามีจริงอย่างนั้นข้าพเจ้าขอยืม ๕๐๐ กหาปณะกับท่าน แล้วจะใช้คืนให้ท่าน ๑,๐๐๐ กหาปณะในชาติหน้าก็แล้วกัน พระพรหมมบอกว่าหากท่านยืมไปแล้ว คงไม่มีโอกาสคืนให้ข้าพเจ้าได้หรอก เพราะว่าท่านมัวประพฤติผิดศีลผิดธรรมอยู่อย่างนี้แหละ เมื่อตกนรกแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้คืนข้าพเจ้า

 

                       จากนั้นพระพรหมก็ได้พรรณาถึงความทุกข์ทรมานในนรก ให้พระราชาได้สดับ พระราชาสดับแล้วก็สลดพระทัยเกิดความเกรงกลัว พระพรหมจึงแสดงหนทางไปสวรรค์ว่า ถ้าจะพ้นจากนรกได้ต้องทำทานรักษาศีลและเจริญภาวนา มีเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อทำได้อย่างนี้แหละจึงจะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป 

 

                    อาศัยมหากรุณาของพระพรหมมาช่วยเป็นกัลยาณมิตรให้ในครั้งนั้น ทำให้พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ต่างก็หันกลับมาปกครองประเทศชาติโดยธรรม และก็หมั่นสั่งสมบุญตามที่ได้รับคำแนะนำ ละโลกแล้วก็ได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์

 

                      เห็นไหมจ๊ะ ว่าการคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร เป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของเรา ผู้คนในโลกนี้น่ะมีมากมาย ซึ่งก็มีทั้งคนพาลและบัณฑิต มีทั้งมิตรแท้และมิตรเทียม ถ้าเราคบกับใครแล้วคนๆ นั้นก็มีส่วนในการตัดสินใจให้กับตัวเรา หรือบางครั้งอาจจะมีอิทธิพลต่อเราเป็นอย่างมากก็ได้ ถ้าปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิต ก็ต้องรู้จักเลือกคบสมาคมกับนักปราชญ์บัณฑิต ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง เลือกคบแต่คนดีๆ นะจ๊ะ

 

                         พระผู้มีพระภาคเจ้าได้สรรเสริญ ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรเอาไว้ว่า บุคคลผู้คบหากัลยาณมิตร แม้ตัวเองจะเป็นคนพาลก็อาจเป็นบัณฑิตได้เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเป็นนิมิตหมาย คือแสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้นน่ะเป็นนิมิตมาก่อน เมื่อความบังเกิดแห่งอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ คือความเป็นผู้มีมิตรดี

 

                     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดีพึงหวังข้อนี้ได้ว่า จะเจริญอริยมรรคประกอบไปด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบไปด้วยองค์ ๘ นั่นหมายความว่ามรรคมีองค์ ๘ จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตรนี่แหละ เพราะฉะนั้นเราทุกคนต้องคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร แล้วก็ทำตนเป็นกัลยาณมิตรให้กับคนอื่น เป็นแสงสว่างให้กับชาวโลก โลกนี้จะได้สว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรมตลอดไปนะจ๊ะ 
 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล