กำเนิดผู้รู้จริงครูดีต้นแบบ

วันที่ 20 มค. พ.ศ.2565

650120_B.jpg

กำเนิดผู้รู้จริงครูดีต้นแบบ

            โลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกสลายไป แล้วกลับมาเกิดเป็นโลกใบใหม่ขึ้นมาอีกวนเวียนอยู่อย่างนี้นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ยุคใดที่สิ่งแวดล้อมทั้ง ๕ ในโลกสะอาดมาก ยุคนั้นมนุษย์และสัตว์ไม่เว้นแม้ต้นไม้ใบหญ้าย่อมอายุยืน พืชพันธุ์ธัญญาหารย่อมอุดมสมบูรณ์ ความอดอยากยากจนถึงมีก็น้อยมาก

            ในยุคเช่นว่านี้ ย่อมมีครอบครัวที่พ่อแม่มีจิตใจดีงาม รักการทำความสะอาด จัดระเบียบทั้งร่างกายตนเองตลอดจนปัจจัย ๔ และสิ่งที่เนื่องด้วยปัจจัย ๔ ด้วยตนเองอย่างพิถีพิถันถูกต้องเหมาะสมตามวิธีการของสิ่งนั้น ๆ ด้วยอารมณ์ดีมีจิตผ่องใสเป็นนิจ เมื่อบุตรถือกำเนิดมา ก็ตั้งใจอบรมให้บุตรคุ้นกับความสะอาด และความเป็นระเบียบตั้งแต่ยังเป็นทารกนอนแบเบาะ โตขึ้นก็อบรมให้บุตรรักการทำความสะอาด จัดระเบียบอย่างถูกวิธี และพิถีพิถันเช่นเดียวกับตนสมกับอายุ เพศ และวัย อย่างใกล้ชิด ชี้แจงเหตุผลให้บุตรเข้าใจตรงตามความเป็นจริงว่า ทำไมจึงต้องปฏิบัติต่อสิ่งของนั้นๆ อย่างนี้อย่างนั้น ด้วยอารมณ์แจ่มใสและไม่เบื่อต่อการตอบข้อซักถามและข้อข้องใจของบุตร

           บุตรที่เกิดในครอบครัวเช่นนี้ ทั้งหญิงและชายย่อมสามารถควบคุมโรคประจำกาย ๖ ของตนได้ดีมาแต่เล็ก สุขภาพร่างกายย่อมแข็งแรง ใจย่อมเชื่องอยู่ในกายไม่กระสับกระส่ายง่าย เกิดความรักสงบเป็นชีวิตจิตใจโดยธรรมชาติ เพราะถูกฝึกให้มีสติสัมปชัญญะโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ใจจดจ่อกับการทำความสะอาด จัดระเบียบทั้งร่างกาย ตุ๊กตาที่อุ้มเล่นและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของตน

          บุตรเช่นว่านี้ เมื่อเติบโตขึ้นหากได้พบครูดีแนะนำสั่งสอนให้ทำสมาธิถูกวิธีท่านแล้วท่านเล่า ย่อมสามารถเก็บใจไว้กลางกายได้เป็นนิจ สติสัมปชัญญะย่อมสมบูรณ์ ใจย่อมผ่องใส ทรงพลังมหาศาลเกินคาด เพราะตั้งแต่เล็กจนโต การกระทำใดๆ ทางกายก็ตรงไปตรงมา เพื่อให้สิ่งที่ทำนั้นสะอาด และเป็นระเบียบจริงสมกับคุณสมบัติ หรือคุณภาพของสิ่งนั้น ไม่มีการกระทำใดๆ ทางกายที่น่าอับอายต้องปิดบังใคร คำพูดก็ตรงไปตรงมาตามคุณภาพงานที่ตนทำ ไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวเท็จใด ๆ ความคิดก็ตรงไปตรงมาตามความจริง เพื่อให้ทุกสิ่งที่ตนต้องเกี่ยวข้องดำเนินไปด้วยดี ไม่มีใครต้องเดือดร้อน เพราะคำพูดและการงานที่ตนทำ มีแต่เกิดประโยชน์ต่อทุกคน

