ความจริงขั้นต้นทุกคนต้องรีบรู้
สาระบทที่ 4
ความจริงสังสารวัฏ-น่าตระหนกที่ต้องเร่งรู้-รีบประพฤติปฏิบัติ
1. แผนผังภาพรวมบทที่ 4
2. ความจริงเรื่องสังสารวัฏ
3. พุทธพจน์ความจริงเรื่องสังสารวัฏ
4. ความจริงน่าตระหนกที่ต้องเร่งรู้
5. ธรรมชาติประจำชีวิต 4
6. ปัญหาประจำชีวิต 4
7. ความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ
8. การบรรเทาปัญหาโลกที่ต้องรีบประพฤติ
9. งานประจำชีวิต 4
10. ความดีสากล 5
11. เวลาชีวิต 4
12. ผู้ที่สามารถก้าวพ้นสังสารวัฏได้ ผู้นั้นต้องมีนิสัยดีพื้นฐาน
13. ฆราวาสธรรม 4 พื้นฐานฝึกตนให้พ้นสังสารวัฏ สัจจะ-ทมะ-ขันติ-จาคะ
14. ต้นเหตุปัญหาโลก
15. ความสำรวม 4 ต้นทางฆราวาสธรรม
16. ความสำรวมเบื้องต้นทางกาย วาจา อาชีพ ใจ
17. พุทธพจน์เกี่ยวกับความสำรวม
18. การมีสติสํารวมทําความดีสากล 5
19. ความดีสากล 5 ต้นทางสัมมาทิฏฐิ 10
20. สรุปบทที่ 4
21. พระสูตรอ้างอิงบทที่ 4
เป้าหมายการทำความดีสากล 5 คือ เข้าถึงธรรมภายใน

แม้นักวิทยาศาสตร์ นักปราชญ์ บัณฑิตทุกยุคทุกสมัย ได้พยายามค้นหาหรือตามล่าสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ชาวโลกต้องเป็นทุกข์คืออะไรตลอดมาเพื่อหาทางป้องกันแก้ไขกำจัดทุกข์ทั้งหลายให้สิ้น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ผู้รู้จริงทุกสรรพสิ่ง ได้ให้นัยไว้แล้วว่า
เหตุแห่งความทุกข์เดือดร้อนไม่รู้สร่างซาและข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ได้เด็ดขาดนั้น อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่อยู่ในร่างกายที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ ซึ่งมีสัญญา คือ ความจำและมีใจครองของเราแต่ละคนนี่เอง

เพราะฉะนั้นขอเชิญตามล่าหาความจริงในตัวเราก่อน เพื่อจะได้ออกแบบชีวิตตนเองให้พ้นความทุกข์เดือดร้อนประจำโลกได้หมดสิ้นเด็ดขาด ณ บัดนี้
ความจริงเรื่องสังสารวัฏ
ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นความจริงที่เกิดกับทุกคนจนเห็นเป็นเรื่องปกติ แต่เคยย้อนคิดถามตนเองหรือไม่ว่า 1) ชีวิตเราจบลงที่ความตายเท่านั้น หรือยังมีชีวิตหลังควาตายอีก 2) ชีวิตที่เกิดใหม่นี้ ยังมีการแก่ เจ็บ ตาย อีกหรือไม่ ที่เรียกว่าการเวียนว่ายตาเกิด 3) เราเพิ่งเกิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก หรือได้เคยเกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน วงจรการเวียนว่ายตายเกิดนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด ใครเป็นผู้ทำให้วงจรนี้สิ้นสุด ทำอย่างไรจึงสิ้นสุด
มีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงรู้เห็นความจริงชัดแจ้งด้วยพระองค์เองว่า ทุกชีวิต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดตามกรรมที่ตนทำไว้ เพราะทุกชีวิตตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมใครทำกรรมชั่วก็ไปเกิดใหม่ในภพที่เป็นทุกข์ ทำกรรมดี ก็ไปเกิดใหม่ในภพที่เป็นสุขวงจรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดกับทุกชีวิต นั่นคือ สรรพสัตว์ต่างเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเรียกว่าสังสารวัฏ มานับครั้งไม่ถ้วนตามแรงกรรมที่ตนทำไว้ พระพุทธองค์ทรงอุปมาความจริงเรื่องสังสารวัฏในลักษณะต่าง ๆ ว่ามีความยาวนานจนนับไม่ได้ ดังตัวอย่างพระสูตรต่อไปนี้
ความยาวนานของสังสารวัฏ
