
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

ถวายอาสนะของอันวิจิตร
เวลาของชีวิตมีค่ามากเกินกว่าที่ เราจะปล่อยให้มันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ประโยชน์ของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เพียงได้เล่าเรียนจนจบปริญญา หรือได้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่านั้น เพราะความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้ยั่งยืนตลอดไป เมื่อถึงเวลาที่เราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายก็จะสูญสลายไป เท่ากับว่าเรานั้นไม่ได้อะไรติดตัวไปเลยหากเราต้องการใช้เวลาของชีวิต ให้มีค่ามากกว่าความสำเร็จเหล่านั้น ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการทำความดี สร้างบารมีกันให้เต็มที่ แล้วหาโอกาสสร้างคุณประโยชน์ให้บังเกิดขึ้นกับโลก โดยเฉพาะการงานทางใจ เราต้องฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง เพื่อให้เข้าไปถึงพระรัตนตรัยภายใน ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด แล้วก็นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ที่จะส่งผลให้เรามีความสุข ทั้งในภพนี้และในภพหน้า
มีพุทธพยากรณ์ที่พระปทุมุตตรพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ผู้ใดถวายอาสนะทองคำ ที่ลาดด้วยเครื่องลาดอันวิจิตรนี้ เราตถาคดจักพยากรณ์ผู้นั้น ผู้นั้นจักได้เป็นท้าวสักกะ มีนางเทพอัปษรแวดล้อม เสวยทิพยสมบัติ ๗๔ ครั้ง จักได้เป็นราชาแห่งประเทศราชครอบครองพสุธา ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง จักเป็นผู้มีสกุลสูงในภพและกำเนิดทั้งปวง ภายหลังผู้นั้นถูกกุศลมูลกระตุ้นเตือนแล้ว จักบวชเป็นสาวกของพระศาสดา พุทธพยากรนี้เกิดขึ้นเมื่อ ๑๐๐,๐๐๐ กัปที่แล้ว
ย้อนไปในยุคสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ สมัยนั้นเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ส่วนพวกเดียรถีย์หรือลัทธิมิจฉาทิฏฐิไม่สามารถแสดงอานุภาพได้เลย มหาชนจึงเป็นผู้ฝึกฝักใฝ่ในเรื่องการทำบุญกุศล ครั้นเมื่อฟังธรรมแล้วก็บรรลุธรรมาพิสมัยได้เป็นพระอริยบุคคลกันมากมายนับไม่ถ้วน มีกุลบุตรกุลธิดาออกบวชตามพระพุทธองค์กันเป็นจำนวนมาก ส่วนผู้ที่ไม่ได้บวช ก็จะทำหน้าที่เป็นกองเสบียง คอยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ทำให้การเผยแผ่พระศาสนาเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง สาธุชนที่มีความเลื่อมใส ได้ถวายทานโดยไม่มีความตระหนี่หลงเหลืออยู่ในใจเลย
เพราะฉะนั้นเวลาที่สาธุชนท่านใดตั้งใจถวายมหาทาน แล้วขอพรจากพระพุทธเจ้า ว่าในอนาคตอยากจะเป็นเศรษฐี หรืออยากจะเป็นพระอรหันต์ก็ได้เอตทัคคะ คืนเลิศทางด้านต่างๆ ก็จะได้รับพุทธพยากรณ์ทุกครั้งไป ในชาตินั้นท่านพระภัททเถระได้เกิดเป็นลูกเศรษฐีในกรุงหงษาวดีได้มีโอกาสไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา เมื่อเห็นมหาชนได้ถวายภัตตาหาร และขอพรจากพระพุทธองค์แล้ว ท่านก็คิดอยากได้บุญและรับพรจากพระพุทธองค์บ้าง
เพราะฉะนั้นหลังจากที่ฟังทำเสร็จแล้ว จึงเข้าไปกราบอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมกับภิกษุสงฆ์อีก ๑๐๐,๐๐๐ รูป ให้ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ท่านได้จัดเตรียมสถานที่รับรองภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ภายในบริเวณบ้านของท่าน โดยจัดปะรำพิธีตกแต่งสวยงามเหมือนจำลองพระบรมมหาราชวังมาไว้ที่บ้าน จากนั้นก็ได้จัดเตรียมอาสนะทองคำมีค่า ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะและลาดด้วยเครื่องลาดที่วิจิตรตระการตา มีเครื่องลาดที่มีขนยาว เครื่องลาดยัดนู่นเครื่องลาดมีรูปดอกไม้ ผ้าเปลือกไม้และผ้าฝ้ายเป็นต้น แล้วก็ให้จัดตั้งอาสนะที่มีค่ามาก สมควรแด่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูป
เมื่อถึงเวลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ก็เดินทางไปฉันภัตตาหารที่บ้านของท่าน ทุกคนในบ้านก็ร่วมด้วยช่วยกัน ประเคนภัตตาหารที่ประณีตด้วยจิตที่เลื่อมใส ครั้นพระพุทธเจ้าเสวยเสร็จแล้วสองตรวจดูกำลังบุญที่เกิดขึ้น จากการถวายมหาสังฆทานของท่านทานบดีในครั้งนั้นว่า บุญใหญ่จากการถวายมหาสังฆทานในครั้งนี้ จะส่งผลในอนาคตอย่างไรบ้าง
