พุทธเจดีย์ที่เราเห็นจนชินตา
นับเนื่องเป็นร้อยๆ ปี ที่เจดีย์ทรงกลมเลือนหายไปจากความทรงจำของพุทธศาสนิกชนทำให้คนรุ่นหลังโดยเฉพาะรุ่นปัจจุบันไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น อีกทั้งโดยส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงความเป็นมาของพุทธเจดีย์ที่ตนกราบไหว้ ทำให้พากันคิดไปว่ารูปทรงของพุทธเจดีย์นั้นน่าจะมีส่วนสำคัญเพียงส่วนเดียว คือ ส่วนสูง และต้องมียอดแหลม แต่ยังมีความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่มากกว่านั้น
ทั้งนี้เพราะพุทธเจดีย์ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ (Symbol)เพราะในหนึ่งเส้นตรง หรือหนึ่งส่วนโค้ง ได้แทนหรือแสดงปรัชญามากกว่าหนึ่งเสมอดังนี้
ส่วนสูง (Pile) แสดงถึงเส้นทางสายกลาง หรือมัชฌิมมรรค(Middle Way) หรือแทนถึงเขาพระสุเมรุ ดังเช่นเจดีย์พุทธคยาที่เป็นสัญลักษณ์ของแผนภูมิจักรวาล และสวรรค์หลาย ๆชั้นซ้อนหลั่นกันขึ้นไป จนกระทั่งปลายสุดที่เรียกว่าเม็ดน้ำค้าง (Pinnacle) แทนพระนิพพาน

ส่วนกว้าง (Plan) คือแผนภูมิที่มองจากยอด เรียกว่า Top view

ซึ่งจุดศูนย์กลางแสดงถึง เส้นทางสายกลาง และพระนิพพานไปในขณะเดียวกัน ในขณะที่วงกลมที่หลั่นออกไป หมายถึงวงแห่งสวรรค์แต่ละชั้น ไปจนกระทั่งขอบนอกสุด คือ ภพมนุษย์ ส่วนที่พ้นออกไปหากเป็นขอบของเส้นรอบรูปจะเป็นส่วนที่เป็นบัวคว่ำ ซึ่งก็คือนรกภูมินั่นเอง
ส่วนพุทธเจดีย์ที่มีรูปทรงแตกต่างไปจากทรงระฆัง (ซึ่งเป็นทรงที่เราคุ้นตาที่สุดนั้น) ล้วนเป็นพุทธเจดีย์ที่เน้นไปทางส่วนสูง และมักมีรูปทรงที่พัฒนามาจากดอกบัวทั้งสิ้นโดยเฉพาะตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงและอีสานของไทย

ส่วนพุทธเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของอาณาจักรสุโขทัยนั้น เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท

เป็นเจดีย์ที่น่าจะมีความหมายสอดคล้องกันสองประการ คือ แทนดอกบัวแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อหมายถึง พระธรรมคำสอนที่พร้อมเผยกลีบบัวงามที่โผล่พ้นน้ำแล้วด้วยแสงตะวัน (บัว คือ ใจอันสงบพร้อม แสงตะวัน คือ แสงแห่งพระสัทธรรม) หรือเพื่อถ่ายทอดความเป็นเจดีย์มหาจุฬามณีที่สถิตอยู่ยอดเขาพระสุเมรุ (บางแห่งก็เรียกว่าไกรลาส)มาทำให้พุทธศาสนิกชนได้กราบเพื่อรำลึกถึงพระพุทธคุณเพราะคติโบราณเชื่อกันว่ามหาจุฬามณีเจดีย์ มีสัณฐานประหนึ่งดอกบัวงาม
ฉะนั้น นักวิชาการผู้สนใจศึกษาเรื่องราวของพุทธเจดีย์น่าจะพิจารณาให้พุทธเจดีย์ทรงดอกบัวนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบของพุทธเจดีย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำโขง และแม่น้ำมูล