1. ติณกัฏฐสูตร ว่าด้วยหญ้าและท่อนไม้
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าสังสารวัฏนับว่ามีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้เหมือนบุคคลตัดหญ้า ท่อนไม้ กิ่งไม้และใบไม้ในชมพูทวีปมารวมกันแล้วทำให้เป็นมัดมัดละ 4 นิ้ว โดยสมมุติแต่ละมัดว่าเป็นมารดาบิดา จนกระทั่งใบไม้เหล่านั้นหมดไปก็ไม่สามารถนับมารดาบิดาเหล่านั้นได้ครบ
2. ปฐวีสูตร ว่าด้วยแผ่นดิน
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าสังสารวัฏนับว่ามีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้เหมือนบุคคลยกเอาแผ่นดิน มาปั้นเป็นก้อนเท่ากับเมล็ดกระเบา จนกระทั่งแผ่นดินนั้นหมดไป ก็ไม่สามารถนับมารดาบิดาเหล่านั้นได้ครบ
3. อัสสุสูตร ว่าด้วยน้ำตา
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าสังสารวัฏนับว่ามีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้เหมือนน้ำตาที่มนุษย์ร้องไห้เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจหรือเพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ ตลอดระยะเวลายาวนาน มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4
4. ขีรสูตร ว่าด้วยน้ำนม
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าสังสารวัฏนับว่ามีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้เหมือนน้ำนมที่มนุษย์ทั้งหลายดื่มกินตลอดระยะเวลายาวนาน มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4
โลกมีความจริงน่าตระหนกประจำโลกและชีวิต ที่เป็นเหตุเกิดและเหตุพ้นจากสังสารวัฏ ซึ่งผู้รู้จริง คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไปรู้ไปเห็นมาอย่างชัดแจ้ง มีทั้ง
1. ความจริงน่าตระหนกที่ต้องเร่งรู้
และ
2. ความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ
หากรู้และปฏิบัติตามความจริงทั้งสองนี้ย่อมหลุดพ้นจากสังสารวัฏไปสู่ชีวิตใหม่ ที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกทุกชีวิตต่างหมดกิเลส พบสุขถาวรแท้จริงเป็นอมตะนิรันดร์กาล

ความจริงน่าตระหนก
ที่ต้องเร่งรู้
ความจริงน่าตระหนกที่ต้องเร่งรู้
1. โลกที่เราอยู่ทั้งโลกคือคุก เราทุกคนคือนักโทษ เพราะเห็นอยู่แล้วว่า ทุกคนเกิดมา ต้องแก่ เจ็บ ตาย อยู่ในโลกนี้ ไม่เคยมีใครรอดตายแม้คนเดียว ยิ่งกว่านั้นไม่เคยมีใครรู้วันตายของตนล่วงหน้า แต่ก็ยังมองไม่ออกว่าตนตกเป็นนักโทษรอประหารตั้งแต่วันเกิดแล้ว เพราะฉะนั้น แต่ละคนจึงไม่ต่างกับเป็ด ไก่ หมู ที่ไม่รู้ว่าเจ้าของฟาร์มจะส่งพวกมันไปโรงฆ่าสัตว์เมื่อไร
2. โลกถูกกฎเหล็กซึ่งไม่มีการประกาศให้ทราบ ควบคุมความประพฤติทั้งทางกายวาจา ใจ อย่างเข้มงวด เรียกว่า กฎแห่งกรรม กฎนี้มีความสลับซับซ้อนมาก คือลงโทษผู้ทำผิดกฏในปัจจุบันทันทีก็มี ในชาติถัดไปก็มี หรือในชาติต่อ ๆ ไปก็มีเป็นผลให้สัตวโลกแต่ละชีวิตเป็นนักโทษรอประหารที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดทนรับทุกข์ทรมานสาหัสไม่รู้จบ
3. ความจริงน่าตระหนกที่ชาวโลกมองข้าม เพราะถือเป็นเรื่องธรรมชาติประจำสรีระ เป็นกันมาแล้วเช่นนี้ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก คือ ทันทีที่ทุกคนคลอดจากครรภ์มารดาต่างก็มีอาพาธ 6 ติดตัวมาด้วย ได้แก่ 1. ความหนาว 2. ความร้อน 3. ความหิว 4. ความกระหาย 5. ความปวดอุจจาระ 6. ความปวดปัสสาวะ บีบคั้นให้กระสับกระส่ายแม้ไม่ทุกข์หนักถึงตายทันที แต่ก็รักษาไม่หายขาด ได้แต่บรรเทาไปวันหนึ่ง ๆ พร้อมกับบีบคั้นให้เกิดปัญหานานาชนิดตลอดชีวิตตามข้อความในสรีรัฏฐธัมมสูตร ดังนี้