          บุคคลที่ใจสงบเป็นสมาธิตั้งมั่น มีสติควบคุมเก็บรักษาใจไว้ในศูนย์กลางกายได้เป็นนิจ มีสัมปชัญญะคิดรู้ตัวอยู่เสมอ ตั้งแต่วัยทารกเช่นนี้ เมื่อเห็นชาวโลกในยุคของตน ยอมแพ้อย่างราบคาบต่อความจริงที่น่าตระหนกประจำโลก ๔ ประการ คือ ๑) ตั้งแต่เกิดมาต่างต้องตกอยู่ใต้ความไม่รู้อะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่รู้ว่าตนเกิดมาทำไมก็ยอมคิดมักง่ายว่าช่างมัน ๒) ตั้งแต่เกิดมาต่างต้องอยู่กับความทุกข์เดือดร้อนทั้งกายใจจนกระทั่งตาย ก็ยอมคิดมักง่ายว่าช่างมัน ๓) ตั้งแต่เกิดมาต่างต้องอยู่กับความสกปรก และผลิตขยะสร้างความสกปรกให้แก่โลกจนกระทั่งตายแม้ตายแล้วก็ยังทิ้งศพให้สกปรกต่อโลกอีก ก็ยอมคิดมักง่ายว่าช่างมัน ๔) ตั้งแต่เกิดมาต่างต้องตกอยู่ใต้กฎแห่งกรรมซึ่งไม่มีการประกาศให้รู้ แต่บีบคั้นให้ต้องเป็นนักโทษรอประหารของโลกอย่างไม่มีวันจบ ก็ยังยอมคิดมักง่ายว่าช่างมันอยู่นั่นเอง แต่ท่านผู้มีใจสงบนี้กลับยึดสู้ ไม่ยอมถอยแม้ครึ่งก้าว เพราะสติเตือนให้ท่านระลึกถึงความจริงที่เห็นประจักษ์ตามธรรมชาติว่า

                         เมื่อมีร้อน            ก็มี           เย็น

                         เมื่อมีมืด               ก็มี           สว่าง

                         เมื่อมีขุ่น               ก็มี           ใส่

เพราะฉะนั้น       เมื่อมีความไม่รู้       ก็ย่อมมี     ความรู้แจ้งมาแก้ไขได้

                        เมื่อมีความทุกข์     ก็ย่อมมี     ความสุขมาแก้ไขได้

                        เมื่อมีความสกปรก  ก็ย่อมมี     ความสะอาดมาแก้ไขได้

                        เมื่อมีการตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ก็ย่อมมี การอยู่เหนือกฎแห่งกรรมมาแก้ไขได้

           สัมปชัญญะของท่านก็คอยกระตุ้นเตือนให้รู้ตัวว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่ท่านต้องยอมสละชีวิตบำเพ็ญเพียรทั้งด้านกายภาพ และจิตภาพควบคู่กันไป เพื่อค้นหาความจริงของสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง เพื่อนำความรู้จริงเรื่องนั้นๆ มาเป็นอุปกรณ์กำจัดความจริงที่น่าตระหนกประจำโลกทั้ง ๔ ประการ ให้หมดสิ้นให้จงได้

           ในที่สุด หลังจากท่านค้นคว้าและประพฤติปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดยิ่งยวดพอเหมาะพอดีมายาวนาน สุขภาพร่างกายของท่านก็แข็งแกร่งเต็มที่ สมาธิและสติสัมปชัญญะของท่านก็สมบูรณ์ถึงที่สุด สามารถประคองรักษาใจให้หยุดนิ่ง ตั้งมั่น ณ ศูนย์กลางกายได้อย่างถาวร ใจของท่านก็ใสสะอาดบริสุทธิ์ถึงที่สุด บังเกิดความสว่างโพลงขึ้นภายในอย่างไม่มีประมาณ ราวกับกลืนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงไว้กลางท้อง แต่มีความชุ่มเย็นเหมือนดวงจันทร์เพ็ญสามารถเห็นสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ต่างๆ ตรงตามความเป็นจริง และรู้แจ้งความจริงจากการเห็นนั้นพร้อมๆ กันไป ทำให้ท่านสามารถประพฤติปฏิบัติกายวาจาใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ตั้งแต่นั้นมาทุกการกระทำของท่านย่อมไม่ทำความเดือดร้อนใดๆ ทั้งต่อตัวท่านเองและผู้อื่น มีแต่จะทำให้เกิดประโยชน์กับสรรพสัตว์ทั่วหน้า กิเลส คือโรคประจำใจ ๓ ก็ถูกกำจัดออกจากใจ เพราะการเห็นและรู้ความจริงจากความสว่างภายในนั้น

