ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

การสั่งสอนของอารยชน

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD%200309_01.jpg 

การสั่งสอนของอารยชน

            ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หมดกิเลส ก็ต้องสั่งสมบุญบารมีกันต่อไป เพราะบุญเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ถ้าบุญบารมีเต็มเปี่ยมเมื่อไหร่กิเลสอาสวะก็หมดเมื่อนั้น ดังนั้นเราต้องสั่งสมบุญกันทุกวันทุกวินาทีนะจ๊ะ ให้มีจิตใจเยี่ยงพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ที่สร้างบารมีอย่างเต็มที่โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทุกลมหายใจของเรา ก็มีแต่การสั่งสมบุญบารมีอย่างท่าน และใจของเราก็จะถูกกลั่นให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับพระรัตนตรัย รองรับมรรคผลนิพพานเบื้องสูงยิ่งๆ ขึ้นไป
   

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ติลมุฏฐิชาดก ว่า
 
"อริโย อนริยํ กุพฺพํ        โย ทณฺเฑน นิเสธติ
 สาสนํ ตํ น ตํ เวร        อิติ นํ ปณฺฑิตา วิทู
 
           อารยชนใดย่อมข่มขี่ผู้ไม่ใช่อารยชนผู้ทำกรรมชั่ว ด้วยอาชญากรรมของอารยชนนั้น เป็นการสั่งสอนหาใช่เป็นเวรไม่ บัณฑิตทั้งหลายรู้ชัดข้อนี้อย่างนี้แล"


                อารยชนมาจากคำว่า อริยะ ซึ่งแปลว่าประเสริฐ ชนที่ประเสริฐ มีความหมายทั้งในระดับตื้นและในระดับลึก ในระดับตื้นๆ ได้แก่ผู้ที่ทรงคุณธรรม มีศีล ๕ เป็นปกติ ส่วนในระดับสูงขึ้นไปก็ได้แก่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่สามารถกำจัดกิเลสอาสวะ ให้หมดสิ้นไปได้ตามลำดับ จนกระทั่งสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ 

 

                 การสั่งสอนของเหล่าอริยชนนี้ลึกซึ้งทีเดียว ในพระไตรปิฎกอริยชนมีอยู่ด้วยกัน ๔ ประเภท

                        ประเภทแรกเรียกว่า อาจารอริยชน หมายถึงผู้ที่มีมารยาทดี ตั้งอยู่ในฐานะของครูบาอาจารย์ จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อาชาไนยก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าอาจารอริยชน

                        ประเภทที่ ๒ ชื่อว่า ทัสสนอริยชน ชนประเภทนี้จะเป็นผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาผ่องใส น่าดูชมและอิริยาบทที่สงบเสงี่ยมสง่างามน่าเลื่อมใส 

                         ประเภทที่ ๓ ชื่อว่า ลิงคอริยชน หมายถึงผู้ที่ถือเพศเป็นสมณะ 

                 ส่วนประเภทที่ ๔ นั้นเป็นอริยชน ที่ชาวโลกทั้งหลายกราบไหว้บูชานามว่า ปฏิเวธอริยชน คือพระอริยบุคคลทั้งหลาย     มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ที่ถึงพร้อมด้วยปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวศ เป็นพระอริยเจ้าที่บรรลุผลแห่งการปฏิบัติ


                สำหรับวันนี้หลวงพ่อจะกล่าวถึงอารยชนประเภทแรก ที่เรียกว่า อาจารอริยชนนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความประพฤติจริงงดงาม ตั้งอยู่ในฐานะของครูบาอาจารย์ ผู้ทรงทั้งคุณธรรม ทั้งศีล และมารยาท การสั่งสอนของท่านล้วนมีประโยชน์เกื้อกูล ไม่มีโทษเจือปนเลย แม้ว่าบางครั้งสติปัญญาของเรายังตามไม่ทัน ตามคำสั่งสอนในขณะนั้นยังไม่ได้ ก็ควรที่จะรับฟังเอาไว้ ไม่ควรที่จะลุแก่อารมณ์หงุดหงิดขุ่นมัว เพราะหากทำอย่างนั้นจะทำให้เรานั่นแหละ ที่เสียประโยชน์ที่ตนพึงจะได้รับ เหมือนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น

