วันร้าย (2)

วันที่ 24 สค. พ.ศ.2564

24-8-64-2-b.jpg

วันร้าย (2)

                  นอกเหนือจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตดูเหมือน “โรคภัย” และ “อุบัติเหตุ" จะกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มักจะเข้ามากล้ำกรายชีวิตของป้าอยู่เสมอ หลังจากที่ป้าประสบอุบัติเหตุตกน้ำตอนอายุได้เพียง 2 เดือน พออายุได้สักสิบขวบกว่า ๆ ป้ากลายเป็นคนที่เป็นลมบ่อยมาก แรก ๆ พ่อแม่กับน้อง ๆ นึกว่าป้าเป็นคนขี้ตกใจ เช่น ถ้าใครมาแกล้งหลอกผีพอตกใจป้าก็จะเป็นลมไปเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเกิดจากเลือดเราไม่ไหลเวียน พอมีจังหวะที่ตกใจมันจะบล็อกไว้ ป้าจะหน้ามืดและล้มลงไปเลย รวมถึงจะเป็นคนที่วิ่งกลางแดดไม่ได้ จะหน้ามืดเป็นลมปวดหัวรุนแรงมาก เป็นทีไรต้องทำสมาธิทุกครั้งไป

 

                  จนกระทั่งป้าโตเป็นผู้ใหญ่ อายุประมาณ 27-28 ปี ร่างกายของป้าก็เริ่มผิดปกติ มีวันหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองปวดท้องมาก พอลุกขึ้นปรากฏว่าเลือดทะลักออกมาเลย ไปโรงพยาบาลหมอก็บอกว่าเป็นเนื้องอกที่มดลูกต้องตัดทิ้ง และก็ตัดถึงสองครั้ง ตัดครั้งแรกหมอตัดข้างดีทิ้งไปเหลือข้างเสียไว้ กลับไปหมอก็ยอมรับว่าตัดผิด ทีนี้ก็ต้องตัดอีกข้างเพราะมันลามมากจน เป็นสีดำหมดแล้ว สุดท้ายก็เลยต้องตัดรังไข่ ตัดผนังมดลูกตัดเกลี้ยงเลย ไม่เหลือความเป็นผู้หญิงเลย พอผ่าตัดได้สัก 2-3 วันก็เกิดอาการลำไส้ตีบอีก ท้องบวม พังผืดมันติดในท้องแน่นไปหมดทั้งที่ไม่มีอาหารแต่ท้องเสีย แล้วก็อาเจียน สุดท้ายก็ต้องใส่ท่อใส่อะไรแล้วก็ต้องเอาหมอศิริราชมาผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ตัดลำไส้เล็กไปเยอะเหมือนกัน พอฟื้นขึ้นมาได้ไม่กี่วัน แผลมันก็ไม่ติด เป็นแผลใหญ่ ๆ เขาก็จะเย็บสด แต่เราสู้ไม่ไหวเจ็บมาก แล้วจะทำยังไง เขาก็บอกถ้าไม่เย็บก็คือบีบให้แน่นที่สุดแล้วเอาปลาสเตอร์หนา ๆ ปะเอาไว้แล้วรัดท้องให้แน่นแต่แผลไม่สวยนะ เราก็ยอม เขาก็บีบแผลเข้ามาเอาปลาสเตอร์แปะแล้วก็พันหน้าท้องเอาไว้ นั่นละ ผ่าตัดครั้งใหญ่ครั้งแรก พอหายหมอให้ป้าทานฮอร์โมนก็แพ้ฮอร์โมนอีก ตั้งแต่อายุ 28-29 ปีป้าจึงไม่มีฮอร์โมนเพศหญิงเลย จากนั้นก็รู้สึกเพลียมาตลอด ไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเป็นอะไร ที่แท้การไม่มีฮอร์โมนกระดูกเรามีปัญหา แต่เราไม่รู้หรอกว่าเรากระดูกผุเรื่อยมา