          สิ่งที่สำคัญและเป็นพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย คือ ท่านไม่หวงแหนความรู้แจ้งเห็นจริงที่ท่านค้นคว้าศึกษาวิจัยมาด้วยชีวิตของท่านเอง ท่านยังมีมหากรุณาสั่งสอนชาวโลกให้รู้ความจริงของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งตามท่าน ติดตามให้กำลังใจผู้ที่สามารถตรึกตรองจนรู้ความจริงให้กล้าสละชีวิต ฝึกตนจนสามารถเก็บใจไว้ในกายได้อย่างถาวร ใจจึงสะอาด บริสุทธิ์ ได้รู้แจ้งเห็นจริงในทุกระดับทั้งจากภายนอกและภายในกาย กำจัดกิเลสได้อย่างเด็ดขาด และพ้นทุกข์อย่างแท้จริงตามท่าน ท่านจึงได้ชื่อว่า ท่านผู้รู้แจ้งเห็นจริง คือ ทั้งรู้และทั้งเห็นจริงในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งด้วยตนเองโดยชอบ เราเรียกนามของท่านสั้นๆ ว่า ท่านผู้รู้จริง

หลักคิดการจัดการศึกษา

          ท่านผู้รู้จริงได้กรุณาให้หลักคิดในการจัดการการศึกษาไว้อย่างลึกซึ้งแต่เรียบง่ายว่า

          ๑. ความรู้วิชาการทางโลก ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีด้านต่างๆ หากเกิดกับคนพาล คือ คนที่สติยังอบรมมาไม่เข้มแข็งพอ ยังควบคุมใจให้อยู่ในกายเป็นนิจสมแก่เพศวัยของตนไม่ได้ ย่อมมีแต่จะนำความพินาศฉิบหายมาให้ เพราะใจของเขาชอบแวบออกไปนอกตัวและขุ่นมัวอยู่เป็นนิจ จึงเห็นถูกเป็นผิด เห็นผิดเป็นถูกได้ง่าย ใช้วิชาการทางโลกเข้ามาเป็นอุปกรณ์เสริมให้คิดร้าย พูดร้าย และทำสิ่งร้าย ๆ ย่อมก่อความเดือดร้อนอย่างมหันต์ทั้งต่อตัวเขาเองและคนรอบข้าง ตรงกับที่ท่านผู้รู้จริงเตือนว่า การจัดการศึกษาที่ถูกจำเป็นต้องปลูกฝังสติสัมปชัญญะให้มั่นคงไว้เป็นภูมิคุ้มกันความชั่วให้แก่ผู้เรียนก่อนแล้วถ่ายทอดวิชาการตามหลัง หรืออย่างน้อยต้องปลูกฝังสติสัมปชัญญะและถ่ายทอดวิชาการไปพร้อม ๆ กัน แต่ห้ามถ่ายทอดวิชาการโดยไม่ปลูกฝังสติสัมปชัญญะเด็ดขาด

           ๒. ท่านผู้รู้จริงยังได้เมตตาแสดงถึงความร้ายกาจของโรคประจำใจ ๓ ว่า เคยทำลายชีวิตผู้คนไปครึ่งค่อนโลกมาแล้วด้วยอาการ ๓ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้รอบคอบในการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน

          ในอดีตก่อนยุคของท่านผู้รู้จริง ชาวโลกในยุคนั้นส่วนมากเชื่อว่าสมองควบคุมกายโดยไม่เชื่อว่าคนมีใจ จึงไม่สนใจที่จะฝึกสติสัมปชัญญะไว้ควบคุมใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้คนทุกระดับชั้นจึงยินดีกับความไม่ชอบธรรม ถูกความโลภบีบคั้นหนัก ให้คิดเพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นในทางไม่ชอบ ผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฎหมาย มั่วสุมเสพคุ้นอบายมุขทุกชนิด มีความเห็นผิดเป็นชอบ ต่างจับอาวุธเพื่อก่อสงครามเข่นฆ่าล้างผลาญกัน ส่งผลให้ผู้คนในยุคนั้นล้มตายไปเป็นจำนวนมาก (อง,ติก, ๒๐/๕๓๖/๒๒๐-๒๒๑ (ไทย.มจร) นี้เป็นผลร้ายแห่งความโลภประการที่ ๑