 

TD%200309_02.jpg

                เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุองค์หนึ่งเป็นผู้ที่มักโกรธ ใครจะว่ากล่าวตักเตือนอย่างไร ท่านก็จะแสดงอาการไม่พอใจ แล้วก็ขุ่นมัวขัดเคืองแสดงอาการน้อยอกน้อยใจ ตัดพ้อต่อว่าผู้อื่น แม้ว่าผู้ที่เตือนท่านนั้น จะเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ก็ตาม การกระทำของท่านนี้เป็นที่ทราบกันไปทั่ววัดพระเชตวัน เพื่อนสหธรรมิกของท่านต่างก็รู้สึกเป็นห่วง ในความเป็นคนเจ้าอารมณ์ของท่าน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรถึงจะสามารถตักเตือนท่านได้ วันหนึ่งก็พากันนั่งสนทนากันถึงเรื่องนี้ ในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรูปโน้นโกรธง่าย มากไปด้วยความคับแค้นเที่ยวทำเสียงเอะอะตึงตัง แม้จะออกบวชแล้วก็ไม่สามารถทำตัวให้บริสุทธิ์ ความโกรธก็ไม่สามารถที่จะข่มได้ 

 

TD%200309_06.jpg


                พระบรมศาสดาทรงทราบหัวข้อสนทนาของภิกษุทั้งหลาย พระองค์ก็รับสั่งให้ตามตัวภิกษุรูปนั้นมาและก็ตรัสถามว่า ภิกษุได้ข่าวว่าเธอเป็นผู้ที่โกรธง่ายจริงหรือ ภิกษุนั้นก็ทูลรับว่าจริง พุทธองค์ก็ตรัสต่อไปว่า "ดูก่อนภิกษุ ไม่เพียงแต่ชาตินี้เท่านั้น ที่เธอเป็นผู้ที่มักโกรธ แม้ในภพชาติก่อนๆ เธอก็เป็นคนอย่างนี้เหมือนกัน" แล้วพระองค์ก็นำอดีตมาตรัสเล่าว่า มีอยู่พระชาติหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระราชามีพระโอรสอยู่พระองค์หนึ่ง พระราชาสมัยนั้นน่ะมักจะส่งพระโอรสไปศึกษาต่างพระนคร ด้วยหวังว่าเมื่อทำอย่างนี้พระโอรสจะเป็นผู้ที่ขจัดความมานะเย่อหยิ่งลงได้ แล้วจะอดทนต่อความหนาว ความร้อน ความยากลำบาก อีกอย่างก็คือจะได้เรียนรู้ประเพณีของชาวเมือง

 

 

TD_%200309_03.jpg


                ดังนั้นพอพระโอรสเจริญวัย พระเจ้าพาราณสีก็ส่งไปเรียนศิลปะยังเมืองตักศิลา สถาบันการศึกษาที่รุ่งเรืองมากในยุคนั้น หลังจากที่พระราชกุมารได้เดินทางไปถึงพระนครตักศิลา ก็ได้เข้าไปหาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ไหว้แล้วก็ยืนอยู่ที่ควรข้างหนึ่ง การฝากตัวเป็นศิษย์ในสมัยก่อนมีอยู่ ๒ วิธีคือยอมตัวเป็น อันเตวาสิก หมายความว่าในตอนกลางวันทำงานให้อาจารย์จะได้เรียนก็ต่อเมื่อเวลากลางคืน ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือมอบค่าเล่าเรียนให้กับอาจารย์ แล้วก็จะได้เรียนเพียงอย่างเดียว พระราชกุมารนี้เป็นศิษย์ ประเภทที่ ๒ คือมอบค่าเล่าเรียนให้อาจารย์แล้วก็เรียนอย่างเดียว

 