ธรรมชาติประจําสรีระ 10
อาพาธ 6
1. ความหนาว
2. ความร้อน
3. ความหิว
4. ความกระหาย
5. ความปวดอุจจาระ
6. ความปวดปัสสาวะ
7. ความสำรวมกาย
สํารวม 4
8. ความสํารวมวาจา
9. ความสำรวมอาชีพ
10. ธรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งภพ
เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมประจำสรีระ 10 ประการนี้ควรพิจารณาเนือง ๆ
สรีรัฏฐธัมมสูตร องฺ.ทสก. (ไทย.มจร) 24/49/105
4. อาพาธ 6 บังคับแต่ละคนต้องพึ่งพาปัจจัย 4 ตลอดชีวิต คือ
• ความหนาว-ความร้อน ต้องพึ่ง เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย
• ความหิว ความกระหาย ต้องพึ่ง อาหาร น้ำ
• ความปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ต้องพึ่ง สุขภัณฑ์ ยารักษาโรค

5. อาพาธ 6 ทำให้กายกระสับกระส่าย สกปรก เสื่อม ตลอดชีวิต เพราะระบบต่าง ๆ ในกายถูกบังคับให้ร่วมกันสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย ขณะเดียวกันเซลล์ในกายก็ตายนาทีละ 300-400 ล้านเซลล์ ซากเซลล์ที่ตายแล้วกลายเป็นขี้ไคลบ้าง ปนกับอุจจาระออกมาบ้าง กายจึงสกปรก เน่าเหม็น เสื่อมเป็นนิจ เหมือนศพเดินได้ หากแตะต้องสิ่งใช้สอยใด ๆ สิ่งนั้นต้องพลอยสกปรกเปรอะเปื้อนตามกายไปด้วย ทำให้เสียอารมณ์ง่าย ไม่สุภาพ ไม่ตรงต่อเวลา ความคิดสับสน จึงหลง-ชัง-โง่-กลัวต่อคน สัตว์ สิ่งของ ขาดสติอย่างหนัก จึงรักตนไม่เป็น เป็นมิตรเทียมตนเอง
การที่ใครหลงเข้าใจผิดคิดเข้าข้างตนเอง แล้วดูหมิ่นผู้อื่นว่าตนสะอาดกว่างามกว่า จะมีประโยชน์อะไร นอกจากการหลอกตนจนไม่เห็นธรรม
วิชยสูตร ขุ.สุ. (ไทย,มจร) 25/195/546-548


6. อาพาธ 6 บังคับให้ต้องมีสติพิถีพิถันฝึกตนให้รอบคอบในการหา การเก็บ การใช้การรักษาปัจจัย 4 ตลอดชีวิต
ปัจจัย 4 และทรัพย์สมบัติทั้งหลาย แม้ได้มาโดยชอบธรรม แต่ต้องแตกดับไปในที่สุด ใครแสวงหามามากเกินจำเป็นเท่าไร ทำให้เสียเวลาทำความดี เหนื่อยทั้งการหาการป้องกัน รักษามากเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่งมันก็ต้องพลัดพรากจากเราไป
ผู้รู้ประมาณในปัจจัย 4 และทรัพย์สมบัติทั้งหลาย จึงเป็นผู้มีสติปัญญาแท้จริงไม่ต้องเหนื่อยเกินเหตุ ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น
ถ้าผู้ใดบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 โดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์แท้จริงผู้นั้นย่อมกินใช้ฟุ่มเฟือยบ้าง อดอยากบ้าง
» ถ้ากินใช้ฟุ่มเฟือย ก็ต้องเหนื่อย เสียเวลาประกอบอาชีพมาก
ทำให้เสียสุขภาพ เสียทรัพย์เกินเหตุ
» ถ้ากินใช้อดอยาก
ก็เสียสุขภาพ เสียอารมณ์
อย่างไรก็ตามทั้งสองกรณีต่างได้ชื่อว่า “ต้องตายพร้อมกับนิสัยไม่รู้ประมาณ” กลายเป็นว่าผู้นั้นเกิดมาชาตินี้ เพื่อเพิ่มกิเลส เพิ่มนิสัยเสียให้แก่ตนเองเท่านั้น
7. อาพาธ 6 บังคับทุกคนให้ต้องประกอบการงานอาชีพเพื่อให้ได้ปัจจัย 4 มาดำรงชีวิต
ปัจจัย 4 แต่ละอย่างต่างอาศัยวัตถุดิบจากสิ่งแวดล้อมมาผลิต
บ่อยครั้งถึงกับต้องทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย จึงส่งผลให้ดินฟ้า อากาศแปรปรวน มีทั้งน้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว พายุกระหน่ำ หิมะตกผิดฤดูกาล ฝนแล้ง ตามมาด้วยอาหารขาดแคลน ตลอดจนโรคระบาดรุนแรงผู้คนล้มตายจำนวนมาก
