ชาติทุกข์ ทุกข์เพราะความเกิด

วันที่ 05 กค. พ.ศ.2560

ชาติทุกข์ ทุกข์เพราะความเกิด

แม่บทแห่งธรรม , Dhamma , Pre-Degree , วัดพระธรรมกาย , DOU , ธรรมกาย , ปริญญาตรี , พรีดีกรี , พระพุทธศาสนา , พุทธศาสตร์ , พระไตรปิฎก , มัชฌิมา ปฏิปทา , ธัมมจักกัปปวัตตสูตร , พระสัมมาสัมพุทธเจ้า , อริยสัจสี่ , ชาติทุกข์ ทุกข์เพราะความเกิด  , ทุกข์ , ชาติทุกข์

    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาต่อไปว่า ชาติทุกข์นั้นเป็นทุกข์ประจำที่บังเกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งปฏิสนธิในวัฏสงสาร การปฏิสนธิของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นจำแนกออกได้ 4 ประเภท คือ

1. อัณฑชะ คือ ปฏิสนธิในฟองไข่
2. ชลาพุชะ คือ ปฏิสนธิในครรภ์มารดา
3. สังเสทชะ คือ ปฏิสนธิในเหงื่อไคลและน้ำเน่า ตัวอย่างเช่น ยุง หรือหนอนบางอย่าง
4. โอปปาติกะ คือ ปฏิสนธิแล้วโตใหญ่ทันที ตัวอย่างเช่น เทวดา พอปฏิสนธิขึ้นมาก็พัฒนาอย่างรวดเร็วราวกับมีอายุได้ 16 ปี มีเครื่องประดับประดาอาภรณ์บริบูรณ์

  ชาติทุกข์นี้บังเกิดแต่สัตว์ทั้งหลายที่ถือปฏิสนธิขึ้นมา ชาติทุกข์นี้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายให้ได้รับทุกข์ทรมานโดยถ้วนหน้า ทั้งยังเป็นเหตุให้ รรพสัตว์ทั้งหลายเวียนถือกำเนิดเกิดในวัฏสงสารอย่างไม่สามารถจะนับจะประมาณครั้งได้ เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสเรียกว่า ชาติทุกข์

    สัตว์ทั้งหลายที่ปฏิสนธิในครรภ์นั้นบ้างก็มีอายตนะบริบูรณ์ บ้างก็ไม่บริบูรณ์พิกลพิการก่อให้เกิดทุกขเวทนายิ่งนักส่วนสัตว์ที่ปฏิสนธิในเหงื่อไคลและน้ำเน่า หรือสัตว์ที่เกิดเป็นโอปปาติกะก็ดี ล้วนเสวยชาติทุกข์อย่างยิ่งยวดไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย แต่สัตว์ที่ปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้นย่อมเสวยชาติทุกข์เป็นอันมาก

     สัตว์ทั้งหลายที่ถือปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้น ในช่วง 7 วันแรกจะมีลักษณะเหมือนหยาดน้ำมันงา ซึ่งเล็กมากขนาดเท่าหยาดน้ำมันอันติดอยู่ที่ปลายขนจามรี มีชื่อว่า กลละกลละนี้มีลักษณะใสเสมือนน้ำมันเนย อีก 7 วันต่อมา น้ำใสๆ ในกลละจะเข้มข้นขึ้นมีสีดุจน้ำล้างเนื้อ ต่อมาอีก 7 วันก็จะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ พัฒนาขึ้นเป็นก้อนเนื้อ ซึ่งมีรูปทรงสัณฐานเหมือนไข่ไก่อยู่ได้ 7 วัน รวมเวลาได้ 28 วัน ต่อจากนั้นจึงมีปุ่มงอกออกมา 5 แห่ง คือ ศีรษะ มือ 2 ข้าง เท้า 2 ข้าง เป็นเช่นนี้อยู่ได้ 7 วัน จึงเกิดเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ซึ่งหมายถึง เส้นผม เส้นขน เล็บ ฟัน และผิวหนัง ตามลำดับ