                  จนกระทั่งประมาณปี 2530 วันนั้นป้ากำลังจะขับรถกลับบ้าน สามีป้าเป็นคนขับ รถเราจอดติดไฟแดง จู่ๆ อยู่ รถเมล์เขียวก็เกิดเบรกแตกมาชนรถเรา ข้างหน้ารถเราเป็นมอเตอร์ไซค์ เป็นพ่อ-แม่-ลูกซ้อนสามกันมา ตายแน่นอน เขาบอกเขาเลยเลือกชนเรา พอชนปึงเราก็งง ๆ แต่โชคดีนะก่อนที่จะถูกชนป้าบอกกับสามีว่าง่วงมากเลยทำไมเป็นอย่างนี้ เขาก็บอกก็นอนสิ ป้าก็เอนเบาะลงไปนอน ถ้านั่งจะต้องแรงกว่านี้ พอชนปุ๊บป้าก็ยังลุกขึ้นมาเดิน เดินได้แป๊บหนึ่งก็ทรุด ทรุดแบบม้วนลงไปกองกับพื้นเพราะคอหัก เขาก็อุ้มเราไปโรงพยาบาล ตอนอุ้มทำให้ยิ่งแตกเพราะคอมันพับไปข้างหลังก็เป็นอัมพาตซีกหนึ่งไปสัก 4-5 ชม. ได้ หมอก็ช่วยดึง อัมพาตก็กลับเข้าที่ คอน่ะหักอยู่แต่มันกลับเข้ามาซ้อนเองโดยธรรมชาติซึ่งหมอบอกว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ พอคอมาชนกันได้ เราก็ปกติแต่ขยับตัวไม่ได้เพราะมันหัก ช่วงแรกอยู่โรงพยาบาล
แพทย์ปัญญาก่อน แล้วก็ย้ายมาที่สุขุมวิท แล้วมาเจาะกะโหลกที่สุขุมวิท ใช้เหล็กเจาะเข้าไปแล้วถึงด้วยน้ำหนัก วันรุ่งขึ้นเขาก็เอาไปเอกซเรย์ที่พญาไท หมอเขาก็บอกถ้าเมื่อคืนรู้ว่าเป็นอย่างนี้เขาจับผ่าตัดแน่นอน แต่เขาไม่รู้เพราะเห็นว่าอาการมันดูดีขึ้น ที่แท้มันหักและแตกแล้วเลือดตกในด้วย เขาบอกน่าจะตาย ไม่มีเปอร์เซ็นต์รอดเลย แต่ป้าก็รอด แล้วก็ไม่เจ็บด้วย มันมึนเฉย ๆ งง ๆ แล้วก็ไม่ขอยาแก้ปวดด้วยนะ ตอนนั้นอยู่โรงพยาบาลเดือนกว่าเพื่อจะหัดเดินใหม่