แต่ละประเทศต่างดิ้นรนแสวงหาวัตถุดิบ จึงทำลายสิ่งแวดล้อมเกินเหตุ ทำให้เกิดสุดท้ายคือต้องประสบความปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง ตามมาด้วยสงครามอดอยาก ยากจน และความตายอย่างอเนจอนาถกันทุกประเทศทั่วโลก

8. ปัญหาทั้งโลกมีสาเหตุเพียง 2 ประการ ซึ่งอยู่ในกายและใจประชาชนในทุกประเทศ คือ

9. จากต้นเหตุปัญหาทั้งโลก คือ อาพาธ 6 และ กิเลส 3 ทุกชีวิตจึงมีธรรมชาติประจำชีวิต 4 และปัญหาประจำชีวิต 4 ที่ต้องเร่งรู้ใส่ใจระมัดระวัง คือ
1) ธรรรมชาติกายตน กายต้องมีไออุ่นหล่อเลี้ยงที่ 37°C ตลอดเวลา ชีวิตจึงดำเนินไปได้ แต่กายถูกบีบคั้นด้วยอาพาธ 6 จึงต้องมีปัจจัย 4 มาบรรเทาเพื่อรักษาไออุ่นให้คงที่ ที่ 37°C
2) ธรรมชาติการอยู่ร่วมกัน ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ มีความสามารถจำกัด ต้องพึ่งพาอาศัยกัน อยู่ลำพังคนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว สังคม ชาติ จึงจะอยู่รอดปลอดภัย
3) ธรรมชาติอาชีพ ทุกคนต้องประกอบอาชีพ เพื่อได้ปัจจัย 4 ชีวิตจึงจะดำรงอยู่ได้
4) ธรรมชาติจิตใจ ทุกคนมีกิเลส 3 ฝังแทรกอยู่ในใจตั้งแต่เกิด ใจจึงขุ่นเผลอสติ ทํากรรมชั่วได้ง่าย
ธรรมชาติประจําชีวิต 4
1. ธรรมชาติภายตน
อาพาธ 6 คือ ความหนาว-ร้อน หิวกระหาย ปวดอึ ฉี่ เป็นสัญญาณเตือนจากทุกระบบในกายว่าได้เวลาแล้ว รีบบรรเทาความกระสับกระส่ายและผลิตไออุ่นด้วยปัจจัย 4 ให้เต็มที่ ตรงเวลาอย่างมีสติสัมปชัญญะ กายย่อมแข็งแรงไม่มีปัญหาสุขภาพ ใครจะบอกให้รู้
2. ธรรมชาติการอยู่ร่วมกัน
มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เพื่อพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าฝึกสมาชิกให้รู้จักใช้-เก็บรักษาทำความสะอาด-จัดระเบียบปัจจัย 4 รวมทั้งของสาธารณะอย่างมีสติสัมปชัญญะ ย่อมไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่เป็นปัญหาสังคม ใครจะฝึกให้
3. ธรรมชาติการประกอบอาชีพ
การประกอบอาชีพ เพื่อได้ปัจจัย 4 เลี้ยงชีวิต ถ้าทุกคนต่างมีสติสัมปชัญญะ เตือนตนให้รู้จักแบ่งปันกัน ไม่เอาเปรียบ ไม่กลั่นแกล้งทำลายกัน เห็นใจกัน ย่อมไม่เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีคู่แข่งคู่แค้น ใครจะเตือน
4. ธรรมชาติจิตใจ
แม้ยังมีกิเลส เป็นคฤหัสถ์ ถ้าได้ฝึกให้รักการทำทาน ให้อภัย รักษาศีล ฟังธรรม เจริญภาวนาเพื่อเพิ่มพูนบุญและสติสัมปชัญญะเป็นนิจ ย่อมเป็นเหตุให้จิตใจผ่องใส ละโลกไป ย่อมไปเกิดในภพใหม่ที่เป็นสุข ไม่มีปัญหาจิตใจ ใครจะฝึกให้
ปัญหาประจําชีวิต 4
1. ปัญหากายตน
อาพาธ 6 ของผู้ใดย่อมบังคับให้กาย-ปัจจัย 4 รวมทั้งของใช้ของผู้นั้น สกปรกเป็นนิจตลอดชีวิตถ้าเขาไม่ถือโอกาสฝึกสติด้วยการทำความสะอาดกาย ทำความสะอาดและจัดระเบียบปัจจัย 4 ของใช้ให้ถูกวิธีทันทีย่อมเกิดปัญหาสุขภาพ ปัจจัย 4 สิ้นเปลือง ใครจะฝึกให้
2. ปัญหาการอยู่ร่วมกัน
ผู้ไม่ฝึกสติผ่านการทำความสะอาด จัดระเบียบปัจจัย 4 ส่วนตนเป็นนิจ เมื่ออยู่ร่วมกันมักกระทบกระทั่งกันด้วยกาย-วาจา แล้วลุกลามไปถึงเพื่อนบ้าน ชุมชน ย่อมเกิดปัญหาสังคม ใครจะฝึกให้
3. ปัญหาการประกอบอาชีพ