          เพราะขาดสติสัมปชัญญะควบคุมใจ ผู้คนต่างโลภหนัก นอกจากเพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์สมบัติผู้อื่นในทางไม่ชอบแล้ว ต่างคนต่างทำลายสิ่งแวดล้อมเพราะความโลภเห็นแก่ตัวนั้น ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ข้าวกล้าเสียหายเป็นเพลี้ยหนอนเหลือแต่ต้น อาหารก็ขาดแคลนไปทั่วโลก มนุษย์จึงล้มตายไปอีกมากมายด้วยทุพภิกขภัย นี้เป็นผลร้ายแห่งความโลภประการที่ ๒

          เมื่อผู้คนขาดสติสัมปชัญญะควบคุมใจ ต่างคนต่างถูกความโลภบีบคั้นใจอย่างหนัก ตัวเป็นคนแต่ใจกลายเป็นยักษ์ ขาดความเมตตาสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ได้ปล่อยอมนุษย์ คือ โรคระบาดร้ายแรงให้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค เพื่อหวังทรัพย์สมบัติของผู้อื่น เมืองอื่น ประเทศอื่นในทางไม่ชอบ ผู้คนจึงล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง นี้เป็นผลร้ายแห่งความโลภประการที่ ๓

          ความล้มตายของผู้คนครึ่งค่อนโลกในอดีตที่ท่านผู้รู้จริงแสดงไว้ย่อมชี้ชัดว่า สาเหตุที่ความโลภท่วมทับใจของผู้คนทั้งโลก ล้วนเกิดจากการจัดการศึกษาผิดๆ ของแต่ละยุคสมัย แต่ละประเทศในภูมิภาคทั่วโลก เริ่มจากตั้งเป้าหมายการศึกษาผิด แทนที่จะมุ่งเพื่อค้นหาความรู้จริงไว้ใช้กำจัดทุกข์ กำจัดกิเลส คือ โรคประจำใจ ๓ เพื่อความบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจของทุกคน จะได้อยู่เหนือกฎแห่งกรรม กลับมุ่งไปส่งเสริมให้แข่งกันรวย แข่งกันเป็นมหาอำนาจทางด้านต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งเสริมให้กิเลส คือ โรคประจำใจ ๓ แพร่ระบาดเร็วขึ้นทั้งสิ้น

ความจริงที่ต้องจัดการศึกษา

          การศึกษามีความสำคัญต่อมนุษยชาติ เพราะเป็นวิธีการเดียวเท่านั้น ที่สามารถนำพาชาวโลกให้เข้าถึงความจริงอันประเสริฐสามารถเอาชนะความจริงน่าตระหนกประจำโลก ๔ ประการได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการฝึกสติสัมปชัญญะเป็นอันดับแรก แล้วตามด้วยความรู้วิชาการและเทคโนโลยีด้านต่างๆ การจัดการศึกษาควรมุ่งให้ผู้เรียนรอบรู้ความจริงที่ต้องรีบรู้รับประพฤติปฏิบัติ แล้วฝึกฝนแก้ไขดัดนิสัยตนให้เป็นผู้มีนิสัยดี 

650120_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E1.jpg

*****

ความรู้วิชาการทางโลก
หากเกิดกับคนพาล
ย่อมมีแต่จะนำความพินาศฉิบหายมาให้
เพราะใจของเขาชอบออกไปนอกตัว
และขุ่นมัวอยู่เป็นนิจ
จึงเห็นถูกเป็นผิด เห็นผิดเป็นถูกได้ง่าย

*****

 

จากหนังสือ สติ สัมปชัญญะ รากฐานการศึกษาของมนุษยชาติ

เผด็จ ทตฺตชีโว

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.014278002580007 Mins