
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

อานิสงส์การสร้างวัด
มีถ้อยคำที่พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพนารีท่านหนึ่งเอาไว้ว่า "สวนมะม่วงทิพย์ของท่าน น่ารื่นรมย์ ในสวนนี้มีปราสาทหลังใหญ่ กึกก้องไปด้วยดนตรีต่างๆ เจื้อยแจ้วไปด้วยหมู่เทพอัปสร อนึ่งในปราสาทนี้มีประทีปทองดวงใหญ่สว่างไสวอยู่เป็นนิด ปราสาทของท่านแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าทิพย์ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญอะไรโภคะทุกอย่างที่น่าปรารถนาจึงเกิดแก่ท่าน"
ทิพยสมบัติที่บังเกิดขึ้นแก่เทพบุตรเทพธิดาในสวรรค์ เขาไม่ได้วัดกันที่ความรู้ความสามารถ แต่เกิดขึ้นด้วยกำลังบุญที่เคยทำเอาไว้ในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ ถ้าสั่งสมบุญกุศลเอาไว้มาก ทิพยวิมานหรือบริวารก็ใหญ่โตมโหฬาร และมากมายยิ่งขึ้นตามส่วน เหมือนดังสวนมะม่วงทิพย์ในสวนสวรรค์ของเทพนารีท่านนี้ พร้อมกับมหาวิมานที่ใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งเกิดขึ้นด้วยกำลังแห่งบุญ เรามาติดตามรับฟังกันเลยนะจ๊ะ
ในสมัยพุทธกาลเมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ฟังธรรมจากพระบรมศาสดา จนได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็กลับไปป่าวประกาศ ให้มิตรสหายได้ทราบว่า ขณะนี้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ขณะเดียวกันด้วยความเป็นผู้ฉลาดในการหาบุญ และคิดที่จะเป็นกองเสบียง ท่านจึงเที่ยวตรวจดูสถานที่ต่างๆ ในพระนครสาวัตถีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าควรจะประทับอยู่ที่ไหนดี ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเกินไปนัก มีการคมนาคมสะดวกสบาย ผู้คนที่มีความประสงค์ที่จะไปกราบนมัสการก็ไปมาได้โดยสะดวก อีกทั้งเวลากลางวันก็ไม่จอแจพลุกพล่าน ในยามกลางคืนก็เงียบสงัด ปราศจากกลิ่นอายที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นสถานที่ที่ควรแก่การประกอบความเพียร
เมื่อตรวจดูแล้วก็เห็นว่า พระอุทยานของเจ้าเชษฐ์ เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่จะสร้างเป็นวัด ท่านเศรษฐีจึงได้เข้าไปพบกับเจ้าเชษฐ์เพื่อขอซื้อที่ดิน เจ้าเชษฐ์ก็ปฏิเสธที่จะขาย ครั้นถูกท่านเศรษฐีรบเร้าเชิงอ้อนวอนหนักเข้า จึงรับสั่งสนนราคาเพื่อให้เศรษฐีหมดอาลัย ที่จะซื้อต่อไปว่า ท่านคฤหบดีหากท่านต้องการที่ดินผืนนี้จริงๆ จงเอาเงินมาปูเรียงจนเต็มพื้นที่เถิด เมื่อได้ฟังอย่างนั้นแล้ว เศรษฐีก็ไม่ได้หวั่นไหวหรือท้อใจที่จะซื้อที่ดินผืนนั้นเลย ท่านกลับรู้สึกปีติที่จะได้สร้างมหาทานบารมี แล้วทำตนเป็นต้นแบบของกลองสเบียงที่ดี
ท่านได้สั่งให้คนเอาเกวียนบรรทุกเงิน มาเรียงกันให้เต็มพื้นที่ ขณะที่เศรษฐีให้ปูจนใกล้จะเต็มพื้นที่นั่นเอง เจ้าเชษฐ์เห็นความตั้งใจมั่นเช่นนั้น ก็บังเกิดความเลื่อมใสมาก ไม่นึกว่าจะมีผู้มีจิตใจเด็ดเดี่ยวอย่างนี้ในโลก จึงบอกว่า พอแล้วท่านคฤหบดีท่านจงให้โอกาสแก่เราบ้างเถิด เราขอร่วมบุญตรงซุ้มประตู อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ตระหนี่ในบุญอยู่แล้ว ท่านจึงตอบตกลงทันที
เมื่อสร้างวัดสำเร็จลุล่วง จึงได้สร้างซุ้มประตูหน้าวัดแล้ว แทนที่จะตั้งชื่อวัดเป็นชื่อของตัวเอง ใครมาฟังธรรมก็จะได้รู้จักท่าน แต่ท่านกลับตั้งชื่อวัดว่าวัดพระเชตวัน นี่ก็นับตัวอย่างของผู้ที่เป็นต้นบุญและต้นแบบที่ได้ชื่อว่า เป็นยอดอุบาสกพุทธอุปัฏฐากที่น่ายึดถือ เป็นแบบอย่างในการสร้างบารมีของพวกเรานะจ๊ะ คือท่านทำบุญเพื่อหวังบุญจริงๆ ไม่ได้ทำบุญเพื่อเอาหน้าหรืออยากเด่นอยากดัง หวังาความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาอย่างเดียว
แต่ด้วยความเป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมของท่าน แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานกว่า ๒,๐๐๐ ปี เมื่อกล่าวถึงวัดพระเชตวัน ก็เป็นที่รู้จักกันว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้สร้าง นอกจากนี้ท่านยังสร้างวิหารหลายหลังไว้ในวัด อีกทั้งก่อสร้างกำแพง ซุ้มประตู ศาลาหอฉัน โรงไฟ วัจจกุฏี ที่จงกรม บ่อน้ำ สระโบกขรณี มณฑปและสถานที่ต่างๆ จนเป็นที่พอใจ
เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วพระบรมศาสดาก็ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธาน ในการรับถวายวัดพระเชตวัน ทรงกระทำอนุโมทนากับท่านมหาเศรษฐีว่า วิหารย่อมป้องกันหนาวร้อนและสัตว์ร้าย ป้องกันงูและยุง กันลมกันฝน นอกจากนั้นวิหารยังป้องกันแสงแดดอันแรงกล้าที่เกิดขึ้นได้ การถวายวิหารแก่สงฆ์เพื่อหลีกเร้นอยู่ เพื่อความสุขเพื่อเพ่งพิจารณาและเพื่อให้เห็นแจ้ง พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแลคนผู้ฉลาดเมื่อเร็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้างวิหารอันลื่นลมให้ภิกษุทั้งหลายเถิด
ในขณะนั้นอุบาสิกาคนหนึ่ง เมื่อได้ฟังพุทธองค์ทรงแสดงสัมโมทนียกถาว่า การถวายอาวาสมีผลมากและมีอานิสงส์มาก ก็เกิดกุศลจิตศรัทธา ค่อยๆ เดินเข้าขึ้นไปข้างหน้า แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความประสงค์จะสร้างอาวาสแห่งหนึ่ง ขอได้โปรดตรัสบอกสถานที่สัปปายะ เหมาะต่อการบำเพ็ญสมณธรรมของภิกษุสงฆ์ด้วยเถิด
หม่อมฉันมีศรัทธาและมีทรัพย์พอจะทำบุญ แต่ไม่รู้สถานที่เหมาะต่อการสร้างวิหารเจ้าค่ะ พระบรมศาสดาทรงเห็นว่า นางมีความสามารถที่จะสร้างวัดขึ้นมาได้ จึงทรงรับสั่งภิกษุรูปหนึ่ง ให้ไปแสดงสถานที่ให้กับอุบาสิกาท่านนั้น นางได้ซื้อที่ดินด้วยทรัพย์ของนางเอง จากนั้นก็ชักชวนเพื่อนๆ และหมู่ญาติมาช่วยกันสร้างอาวาสที่น่ารื่นรม ในที่ไม่เป็นไกลจากวัดพระเชตวัน ซึ่งก็พยายามทำให้ดีที่สุด
แม้ไม่ใช่เป็นวัดใหญ่เหมือนวัดพระเชตวัน แต่ก็ทำเต็มที่ตามกำลังทรัพย์ที่นางมีอยู่ทั้งหมด นางได้สร้างความพิเศษให้กับวิหารแห่งนี้ ด้วยการนำต้นมะม่วง ไปปลูกเรียงรายอย่างสวยงามรอบอาวาส ต้นมะม่วงได้ให้ร่มเงา มีภูมิภาคขาวสะอาด มีพื้นราบเรียบด้วยทราบคล้ายข่ายแก้วมุกดาน่าดูน่าชม นางตกแต่งวิหารแห่งนี้ด้วยผ้าสีต่างๆ และพวงดอกไม้ของหอมจนดูคล้ายเทพวิมาน ติดตั้งตะเกียงน้ำมันแล้วเอาผ้าใหม่พันต้นมะม่วงทุกต้น จากนั้นก็ได้มอบถวายแด่สงฆ์ ได้ตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า อัมพวันนาราม หมายถึงวัดที่มีต้นมะม่วงนั่นเอง
เมื่อพระสงฆ์ได้ทยอยกันเข้ามาปฏิบัติธรรมแล้ว นางก็ทำหน้าที่เป็นอุปัฏฐากถวายข้าวต้ม ภัตตาหารและน้ำปานะไม่ให้ขาด ต่อมาเมื่อนางทำการกริยาตายไป ก็ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานหลังใหญ่แวดล้อมไปด้วยสวนมะม่วงได้ปรากฏแก่นาง เทพธิดาแวดล้อมไปด้วยหมู่เทพอัปสร เสวยทิพยสมบัติอันโอฬารอยู่ในวิมานแห่งนั้น
พระมหาโมคคัลลานะได้จาริกขึ้นไปบนสวรรค์ และพบเห็นมหาวิหาร ที่เรียงรายล้อมไปด้วยต้นมะม่วงทิพย์ ของเทพนารีผู้มีบุญท่านนี้ จึงนำเรื่องนี้กลับมาเล่าให้ผู้มีบุญในเมืองมนุษย์ได้ฟังกัน เราจะเห็นได้ว่าการทำบุญถวายวิหารนั้นถือว่าเป็นบุญใหญ่ เป็นการขยายงานของพระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป เพื่อให้เป็นที่พึ่งต่อชาวโลก อีกทั้งยังเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ให้ดำรงคงอยู่คู่โลกตลอดไป
พระสงฆ์จะได้มีที่พำนักเพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม หรือศูนย์กลางในการเผยแผ่ธรรมะให้กับญาติโยม พวกเราชาวพุทธก็ควรจะยึดเอาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือมหาอุบาสิกาท่านนี้เป็นแบบอย่างกันนะจ๊ะ เมื่อมีโอกาสก็ควรชักชวนกันสร้างวัด หรือหากหมู่บ้านของเรามีวัดวาอารามอยู่แล้วก็ให้ไปช่วยกันอุปถัมภ์อุปัฏฐากพระสงฆ์ ช่วยกันทำนุบำรุงวัดข้างบ้านของเรา ให้เป็นแหล่งบุญแหล่งกุศล บุญใหญ่ก็จะได้ติดตามตัวเราไปข้ามชาติ แม้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้เราได้เกิดในร่มเงาในบวรพระพุทธศาสนา ได้บรรลุธรรมาภิสมัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยง่ายกันนะจ๊ะ