                 ครั้งที่หนึ่งตัดมดลูกนั่นธรรมดา สองตัดไส้ซึ่งหมอบอกว่าไม่น่ารอด สามก็คือคอหัก แล้วช่วงจากอุบัติเหตุมาป่าจะกลายเป็นคนที่มีอาการเพลียบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เพลีย ๆ ไม่ทราบว่าเป็นอะไร จนกระทั่งมาเจออุบัติเหตุรถคว่ำอีกครั้ง คือปกติป้าจะชอบไปเที่ยวเขาใหญ่ ตอนนั้นป้าแยกทางกับสามีแล้ว เวลาไปเขาใหญ่จึงจะขับรถเอง ตอนนั้นซื้อรถใหม่ ซุบารุโฟร์วิล อิมเพรสซ่า ปกติจะขับเองแต่วันนั้นขาลงมาก็ให้ลูกสาวที่ขอมาเลี้ยงขับลงมา ระหว่างทางก็มีอีซูซุป้ายแดงพยายามจะเบิ้ลเครื่องท้าแข่ง ลูกสาวก็บอกทำไมเขาทำอย่างนี้ ป้าก็บอกเขาท้าแข่ง ขับไปดี ๆ ก็แล้วกัน แต่ลูกเขาไม่เข้าใจ พอเข้าทางโค้งที่ออกค่ายอดิศรก่อนจะทำถนนใหม่นี้ เขาไปเร่งเครื่องหนี เข้าโค้งขับตั้ง 180 แน่ะแล้วเหยียบเบรกน่ะ พอเข้าโค้งปั๊บป้าก็บอกเดี๋ยวพ้นโค้งนี้จะขับเองแล้วก็ปลดเบลท์ พอโค้งปั้บเขาเหยียบเบรก รถก็เลยตะแคงวิ่งสองล้อเลาะมา พอมองไปมันมีรถใหญ่วิ่งมา ดูแล้วก็รู้ว่าถ้าพุ่งไปอย่างนี้รถคันนั้นต้องทับตายหมดทั้งคันแน่ ป้าก็เลยตัดสินใจโน้มตัวไปดึงพวงมาลัยแล้ว ตาก็มองไปที่ฝั่งค่ายอดิศรว่ามันต้องไปหยุดที่เสาไฟฟ้า เพราะถ้าเลยเสาไฟไปตกน้ำ ก็เลยพุ่งไปที่เสาไฟ พอปึ่งนี่รถก็กระแทกไปข้างหน้าแรงมาก กระจกแตกหมด รู้ตัวอีกทีแขนก็หลุด แขนยาวออกมาเลย ป้าก็จับดันขึ้นไปเอ๊ะเป็นอะไร แต่แขนเขียวเลยนะเสื้อก็ขาด เลือดไหลเต็มหน้า ยังไม่รู้สึกเจ็บอะไร ก็เห็นลูกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างหลังเลือดอาบเต็มหน้าเลย แล้วสองคนที่อยู่ข้างหลังก็อัดเรากับกระปุกเกียร์เพราะเป็นจังหวะที่เราพุ่งไปที่ลูกคนที่ขับ ท้องก็กระแทก รู้สึกว่าแน่น ทหารที่มาช่วยก็เอาลูกที่เลือดอาบไปก่อน แต่ตัวป้าป้าขยับไม่ได้ พอดีใกล้โรงพยาบาลมิตรภาพ ทหารเขาก็เอาเปลมาหามไปป้ารู้แล้วว่า ป้าต้องตับแตก เพราะรู้สึกว่ามันมีน้ำเย็น ๆพลั่ก ๆๆๆ อยู่ข้างใน แล้วก็บุญมากเลยที่หมอเวรวันนั้นเป็น
หมอที่เก่งมากในสระบุรี ป้าก็บอกหมอว่า ตับแตก หมอไม่เชื่อ หมอบอกรู้ได้ไงว่าตับคุณแตก ป้าก็บอกมันเย็น เขาก็เลยตัดเสื้อออกหมด ก็เห็นว่าแขนตัวเองมันยุบลงไปเป็นเนื้อเฉย ๆ นิ่ม ๆ กระดูกขาดจากกันแล้วห้อยอยู่ แล้วกระจกก็บาดถลกไปถึงกลางหัว เลือดออกมาเต็มไปหมด แล้วความรู้สึกที่ทนไม่ไหวคือตับ ป้าบอก หมอว่า ช่วยเร็ว ๆ หน่อย รู้ตัวว่าจะตายแล้ว คือมันเริ่มหนาว ตาพร่า มองไม่ค่อยเห็นหมอแล้ว เขาก็บอกช้าอีกหน่อยเดียวตาย เพราะเลือดตก 3-4 ขวดโค้กเต็มแน่นไปหมดในท้อง แต่หัวใจยังเต้นนะ พอเขาเข็นป้าเข้าไปป้าก็ถามว่าหมอชื่ออะไรคะแล้วหมอกระดูกก็เกิดเป็นหมอที่เก่งมากเลย เขาเผอิญขับรถมาแวะเฉย ๆ ทางโรงพยาบาลเขาก็เลยเอาตัวหมอกระดูกไว้ พอถามชื่อหมอสองคนก็หมดสติไปหมอใช้เวลาผ่านานมาก หมอบอกมองไม่เห็นว่าอะไร มันแตกมั่งก็เลยต้องรีบทำอย่างเร็ว เขาบอกกว่าจะดูดเลือดออกไปหมด ตับมันแตกฉีกหมดเลย เขาบอกกล้ามเนื้อมันฉีกขาดหมด เขาเลยต้องตัดกล้ามเนื้อท้องทิ้งด้วย ท้องป้าทุกวันนี้เลยจะเป็นถุงหนังธรรมดา


