เมื่อรูปทรงพุทธเจดีย์ถูกปรับเปลี่ยนไป

วันที่ 24 กค. พ.ศ.2568

เมื่อรูปทรงพุทธเจดีย์ถูกปรับเปลี่ยนไป

 

                       ต้องยอมรับว่าแม้กระทั่งรูปทรงของพระพุทธเจดีย์ที่เป็นไปเพื่อยืนยันถึงความเที่ยงแท้แห่งพระสัทธรรมก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและค่านิยม ทั้งนี้เพราะมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่นย่อมมีความเชื่อ และมีวัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นของตนเอง ทำให้เกิดมีการปรับเปลี่ยนและปรับปรุง วัฒนธรรม ให้สอดคล้องกับความเคยชินเดิมๆ ของตน และเพื่อความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนอีกด้วย

 

                       ความเปลี่ยนแปลงเรื่องรูปร่างของพุทธเจดีย์เกิดขึ้นเมื่อพระพุทธศาสนาเดินทางไปถึงประเทศศรีลังกา มีการปรับเพิ่มด้วยการยึดส่วนที่เป็นฉัตร หรือต้นโพธิ์ให้สูงขึ้นไป แล้วขนานนามการเรียกเจดีย์ไว้ใช้เฉพาะตนว่า “ดากาบ้า” ดังภาพ

24-7-68_5b%282%29.png

                       คำว่า "ดากาบ้า” นี้ พัฒนาสำเนียงมาจากคำเดิมว่า“คัพภะ” หรือ “Garbha” ซึ่งเป็นภาษาสันกฤต แปลว่า“ครรภ์” เกิดตามความเชื่อที่ว่า “ความเป็นตถาคต คือพระพุทธเจ้าหรือพระธรรมกาย ที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้านั้นอยู่ที่กลางกาย” (ทฤษฎีตถาคตคัพภะ : The TathagataGarbha)

 

                       จากตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาทำให้สันนิษฐานได้ว่าจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของพุทธเจดีย์ที่ชาวศรีลังกาเรียกขานกันว่า“ดากาบ้า” ที่มีนามว่า “รุวันเวฬุเซย่า” นั้นน่าจะเป็นทรงกลมเพราะในสมัยที่พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ ทรงดำริจะสร้างพระเจดีย์นี้ขึ้น พระวิศวะกรรมัน เทพแห่งวิศวกรรม ได้จำแลงมาเป็นนายช่างใหญ่ผู้รับผิดชอบการออกแบบและการก่อสร้าง ได้อธิบายและแสดงให้พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะฟังว่ารูปร่างของพระเจดีย์น่าจะเป็นอย่างนี้ ว่าแล้วก็วักน้ำในอ่างน้ำใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับสระสนาน และให้น้ำในฝ่ามือหยดลงไปในผืนน้ำในอ่าง จนปรากฏเป็นฟองผุดพราย แล้วกล่าวว่าพุทธเจดีย์น่าจะมีรูปทรงเช่นนี้ นั่นคือ รูปทรงเดียวกับฟองน้ำที่ปรากฏขึ้นขณะที่น้ำกระทบกับน้ำ ซึ่งทำให้น่าคิดว่ารูปร่างพุทธเจดีย์ของประเทศศรีลังกา แต่ดั้งเดิมที่เริ่มต้นขึ้นนั้นน่าจะเป็นรูปทรงโดมเช่นเดียวกัน เพียงแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปจึงทำให้เกิดการประยุกต์ และปรับปรุงเพื่อความชัดเจนในความเป็นเอกลักษณ์

 

                       นอกจากนี้ ณ ประเทศศรีลังกานี่เอง ที่เชื่อกันว่าพุทธเจดีย์ได้ถูกปรับอีกครั้งให้เป็นรูปร่างเหมือน "ระฆังคว่ำ" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนามว่า“เจดีย์ทรงระฆัง" (BellShape) 

24-7-68_6b%282%29.png

                       ฉะนั้น เมื่อกระแสการปรับเปลี่ยนได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีต่อไปเรื่อยๆ เพราะพระพุทธศาสนามิได้หยุดการเผยแผ่แต่เฉพาะที่ประเทศศรีลังกาเท่านั้น หากยังคงดำเนินต่อไปในส่วนต่าง ๆ ของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะเมื่อวัฒนธรรมการสร้างพระพุทธเจดีย์ได้ก้าวลึกเข้าไปยังเนปาล ธิเบต จีนญี่ปุ่น เกาหลี และอินโดเนเซีย

 

                       ประเทศจีน เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีการปรับเปลี่ยนรูปทรงของพุทธเจดีย์มากที่สุด การปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นตามวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมของจีนนั่นเอง โดยพัฒนาให้สอดคล้องกับรูปแบบของพระราชวัง ซึ่งยึดหลักการของทางสายกลาง และความเชื่อในเรื่องสวรรค์ชั้นต่างๆ ที่ซ้อนสูงหลั่นกันขึ้นไปจนกระทั่งถึงพระนิพพาน ทำให้มีชื่อใหม่ที่ใช้สำหรับเรียกรูปแบบพุทธเจดีย์จีนเป็นภาษาอังกฤษว่า“Pagoda” ดังภาพ

24-7-68_7b%282%29.png

                       จาก Pagoda นี้เองพุทธเจดีย์ที่มีรูปร่างคล้ายเก๋งจีนจาก Pagodaหรือพระราชวังซ้อน ๆ กันก็ได้ปรับตัวอีกครั้ง ด้วยการลบ“การช้อยออกของหลังคา” แต่ละชั้นออกไป แล้วเรียกรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ในภาษาอังกฤษว่า Tower Stupaหรือพุทธเจดีย์ที่รูปร่างคล้ายตึกสูง วิวัฒนาการเช่นนี้ มีคล้ายคลึงกันทั้งในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี

24-7-68_8b%282%29.png

                       สำหรับประเทศธิเบต ได้รับรูปทรงของพุทธเจดีย์ทรงระฆังจากประเทศศรีลังกาไปพัฒนาขึ้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนอย่างเด่นชัดจนได้รับการขนานนามว่า Tibetan Stupaหรือ พุทธเจดีย์แบบธิเบต ตรงตามหลักทฤษฎีที่ว่า Stupa is the Buddha himself ที่แปลเป็นไทยว่า เจดีย์คือพระพุทธองค์ ซึ่งตามตำนานกล่าวว่าชนชาวธิเบตไม่มีโอกาสได้เห็นต่างมีพระรูปกายหรือองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าความปรารถนาที่จะได้เห็นพระองค์ชัด ๆ เห็นได้ง่าย ๆตามใจปรารถนา จึงพัฒนาพุทธเจดีย์ทรงระฆังให้มีลักษณะที่มองแล้วประดุจพระองค์กำลังนั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้า ดังภาพ

24-7-68_9b%282%29.png

                       ดูแล้วช่างเป็นการปรับพัฒนาที่น่ารักน่าสรรเสริญเพราะมิได้เป็นไปเพราะความเชื่อมั่นในวัฒนธรรมถิ่นของตนแต่หากเป็นไปเพราะความเคารพ รัก และศรัทธาในพระพุทธองค์อย่างแท้จริง

 

                       เมื่อพิจารณาต่อไป ก็จะพบว่าเป็นไปได้ที่ธิเบตอาจพัฒนารูปทรงของพุทธเจดีย์มาจากประเทศเนปาล ซึ่งมี รูปแบบของพุทธเจดีย์ดั้งเดิมอยู่มาก แต่มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมเล็กน้อยตรงส่วนยอด และมีการเติมนัยน์ตาลงไปที่ส่วนหยักทั้งสี่ด้านดังภาพ

24-7-68_10b%282%29.png

รูปทรงเจดีย์ที่ประเทศเนปาลมีนัยน์ตาทั้งสี่คู่

 

นัยน์ตาของพุทธเจดีย์ที่ประเทศเนปาลมาจากไหน

                       นัยน์ตาทั้งสี่คู่ของพุทธเจดีย์ที่ประเทศเนปาลพัฒนามาจากความเชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดจนบุคคลผู้เข้าถึงพระธรรมกายอรหัต เป็นอรหันตบุคคล ย่อมมีความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ไปได้รอบตัวโดยไม่มีประมาณ พูดง่าย ๆ ก็คือเห็นได้โดยรอบ ไม่มีสิ่งใดมาปิดบังอำพรางได้นั่นเอง

 

                       ด้วยเหตุนี้เมื่อพิจารณาไปถึงพุทธเจดีย์ในประเทศกัมพูชาหรือเขมร ที่คนรุ่นหลังเข้าใจว่า รูปทรงที่มีพระพักตร์ทั้งสี่ด้านของพระมหากษัตริย์ ที่มีสายตามองออกไปโดยรอบนั้นเป็นความหมายที่มาจากความเชื่อในศาสนาฮินดู ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะเนื่องจากพุทธศาสนาดั้งเดิมในประเทศกัมพูชาหรือเขมรนั้นมีความเชื่อในเรื่องของพระพุทธศาสนาที่มีการเข้าถึงพระธรรมกาย และยังเชื่อในเรื่องของจักรวาทินที่เชื่อว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทวะและเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าโดยเชื้อสาย และเป็นโดยธรรม ดังนั้นรูปทรงที่มีพระพักตร์ทั้ง 4 ด้านน่าจะรับมาจากพระพุทธศาสนามากกว่า

 

                       ความเชื่อในเรื่องของการเข้าถึงพระธรรมกาย และความเชื่อว่ากษัตริย์เป็นบุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่งอิทธิพลต่อการสร้างพุทธเจดีย์ ทำให้มีการพัฒนาจากรูปทรงเจดีย์จากที่ประกอบด้วยนัยน์ตามาเป็นรูปทรงที่ประกอบด้วยพระพักตร์ทั้งหมดของพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายถึงผู้เป็นสมมติเทวะคอยทอดสายตามองดูพสกนิกรของพระองค์ด้วยเมตตาธรรม

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0016566356023153 Mins