    ต่อแต่นั้นมาก็เริ่มทุกขเวทนาอยู่ในอุทรของมารดาสุดที่จะสรรหาถ้อยคำมาอุปมาได้นับตั้งแต่นั่งทับอาหารเก่าของมารดาไว้ ใช้ศีรษะทูนอาหารใหม่ของมารดา ทารกนั้นนั่งยอง ๆ กอดเข่าแล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นค้ำคางของตนไว้ หันหลังออกไปสู่ผนังท้องของมารดา หันหน้าเข้ามาทางด้านกระดูกสันหลังของมารดา เสมือนหนึ่งวานรนั่งอยู่ในโพรงไม้ขณะที่ฝนตกฉะนั้นมีพังผืดคือรกหุ้มกายอยู่ มิอาจจะเหยียดมือเหยียดเท้าออกได้ เสวยทุกขเวทนาอยู่ในอุทรแห่งมารดาอย่างแสนสาหั เสมือนอยู่ในขุมนรกอันมืดมน ต้องสูดกลิ่นเหม็นต่าง ๆ อันรุนแรงประดุจกลิ่นอสุภอยู่ในอุทรมารดาทุกทิวาราตรี เป็นที่น่ารังเกียจนักหนา เตโชธาตุ คือ ธาตุไฟของมารดานั้นก็เผาให้ร้อนทุรนทุรายต้องทนอยู่ด้วยความเวทนาแสนสาหัส ประดุจก้อนเนื้อที่บุคคลใส่หม้อนึ่งไว้ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายที่ปฏิ นธิในครรภ์มารดาย่อมเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสยิ่งนัก ทุกข์เช่นนี้ได้ชื่อว่า คัพโภกันติกมูลกทุกข์ จัดเป็นชาติทุกข์ประการแรก

    อนึ่ง ถ้าหากวันใดมารดาพลาดพลั้งหกล้มลงก็ดี มารดาเดินไปเดินมาก็ดี พลิกตัวกลับไปกลับมาก็ดี ลุกขึ้นยืนหรือนั่งลงก็ดี ทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์นั้นย่อมเสวยทุกขเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ต้องสะดุ้งตกใจหวั่นไหวไปทั่วสรรพางค์กาย ประดุจลูกเนื้อทรายอ่อนอันอยู่ในเงื้อมมือนักเลงสุรา หรือมิฉะนั้นก็ประดุจงูตัวน้อยอันอยู่ในเงื้อมมือหมองู กายย่อมซัดไปซัดมาซัดขึ้นซัดลง กลิ้งไปกลิ้งมา ขย้อนขึ้นขย้อนลง มิอาจจะตั้งตรงอยู่ได้ ดูน่าเวทนานัก

    อีกประการหนึ่งเล่า เมื่อมารดากินของเย็นเข้าไปสัตว์ในครรภ์ก็เย็นเยือกสยดสยองดุจสัตว์ในนรกที่ตกกระทบของเย็น ครั้นเมื่อมารดากินของร้อนเข้าไปสัตว์ที่อยู่ในครรภ์มิอาจจะทนทุกข์อยู่ได้ ก็ดิ้นรนเสมือนถูกห่าฝนถ่านเพลิงตกลงบนศีรษะ ครั้นเมื่อมารดากินของเผ็ดของเค็มเข้าไปสัตว์ในครรภ์นั้นก็จะรู้สึกเจ็บแสบไปทั่วสรรพางค์กาย ดุจคนต้องราชอาชญาที่ถูกแล่เนื้อเอาเกลือทา ต้องเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสยิ่งนัก ทุกข์อย่างนี้ได้ชื่อว่า คัพภปริหารมูลกทุกข์ จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่สอง

   ทารกที่อยู่ในครรภ์ หากนอนขวางอุทรมารดาอยู่ไม่สามารถคลอดออกมาได้ แพทย์ต้องจับมือจับเท้าลากออกมา ทุกข์อันนี้ชื่อว่า คัพภวิปัตติมูลกทุกข์ จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่สาม