                 ตอนนี้ในตัวป้ามดลูกก็ไม่มีแล้ว ตับก็โดนตัด ลำไส้เล็กก็ตัดไปเยอะเหมือนกัน หมอก็ยังปลอบใจนะคะว่าคนเรามีตับแค่ 18 เปอร์เซ็นต์ก็ยังอยู่ได้ หมอให้กำลังใจ และที่มารู้ว่ากระดูกผุมากก็คือ หมอที่เป็นหลานชายเขาขับรถจากโรงพยาบาลภูมิพลมาทันตอนที่ป้าผ่าตัดแขน เขาก็เข้าไปในห้องผ่าตัดด้วย เขาก็บอกป้า...แขนป้านี่เอาไม่อยู่เลย กระดูกมันเหลือเส้นเดียวที่ไม่ขาดจากกัน เขาก็เอาเหล็กใส่ พอใส่เขาก็บอกขันสกรูไม่ได้ เขาบอกปกติคนจะไม่หักตรงนี้ ที่หักตรงนี้แสดงว่ากระดูกมันร่วนมาก เขาก็เลยทำเป็นเหล็กประกบสองอัน แล้วใส่เหล็กไปอีกทีหนึ่ง เขาก็บอกว่าสภาพกระดูกเท่าที่เห็นจากการผ่าตัดนี่เหมือนคนอายุ 80 ปี หมอที่ดูเขาก็ยังคุยกันว่าทำไมกระดูกเป็นขนาดนี้ หลานก็เลยบอกว่าป้าไม่มีฮอร์โมนตั้งแต่อายุ 28 ปีแล้ว


                  จนกระทั่งผ่านไปอีกสัก 2-3 ปีป้าต้องเดินทางไปเชียงใหม่ วันนั้นเครื่องบินเจอพายุ เครื่องก็ลงแรง เหตุการณ์ครั้งนั้น ป้าเดินมาได้นะแต่พอมายืนตรงที่รับกระเป๋าก็ยืนไม่อยู่แล้ว เขาก็เอารถเข็นมารับ ตอนนั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเลยเขาบอกให้อยู่สักคืนหนึ่ง ป้าก็ไม่ยอมจะไปนอนบ้านเพื่อน ตอนเช้าหมอที่กรุงเทพฯก็บินไปดูป้าที่เชียงใหม่ เขาบอกยังไงป้าก็ต้องเข้าโรงพยาบาล เขาพาป้าเข้าเครื่องสแกน หมอออก
มาก็เงียบกันหมดเลย นิ่ง ๆ เงียบ ๆ ของหมอนี่ป้าจะรู้ ก็เลยบอก บอกมาตรง ๆ นะว่าป้าเป็นอะไร หมอก็บอกป้าครับ ป้ากระดูกผุทั้งตัว เป็นสีน้ำตาลหมดเลย แล้วตรงข้อที่บั้นเอว ไม่มีหมอนรองกระดูก เขาบอกทนอยู่ได้ยังไง ซึ่งป้าก็ปวดนะ แต่นึกว่าปวดธรรมดา มันหายไปกับฮอร์โมน แล้วมันขบกันมันชนเส้นประสาทแล้วที่มีอาการชาขาเป็นประจำนี่เกิดจากตัวนี้ ก็ตัดคอร์สเซ็กชั่นกระดูกทุกส่วนเลย ไม่มีทางรักษาเลย


                  ตั้งแต่ตอนที่หมอเขาตัดลำไส้แล้วบอกว่าลักษณะอย่างป้าน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 8 ปี พอรู้อย่างนี้มันทำให้ป้าเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ในโลกนี้ไม่มีใครกำหนดชีวิตเราได้หรอก เราต้องกำหนดตัวเราเอง และความดีเท่านั้นจะทำให้เราอยู่ได้ ตั้งแต่นั้นตัวป้าเองก็เริ่มทำความดีมากขึ้น ป้ามีความเชื่อเรื่องศาสนาพุทธมากและให้กับพระศาสนามาตลอด ทำสมาธิไม่หยุดเลย พอมาเจ็บครั้งที่กระดูกผุ หมอบอกว่า
โดยปกติคนที่เป็นโรคนี้ต้องนั่งวีลแชร์ นี่ป้าเดินได้ก็เก่งมากแล้ว แล้วอาการที่เกิดขึ้นกับกระดูกจะทำให้ตัวเตี้ยลง อาการต่อไปจะไม่หนีมะเร็งในกระดูก พอทราบป้าเองก็ยิ่งทำความดีมากขึ้น ๆ ตอนนี้ที่ป้าอยู่ได้อย่างปกติก็เพราะป้าต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ด้วยใจของป้าเอง

 

จากหนังสือ อันเนื่องมาจาก...ความรัก

ป้าใส เกษมสุข ภมรสถิตย์

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0036096334457397 Mins