ครั้นทราบด้วยพุทธญาณแล้ว ก็ได้ตรัสพยากรณ์ว่า ผู้ใดถวายอาสนะทองอันลาดด้วยเครื่องลาดอันวิจิตรนี้ เราตถาคตจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เป็นท้าวสักกะ อันนางเทพอัปษรแวดล้อม เสวยสมบัติอยู่ ๗๔ ครั้งจักได้เป็นพระราชาแห่งประเทศราชครอบครองพสุธา ๑,๐๐๐ ครั้งจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้งจักเป็นผู้มีสกุลสูงในภพและกำเนิดทั้งปวง ภายหลังผู้นั้นถูกกุศลมูลกระตุ้นเตือนแล้ว จักบวชเป็นสาวกของพระบรมศาสดาและได้ชื่อว่าภัททะ ลูกชายของเศรษฐีได้ฟังพุทธพยากรณ์เช่นนั้น ก็ตื่นเต้นดีใจมาก จึงตั้งใจทำบุญทำกุศลตลอดชีวิต เมื่อละโลกแล้วก็เป็นไปตามคำพยากรณ์ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ คือได้เวียนว่ายตายเกิดในมนุษยโลกและเทวโลกเท่านั้น
ครั้นมาในสมัยพุทธกาลนี้ ท่านได้เกิดในกรุงสาวัตถีแต่การเกิดของท่านในภพชาติสุดท้ายนี้ มีความแตกต่างจากบุคคลทั่วไปตรงที่ว่า ในสมัยนั้นมีเศรษฐีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง หลังจากแต่งงานมาหลายปีก็ยังไม่มีบุตร จึงพากันไปบนบานศาลกล่าวตามสถานที่ต่างๆ ที่ไหนร่ำลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ไป แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง ต่อมาได้รับคำแนะนำจากเพื่อนว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีอานุภาพ สามารถเชิญผู้มีบุญมาเกิดได้ จึงรีบไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่วัดพระเชตวัน พร้อมกับกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งสองอยากจะมีบุตรเหลือเกิน หากพุทธองค์ทรงประทานบุตรแก่ข้าพระองค์ทั้งสองแล้ว ข้าพระองค์ทั้งสองจะถวายบุตร ให้เป็นทาสรับใช้แก่พระองค์ พุทธองค์ทรงอนุโมทนาในกุศลจิตศรัทธาจึงรับคำว่า จะช่วยทำความปรารถนาของทั้งสองให้สำเร็จ
ขณะเดียวกันในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทพบุตรผู้มีบุญท่านนี้ ใกล้จะหมดอายุไขพอดี ครั้นทราบพุทธประสงค์แล้วก็ไปหาท้าวสักกะ ท่านท้าวสักกะก็บอกให้ไปเกิดเป็นลูกของเศรษฐีสองสามีภรรยาคู่นี้ ต่อมาไม่นานภรรยาของเศรษฐีก็ตั้งครรภ์จริงๆ พอครบ ๑๐ เดือนได้คลอดบุตรเป็นชาย หมู่ญาติตั้งชื่อให้ว่า ภัททกุมาร ครั้นพอเจริญวัยจนมีอายุได้ ๗ ขวบบิดามารดาก็นำไปถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้
พระบรมศาสดาทรงรับสั่งให้พระอานนท์เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชให้กับหนูน้อยภัททะผู้มีบุญ เมื่อบรรพชาแล้วพระอานนท์เถระก็แนะนำข้อวัตรปฏิบัติสำหรับสามเณร แล้วก็สอนวิธีการทำวิปัสสนากรรมฐาน สามเณรก็ตั้งใจฟังคำสอนของพระอาจารย์ด้วยความเคารพ ในคืนวันนั้นเองเมื่อสามเณรเริ่มนั่งสมาธิครั้งแรก ด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมาดี ก็สามารถทำใจหยุดนิ่งได้อย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ที่ถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ วิชชา ๘ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา ๖ พออรุณรุ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพุทธญาณอันบริสุทธิ์ว่า สามเณรเป็นผู้ทำกิจในเพศสมณะสำเร็จแล้ว จึงทรงเป็นอุปัชฌาย์บวชให้สามเณรเป็นพระภิกษุในวันนั้นเอง
เห็นไหมจ๊ะว่าชีวิตเรา แล้วแต่เราจะเลือกเป็น เพราะเราเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเราเอง เราอยากจะเกิดเป็นอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับใจเราปรารถนา ถ้ามีบุญมากพออยากจะเป็นอะไรบุญก็จะบันดาลให้เราได้มี ได้เป็น ได้สำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่ง ทั้งสมบัติอันเลิศในเมืองมนุษย์ สมบัติอันเลิศในสุคติโลกสวรรค์ แม้กระทั่งโลกุตตรสมบัติอันเลิศในพระนิพพาน เราก็สามารถบรรลุได้ด้วยอนุภาคแห่งบุญที่เราได้สั่งสมเอาไว้อย่างดีแล้ว
เพราะฉะนั้นให้ตั้งใจสั่งสมบุญกันให้เต็มที่ เรามีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด อย่าได้ประมาทกันนะจ๊ะ ปรโลกข้างหน้ายังเป็นทางสองแพร่งอยู่ จะไปสู่สุคติหรือว่าทุคติขึ้นอยู่กับตัวเราในปัจจุบัน หลวงพ่ออยากทุกท่านเลือกทำแต่ความดีอย่างเดียว ทำใจให้ผ่องใสเสมอ ไม่อยากให้เจอทางสองแพร่ง แต่อยากให้พบทางเอกสายเดียว ที่มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานหรืออย่างน้อยก็มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป ดังนั้นเรามาทำความดีกันเถอะนะจ๊ะ ทุกวันนี้เราใช้บุญเก่าอยู่อย่าลืมสร้างบุญใหม่ให้เกิดขึ้นทุกๆ วันแล้วเราก็จะประสบความสำเร็จอย่างพระภัททเถระกันทุกคนนะจ๊ะ
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)