ผู้ไม่ทำความสะอาด ไม่จัดระเบียบ ผู้ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริตเป็นนิจ เมื่อประกอบอาชีพยิ่งขาดสติง่าย ย่อมเห็นแต่ประโยชน์ตน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น ทำงานไปก็เพิ่มคู่แข่งกับคู่แค้นไปด้วย ย่อมเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ใครจะเตือน
4. ปัญหาจิตใจ
ถ้าไม่ได้กัลยาณมิตรเตือนสติให้หมั่นทำความสะอาด-จัดระเบียบปัจจัย 4 ด้วยตนเองให้รู้ประมาณ ก็ยิ่งเผลอสติ ครุ่นคิดแต่จะเอาเปรียบคู่แข่ง กำจัดคู่แค้น บุญกุศลก็ไม่คิดทำ แม้ร่ำรวยมียศศักดิ์ ก็ไม่เป็นสุข ย่อมมีแต่ปัญหาจิตใจ ใครคือกัลยาณมิตร

“โลก คือ คุก เราทุกคนล้วนเป็นนักโทษรอวันประหารและคุกนี้คุมประพฤติเราด้วยกฎแห่งกรรมบีบคั้นเราด้วยอาพาธ 6 และกิเลส 3”
ความจริงน่าตระหนก
ที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ
ความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ

ความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ
1.การบรรเทาปัญหาโลกที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ
อาพาธ 6 และกิเลส 3 เป็นเหตุ 1) ทำให้เกิดธรรมชาติประจำชีวิต 42) เกิดปัญหาประจำชีวิต 4 ซึ่งเป็นปัญหาของคนทั้งโลก เราทุกคนจึงต้องบรรเทากำจัดด้วยการ 3) ทำงานชีวิต 4 ให้สะอาด ระเบียบ สุภาพ ตรงเวลา เป็นสมาธิและ 4) จัดสรรเวลาชีวิต 4 อย่างมีสติสัมปชัญญะ ดังต่อไปนี้
1) ธรรมชาติกายตน ร่างกายทุกคนต้องการปัจจัย 4 เพื่อบรรเทาความกระสับกระส่ายอันเกิดจากถูกอาพาธ 6 บีบคั้น จะต้องใช้ปัจจัย 4 บรรเทาอย่างมีสติสัมปชัญญะ คือถูกวัตถุประสงค์ ถูกวิธี ถูกเวลา หากทำถูกย่อม ไม่มีปัญหาจากกายตน เราจึงมีงานสุขภาพที่ต้องทำ และจัดสรรเวลาสุขภาพเพื่อรักษาสุขภาพกายตนให้แข็งแรง นับเป็นกรรมดี ... ต้องเริ่มฝึกจากบ้าน
2) ธรรมชาติการอยู่ร่วมกัน เราต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เพื่อพึ่งพาอาศัยกันในการหา-ใช้-เก็บรักษา-ทำความสะอาด-จัดระเบียบปัจจัย 4 รวมทั้งของส่วนรวมและของสาธารณะอย่างมีสติสัมปชัญญะ เพื่อลดปัญหาสังคม เราจึงมีงานมิตรภาพที่ต้องทำ และจัดสรรเวลาสร้างมิตรภาพการอยู่ร่วมกัน เพื่อสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรสังคมมีความสามัคคี นับเป็นกรรมดี ..... ต้องเริ่มฝึกจากบ้าน
3) ธรรมชาติการประกอบอาชีพ อาพาธ 6 บังคับเราทุกคนต้องหาปัจจัย 4 มาบรรเทาเราจึงต้องประกอบอาชีพสุจริต เว้นอาชีพต้องห้าม 5 คือ ไม่ค้ายาพิษ ไม่ค้าอาวุธไม่ค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า ไม่ค้ามนุษย์ ไม่ค้าสิ่งเสพติด ละเว้นจากอบายมุข เพื่อให้มีสุขภาพกายที่แข็งแรง สร้างมิตรภาพกับเครือข่ายคนดี ห่างไกลจากคนพาลใจบาปเราจึงมีงานอาชีพที่ต้องทำและจัดสรรเวลาเพื่ออาชีพ ...... ต้องเริ่มฝึกจากบ้าน
4) ธรรมชาติจิตใจ ใจมีกิเลสแฝงอยู่ เราจึงต้องฝึกสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นคุณธรรมรักษาใจให้เว้นกรรมชั่ว มีแต่คิดดี พูดดี ทำดี และทำให้จิตใจผ่องใสเสมอ เราจึงมีงานที่ต้องทำ คือ งานกลั่นใจให้ผ่องใส และจัดสรรเวลาแต่ละวันเพื่อการกลั่นใจให้ผ่องใสด้วย ...... ต้องเริ่มฝึกจากบ้าน
ความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ

งานประจำชีวิต 4
1. งานสุขภาพ
- พึงมีสติบริโภคปัจจัย 4 ถูกวิธี แต่พอดี
- พึงมีสติทำความสะอาด จัดระเบียบปัจจัย 4
- พึงมีสติจัดกิริยา ท่าทาง ยืน เดิน นั่ง นอนถูกวิธี และออกกำลังกายพอเหมาะ