TD%200309_05.jpg


                พระราชกุมารได้ตั้งใจเล่าเรียนอย่างเต็มที่ พอเวลาผ่านไปด้วยความที่ตนเป็นลูกกษัตริย์ จึงทำให้มีอุปนิสัยที่ไม่ค่อยจะเกรงใจผู้คนเท่าที่ควร มีอยู่วันหนึ่งได้ออกไปอาบน้ำพร้อมกับอาจารย์ ขณะที่เดินไปนั้นก็ได้เดินผ่านบ้านหญิงชรา ซึ่งกำลังนั่งเฝ้าเมล็ดงาที่ตากอยู่ พอพระราชกุมารเห็นเมล็ดงา ก็ถือวิสาสะหยิบงามา ๑ กำมือแล้วเสวย วันที่ ๒ และที่ ๓ ก็ทำอย่างนี้อีกเมื่อเป็นอย่างนี้หญิงชราก็ทนไม่ได้เลยฟ้องอาจารย์ว่า ศิษย์ของท่านทำไมเป็นอย่างนี้ แล้วก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง 

                อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ฟังแล้วก็คิดว่า พระราชกุมารนี้เติบใหญ่ขึ้นจะต้องเป็นจอมคนที่ปกครองแผ่นดิน หากพระกุมารทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมโดยไม่รู้สึกตัว ต่อไปในภายภาคหน้าก็อาจจะทำสิ่งที่ไม่เหมาะ กับเหล่าอาณาประชาราษฎรได้ เอาเถอะเราควรที่จะตักเตือนสั่งสอนพระราชกุมาร จึงให้ลูกศิษย์ ๒ คนช่วยกันจับพระกุมารที่แขนแล้วเฆี่ยนพระกุมารที่หลัง ๓ ครั้ง พร้อมกับกล่าวว่าพระองค์อย่าทรงทำอย่างนี้อีก

 

TD%200309_07.jpg


                    เหตุการณ์วันนั้นฝังอยู่ในใจพระกุมาร ทำให้พระกุมารเคียดแค้นพระอาจารย์ จนกระทั่งเรียนจบและได้หาโอกาสแก้แค้นอยู่เสมอ พอตนได้ขึ้นครองราชจึงส่งคนไปเชิญอาจารย์เข้าวัง พออาจารย์ทราบว่าพระราชายังทรงหนุ่มอยู่ มีพระทัยที่หุนหันพลันแล่นก็ไม่ยอมเข้าเฝ้า จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึง ๓ ครั้ง ๓ คราพระราชาก็ยังส่งคนไปหาอาจารย์อีก เพราะยังคงติดพระทัยเรื่องที่เคยถูกเฆี่ยนครั้งนั้น

 

TD%200309_04.jpg


                ในครั้งนี้อาจารย์ได้มาเข้าเฝ้า และได้กราบทูลว่า มหาบพิตร พระองค์เป็นที่พึ่งของมหาชน พระองค์ทำผิดแล้วใครเล่าจะเป็นที่พึ่งของมหาชน พอได้สดับอย่างนี้ก็ระลึกได้ว่า สิ่งที่อาจารย์ทำนั้น ก็ด้วยความปรารถนาดีที่จะสั่งสอน การที่ท่านปรามเราอย่างนี้น่ะ เป็นประโยชน์แก่เราแท้ๆ เมื่อคิดได้ก็ประทานยศใหญ่แก่อาจารย์ แล้วก็ทรงปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุข

                เห็นไหมจ๊ะว่า คำสั่งสอนของครูบาอาจารย์นั้นเป็นผลดีสำหรับศิษย์เสมอ อยู่ที่ว่าในช่วงเวลานั้นขณะนั้น สถานการณ์จะเอื้ออำนวยให้ท่านสั่งสอนในลักษณะและวิธีการใด จึงจะเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด และจดจำได้ยาวนาน สามารถที่จะนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต ดังนั้นลูกๆ ทุกคนอย่าดูเบา ในคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์นะจ๊ะ โดยเฉพาะคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของเรา และคำสั่งสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่ท่านอยากให้ลูกทุกๆ คนตระหนักถึงการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน ต้องนึกอย่างนี้บ่อยๆ แล้วก็ทำให้ได้ทุกๆ คนนะ

 

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
*มก. ติลมุฏฐิชาดก เล่ม ๕๘ หน้า ๑๒ 
 
 
บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -
 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล