บรมพุทโธกับทฤษฎีธรรมกาย
ในยุคปัจจุบันโลกหวนกลับมาได้ยินคำว่าธรรมกายกันประเทศอินโดนีเซียชัด ๆ อีกครั้ง เพราะรูปทรงของพุทธเจดีย์บรมพุทโธ ในได้ปรากฏหลักฐานออกสู่สายตาของชาวโลก ทั้ง ๆ ที่พุทธเจดีย์องค์นี้ถูกสร้างขึ้นมาเนิ่นนานแล้ว
บรมพุทโธ เกิดด้วยความความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ในสมัยของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทรอาณาจักรศรีวิชัยโบราณ ที่เจริญอย่างยิ่งด้วยภาษาสันสกฤตชนิดที่ว่าพระนักศึกษาจากจีนต้องแวะเข้าไปเรียนภาษาสันสกฤต เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาชั้นสูงต่อที่มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาของโลกสมัยนั้น
อย่างไรก็ตามภายหลังบรมพุทโธที่ยิ่งใหญ่กลับถูกทอดทิ้งและยังถูกธรรมชาติซ่อนไว้อย่างมิดชิดด้วยป่าดงดิบที่สูงรกชัฏในช่วงวันเวลาที่พระพุทธศาสนาต้องถดถอยลงเพราะการเข้ามาของศาสนาอิสลาม
บรมพุทโธคอยเวลาเผยตัวเองสู่สายตาโลกอยู่นานจนกระทั่งวันที่มีการค้นพบจากนักวิชาการชาวฝรั่งเศสผู้สนใจพุทธเจดีย์องค์นี้ เขาได้ทุ่มเทเวลาและศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจังอยู่หลายขวบปีจึงประกาศให้โลกวิชาการตระหนักและยอมรับว่า พุทธเจดีย์อัศจรรย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วย “ธรรมกาย” ชายผู้เปิดความลับนี้มีนามว่า พอล มูส(Paul Mus)
บรมพุทโธแทบจะไม่แตกต่างกับสาญจิเจดีย์ในต้นยุคนั่นคือ โดยรอบรูปทรงขององค์เจดีย์นี้มีรูปลักษณ์เป็นทรงกลม หรือ ทรงโดมพระธรรมกายที่ซ่อนไว้ในองค์เจดีย์ย่อยมาครอบคลุมทั้งหมดของส่วนโค้ง เพื่อย้ำคำพูดที่ว่าพระธรรมกายกำจายออกไปซึ่งบรมพุทโธนำสภาวะของอัดแน่นอยู่ในจักรวาลเพียงแต่เปลี่ยนส่วนยอดที่เป็นรั้ววัชรอาสน์และฉัตรให้กลายเป็นพุทธเจดีย์องค์ใหญ่เท่านั้น
บรมพุทโธ (ภาพบน) เทียบกับ สาญจิ (ภาพล่าง)
สำคัญกว่านั้น บรมพุทโธยังแสดงถึงความเป็นธรรมกายไว้ชัดเจนด้วยการสร้างพุทธเจดีย์ให้เป็นช่อง เป็นรูพรุน ที่สามารถสอดแขนลึกเข้าไปได้ ภายในเป็นพระพุทธรูปหินทรายซึ่งการสร้างในลักษณะนี้คนรุ่นหลังให้คำอธิบายว่าหากนักท่องเที่ยวต้องการเข้าถึงพระภายใน เพียงสอดมือเข้าไปแค่ศอกก็สัมผัสถึงองค์พระได้แล้ว ถ้อยคำนี้จึงน่าคิดเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้รักการปฏิบัติธรรม
เจดีย์องค์น้อยที่มีพระภายใน ซึ่งก็คือ “ธรรมกาย”นั่นเอง พอล มูส ให้คำจำกัดความไว้ว่า Warrior in cage หรือแปลถ้าให้ดีก็คือ กายแห่งชัยชนะซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งเจดีย์ น้อย ๆ นี้ไปตรงกับทฤษฎีตถาคตคัพภะ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วเบื้องต้น

บรมพุทโธ ในประเทศอินโดนีเซีย
บรมพุทโธจึงเป็นเจดีย์แห่งธรรมกายจริง ๆ และปรากฏชัดเจนที่สุดในยุคประวัติศาสตร์ในช่วงวันเวลาที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองเฟื่องฟู แผ่ร่มเงาครอบคลุมทั้งหมดของภูมิภาคเอเชีย