- พึงมีสติไม่ปล่อยให้หนาว-ร้อนเกินหิวกระหายเกิน ไม่กลั้นอี-นี่ไว้นาน ๆสุขภาพย่อมดี นับเป็นกรรมดี
2. งานมิตรภาพ
- พึงมีสติ ทำความสะอาด จัดระเบียบสิ่งของเครื่องใช้ส่วนรวมและสิ่งสาธารณะ
- พึงมีสติ พูดแต่คำจริง เป็นประโยชน์ ไพเราะถูกเวลา ไม่ว่าร้าย ไม่หยาบคาย ไม่นินทาไม่เพ้อเจ้อ
- พึงมีสติปฏิบัติหน้าที่ประจำทิศ 6 เป็นเหตุให้สามัคคี นับเป็นกรรมดี
3. งานอาชีพ
- พึงมีสติประกอบอาชีพสุจริตเว้นมิจฉาอาชีวะ อาชีพต้องห้าม และอบายมุข 6
- พึงมีสติทำงานให้ได้คุณภาพ ทันยุคทันเหตุการณ์
- พึงมีสติสร้างเครือข่ายคนดีกับผู้ร่วมอาชีพธุรกิจย่อมเจริญ นับเป็นกรรมดี
4. งานกลั่นใจให้ผ่องใส
- พึงมีสติหมั่นเยี่ยมเยือนภิกษุ ทำทานรักษาศีล 5 อุโบสถศีล
- พึงมีสติหมั่นทำความเห็นให้ตรง ด้วยการฟังธรรม แสดงธรรม สนทนาธรรม
- พึงมีสติหมั่นเจริญสมาธิภาวนาให้บรรลุธรรมกาย เป็นเหตุให้ใจผ่องใส นับเป็นกรรมดี
ความดีสากล
5
ต้นทาง
ทุกความดี
1. ความสะอาด
2. ความเป็นระเบียบ
3. ความสุภาพ
4. การตรงต่อเวลา
5. การมีสมาธิ
ความหมายความดีสากลเบื้องต้น 5
ความดีสากลเบื้องต้น 5 คือ ความดี 5 ประการ ได้แก่ สะอาด ระเบียบ สุภาพ ตรงต่อเวลา เป็นสมาธิ ที่เกิดจากการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างมีสติสัมปชัญญะ จนคุ้นชินเป็นนิสัยของบุคคลทุกเพศทุกวัย นับเป็นการป้องกันตนไม่ให้ประพฤติทุจริต ย่อมเป็นผลให้ผู้นั้น
1. แม้ตนก็ติเตียนตนเองไม่ได้
2. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมสรรเสริญ
3. กิตติศัพท์อันงามย่อมขจรไป
4. ไม่หลงลืม มีสติตาย
5. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ปฐมทุจริตสูตรที่ 1 องฺ.ปญฺจก. (ไทย.มจร) 26/241/384
เวลาชีวิต 4
1. เวลาเพื่อสุขภาพ
1. พึงมีสติกิน นอน ตื่น อาบน้ำ ขับถ่าย ถูกวิธี ตรงเวลา
2. พึงมีสติสังเกตอี-ฉี่ ทั้งสี กลิ่น ลักษณะ
3. พึงมีสติปิด เปิด ประตู หน้าต่าง สังเกตลมสังเกตฝน สังเกตอุณหภูมิ ก่อนนอน
4. พึงมีสติสังเกตที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่มเพื่อใช้ให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ
2. เวลาสร้างมิตรภาพอยู่ร่วมกัน
1. พึงมีสติทําความสะอาด จัดระเบียบของใช้ ปัจจัย 4 ที่ใช้ร่วมกัน
2. พึงมีสติแนะนำ ปรึกษาขณะปฏิบัติหน้าที่ประจำทิศ 6 ซึ่งมีต่อกัน
3. พึงมีสติเคารพซึ่งกันและกันในการแสดงความคิดเห็น
4. พึงมีสติสงเคราะห์กันอย่างเหมาะสม
3. เวลาเพื่ออาชีพ
1. พึงมีสติเข้างาน เลิกงาน ตรงเวลาตามที่กำหนด
2. พึงมีสติทําการงานในหน้าที่ ทั้งงานประจำและงานเฉพาะกิจเป็นทีม ด้วยจิตกุศลให้ดีกว่าดีที่สุดเพื่อบุญบารมีของตน
3. พึงมีสติไปสนทนากับกัลยาณมิตรร่วมชุมชน
4. พึงมีสติประชุมกันเนืองนิจตามหลักอปริหานิยธรรม 7
4. เวลาเพื่อการกลั่นใจให้ผ่องใส
1. พึงมีสติเยี่ยมเยือนภิกษุ สวดมนต์ ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น ด้วยความพร้อมเพรียงกัน
2. พึงมีสติศึกษาธรรม ฟังธรรม เทศนาธรรมสนทนาธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
3. พึงเจริญภาวนาอย่างน้อยวันละ 2 ชม. เพื่อเข้าถึงพระธรรมกายและหลับตื่นในอู่ทะเลบุญ

ความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ
2.ผู้ที่สามารถก้าวพ้นสังสารวัฏได้ ผู้นั้นต้องมีนิสัยดีพื้นฐาน