     เมื่อถึงคราวที่ทารกจะออกจากครรภ์ ลมกรรมชวาต ย่อมพัดกลับเอาเท้าของทารกขึ้นเบื้องบน เอาศีรษะลงเบื้องล่าง ซัดขว้างลงไปในทวารมุข ดุจบุคคลซึ่งตกลงไปในเหวลึกแสนลึกทำให้ตกใจสะดุ้งกลัวสุดขีด กว่าจะออกพ้นจากทวารมุขนั้นก็แสนเวทนายิ่งนัก ดุจช้างสารตัวใหญ่มหึมาพยายามดิ้นออกมาจากช่องดาลแคบ ๆ หรือมิฉะนั้นก็ดุจสัตว์ในสังฆาฏนรกอันถูกภูเขาบีบไว้ให้เป็นจุณไป เสวยทุกข์แสนเวทนาเช่นนี้ทุกภพทุกชาติไป ทุกข์อย่างนี้ได้ชื่อว่า คัพภชายิกมูลกทุกข์ จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่สี่

    ครั้นเมื่อทารกคลอดพ้นจากครรภ์มารดาแล้ว มีแพทย์หรือพยาบาลรับไปชำระล้างขัดสีฉวีวรรณ ทุกข์นั้นดุจแทงด้วยปลายเข็มและเชือดด้วยมีดอันแสนคม ทำให้เจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กาย ทุกข์อันนี้ชื่อว่า คัพภนิกขมนมูลกทุกข์ จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่ห้า

   นับตั้งแต่ทารกนั้นคลอดจากครรภ์มารดาเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางคนมีบุพกรรมแต่หนหลังอย่างใดอย่างหนึ่งติดตามมา ให้ต้องโทษอาชญาถูกจองจำก็มี ถูกฆาตกรรมปลดปลงชีวิตลงเสียก็มี บางคนให้รู้สึกเคียดแค้นขึ้งโกรธขึ้นมา ฆ่าตัวเองตายด้วยการผูกคอตายก็มีกินยาตายก็มี เสวยทุกขเวทนาด้วยประการต่าง ๆ กัน ทุกข์อย่างนี้ชื่อว่า อัตตูปักกมมูลกทุกข์ จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่หก

    อีกประการหนึ่ง เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ต้องประสบทุกข์เพราะถูกทำร้ายด้วยศาสตราวุธของผู้อื่นก็ดี ถูกประหารด้วยท่อนไม้หรือเครื่องมือใด ๆ ของผู้อื่นก็ดี ทุกข์อันนี้ได้ชื่อว่า ปรูปักกมมูลกทุกข์ จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่เจ็ด

    แท้จริงบรรดาทุกข์ทั้งปวงที่บังเกิดมีแก่บุคคลที่ถือกำเนิดเกิดมาในโลก ก็เพราะมีชาติเป็นเหตุปัจจัยส่วนสัตว์ในนรกนั้นต้องเสวยทุกข์นานัปการ มีเพลิงเผาผลาญเป็นต้นนั้น ก็มีชาติเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิเช่นเดียวกัน ทุกข์นี้จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่แปด

    นอกจากนี้สัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดเป็นดิรัจฉาน ล้วนต้องเสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส เพราะถูกบุคคลต่าง ๆ เบียดเบียนรบกวน ทำทารุณกรรมต่าง ๆ เป็นต้นว่า ตีด้วยแส้บ้างแทงด้วยปฏักบ้าง ขว้างด้วยก้อนหินบ้าง หรือไม่ก็ปลดปลงชีวิตลงเสียบ้าง ที่ต้องเสวยทุกขเวทนาเช่นนี้ ก็เพราะชาติทุกข์เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิในดิรัจฉานกำเนิด ทุกข์นี้จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่เก้า

    ส่วนสัตว์ที่บังเกิดในเปตติวิสัย นั้นเล่า ยิ่งต้องเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสด้วยการอดข้าวอดน้ำ ตากแดดตากลม เป็นต้น ทุกข์นี้ก็จัดเป็นชาติทุกข์ประการที่สิบ

 

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ PD 006 แม่บทแห่งธรรม
หนังสือเรียน DOU หลักสูตร Pre-Degree