ติดเป็นขันธสันดาน เป็นคุณธรรม ศีลธรรมประจำใจ 4 ประการมั่นคงก่อนคือ นิสัยมีสัจจะ มีทมะ มีขันติ มีจาคะ ซึ่งเรียกว่า ฆราวาสธรรม

1. สัจจะ
นิสัยมีสัจจะ
สัจจะ แปลว่า ความซื่อตรง เป็นลักษณะความเข้มแข็งของจิตใจในการทุ่มเททำการงาน คือ ทำสิ่งใด สิ่งนั้นต้องสำเร็จ มีคุณภาพ ไม่มีความเดือดร้อน ให้น้ำตานองหน้าในภายหลัง ลักษณะนิสัยผู้มีสัจจะมี 3 ประการ คือ จริง ตรง แท้ ได้แก่
1.1 ทำงานเอาจริง ไม่ทำเป็นเล่น ไม่โลเล ไม่เหลาะแหละ
1.2 ทำงานตรงไปตรงมา ไม่คด ไม่โกง ไม่อคติ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมีแต่ระมัดระวังป้องกันภัยที่จะตามมา
1.3 ทำงานเอาดีแท้ ไม่ทำของปลอม ไม่ทำของเก๊ ทำแต่สิ่งมาตรฐานทําอย่างมีคุณภาพ
“ผู้มีสัจจะจึงมีความน่าเชื่อถือ น่าเชื่อใจ มีชื่อเสียงดี”
หลักการปลูกฝังสัจจะ
ความซื่อตรง มีสัจจะ จะเกิดขึ้นเฉพาะในบุคคลที่มีความนึกคิดเชิงบวก เป็นกุศลวิตก 3 ประการเท่านั้น
1.คิดไม่หมกมุ่นในเรื่องกาม มีแต่คิดเสียสละ
2.คิดไม่มุ่งร้ายพยาบาทใคร มีแต่คิดเมตตาปรารถนาดี
3. คิดไม่เบียดเบียนใคร มีแต่คิดกรุณาช่วยเหลือเขา

“ความคิดเชิงบวกทั้ง 3 ประการนี้ จะเกิดเฉพาะในบุคคลที่กัลยาณมิตรปลูกฝังให้ทำความสะอาด จัดระเบียบด้วยความเต็มใจ ถูกวิธี มีสติกำกับมาอย่างชำนาญเป็นนิสัยแล้วเท่านั้น”
2. ทมะ
นิสัยมีทมะ
ทมะ แปลว่า การฝึกฝน เป็นลักษณะความเข้มแข็งของจิตใจในการฝึกฝนตนเองให้มุ่งมั่น ค้นคว้าหาความจริง หาสภาพจริง ๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะสิ่งนั้น ๆ ของธรรมชาติ สัตว์ คน สิ่งของ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีคุณสมบัติประจำทั้งด้านบวกและลบ ด้านมืดและสว่าง ด้านคุณและโทษ เมื่อรู้ทั้งสองด้านแล้วจะได้ค้นคว้าหาวิธีปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ ได้ถูกต้อง พบแล้วก็นำมาปฏิบัติฝึกฝนให้เป็นนิสัยเพื่อได้ประโยชน์เต็มที่ และรู้ไม่ให้เกิดโทษเดือดร้อนตามมา ลักษณะนิสัยผู้มีทมะ 3 ประการ คือ ฝึก หยุด ข่ม ได้แก่
2.1 ฝึก คือ ฝึกตนเอง ให้รู้จักวิธีค้นคว้าหาความจริง ในสิ่งต่าง ๆ ให้ได้กว้างไกลลุ่มลึก รอบคอบ หมั่นค้นคว้าหาความรู้คุณสมบัติจริงของสิ่งต่าง ๆ ให้มาก เก็บไว้เป็นข้อมูล ก่อนทำการงานใด ก็ฝึกนำข้อมูลคุณสมบัติจริงนั้นมาประเมินผลที่จะตามมาว่าจะเดือดร้อนหรือไม่ จึงตัดสินใจ นี้คือมีสัจจะและทมะประกอบปัญญา เมื่อตัดสินใจทำก็ฝึกมุ่งทำภารกิจนั้นจนสำเร็จ ไม่ว่าจะประสบอุปสรรคใด ๆ นี้คือ สัจจะกำกับปัญญา
2.2 หยุด คือ ตัดสินใจหยุด ไม่ทำต่อไป ทันทีที่รู้ว่าสิ่งที่กำลังคิด-พูด-ทำนั้นไม่ถูกต้อง ผิดวิธี ผิดศีลธรรม ผิดเวลา ผิดสถานที่
2.3 ชม คือ ข่มใจตนเอง
1) ให้ตั้งใจฝึกค้นหาคุณสมบัติจริงสิ่งต่าง ๆ ให้ยิ่งขึ้น
2) ประสบความสำเร็จแล้วก็ไม่เหลิง ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่เอาแต่ใจตัวเองไม่อยากเกินเหตุ แต่รู้ประมาณ
“ผู้มีทมะจึงมีความรอบคอบ ระมัดระวังมีความก้าวหน้า ปัญญาลุ่มลึก ไม่เอาแต่ใจตัว”
หลักการปลูกฝังทมะ

3. ขันติ
นิสัยขันติ
ขันติ แปลว่า ความอดทน เป็นลักษณะความเข้มแข็งของจิตในการยืนหยัดทำความดีถอนตัวจากความชั่ว มี 4 ประเภท คือ
3.1 อดทนต่อความลำบาก ไม่ว่าเหนื่อย-หนาว-ร้อนจากแดด-ลม-ฝนกระหน่ำมากเพียงไร ก็อดทนทำจนงานสำเร็จด้วยใจใส ๆ มีสติกำกับ
3.2 อดทนต่อทุกขเวทนา ไม่ว่าเจ็บป่วยไข้-หิวกระหายปานใด ก็ไม่คร่ำครวญเลี้ยง เกี่ยง ท้อ อดทนทําจนงานสําเร็จด้วยใจใส ๆ มีสติกำกับ
3.3 อดทนต่อการยั่วยุให้เจ็บใจ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งจากคำเยาะเย้ย สบประมาทก็ไม่คิดประทุษร้ายตอบ อดทนทำจนงานสำเร็จด้วยใจใส ๆ มีสติกำกับ
3.4 อดทนต่อการยั่วเย้าให้หลงใหล ไม่ว่าจะถูกความอยากน่าใคร่ในรูปแบบใด ๆ มายั่วเย้า เย้ายวน ก็ไม่ลุ่มหลง อดทนทำจนงานสำเร็จด้วยใจใส ๆ มีสติกำกับ
“ขันติเกิดขึ้น ขณะทำงานด้วยใจใส ๆ มีสติกำกับ"
หลักการปลูกฝังขันติ
ขันติเกิดจากความฉลาดในการคิดให้กำลังใจตน โดยได้แบบอย่างจากกัลยาณมิตร
1. เมื่อประสบความลำบากใด ๆก็ให้กำลังใจตนว่า
ใคร ๆ เขาทนลำบากได้ทําไมเราจะทนไม่ได้
2. เมื่อประสบความป่วยไข้ยามใดหมั่นเตือนตนไว้
ป่วยกายแล้วอย่าได้ป่วยใจตาม
3. เมื่อถูกระทบกระทั่งให้เจ็บใจก็หักห้ามใจไว้ ถึงอย่างไร
ก็ไม่เอาความชั่วของคนอื่นมาเป็นเหตุให้เราต้องทำชั่วตาม
4. เมื่อถูกเย้ายวนให้ลุ่มหลงทะเยอทะยาน ก็หักห้ามใจ
ถึงได้อะไรมา ยามตายก็ต้องทิ้งคงเหลือไว้แต่ดี-ชั่ว ติดตัวไป
4. จาคะ
นิสัยมีจาคะ
จาคะ แปลว่า ความเสียสละ ตัดใจ ตัดความยึดถือ เป็นลักษณะความเข้มแข็งของจิตในการเสียสละ ตัดใจสละสิ่งที่มีประโยชน์สุขน้อย เพื่อรักษาประโยชน์สุขมาก จาคะมีคุณลักษณะ 2 ประการ คือ
4.1 เสียสละวัตถุ สละทรัพย์สิ่งของความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เช่น มอบเงิน สิ่งของ สร้างโรงพยาบาล อาสาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากจากฝนตก น้ำท่วม ไฟไหม้ เป็นต้น
4.2 เสียสละอารมณ์ สละละทิ้งโลภ โกรธ หลง ละตระหนี่ ละใจแคบละมักโกรธ ละเห็นแก่ตัว ออกไปจากใจ เพื่อใจมีสติ เป็นสมาธิ ใจสะอาด สว่าง สงบ
“ผู้มีจาคะจึงสงบใจ ไร้กังวล เห็นใจผู้อื่นเป็น มีมิตรสหายดีพร้อมหน้าปรารถนาครูดี มีกัลยาณมิตรต้นแบบเยอะ ๆ”
จาคะ จะเกิด ขึ้นง่าย ต้องได้ ครูบา กัลยาณมิตร
ตามติด ตักเตือน ตอกย้ำ จำไว้ อย่าได้ โดดเดี่ยว
ลำพัง ผู้เดียว แพ้หง้าย ไม้เล็ก ร่วมเกิด เป็นดง
มั่นคง ต้านลม แรงได้ ไม้ใหญ่ ลำพัง กลางดอน
ถอนราก หักด้วย แรงลม จมยับ กับพื้น ธรณี
ยามใดญาติมิตรรู้ใจพร้อมหน้า เราย่อมกล้าฝ่าฟันอุปสรรค เมื่อใดเห็นคนดีมีความเพียร อ่อนน้อมถ่อมตน โอบอ้อมอารี ไม่ยินดีอบายมุข ต้องตกทุกข์ได้ยากยามนั้นเราต้องรีบจาคะ ยอมสละตนเข้าช่วย ทั้งด้วยแรงกาย แรงทรัพย์ แรงความรู้ความสามารถ แรงญาติ แรงยศตำแหน่ง ทุ่มช่วยคนดีให้พ้นทุกข์ ส่งเสริมให้สุขเจริญยิ่งขึ้นไป ไว้เป็นกำลังร่วมสร้างเครือข่ายคนดีให้มีเพิ่ม ดุจเสริมไม้เล็กน้อยใหญ่ให้เป็นดง ย่อมมั่นคงต้านลมพายุได้ฉะนั้น
บทสรุป ฆราวาสธรรม พื้นฐานการฝึกตนพ้นจากสังสารวัฏ
| สัจจะ | ทมะ | ขันติ | จาคะ | |
| 1. ต่อหน้าที่ |
ความจริงจัง ทำให้ครบทุกหน้าที่ |
ฝึก ไม่รู้ ไม่เป็น ไม่สม |
เจ็บใจ เจ็บกาย ก็ยอมทน |
> สละทรัพย์ > สละแรง > สละความรู้ >สละความสบาย ด้วยใจเมตตา |
| 2. ต่อการงาน | ทำแต่ละงานในหน้าที่ ให้เสร็จ ให้ดี มีคุณภาพ ให้ปลอดภัย ให้ทันเวลา | อบรมบ่มเพาะต้องฝึกหัดให้ดี | ||
| 3. ต่อวาจา |
ความจริงใจ พูดแต่ความจริง ไม่กลับกลอกไม่หลอกลวง พูด-ทำตรงกัน |
หยุด ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกธรรม |
ไม่ให้-ไม่ได้ ก็ยอมอด |
|
| 4. ต่อบุคคล |
คบกับใคร ไม่หลอกลวงไม่เอาเปรียบ ไม่กลั่นแกล้งไม่เหยียบย่ำ มีแต่ยกย่องประคองกัน |
ไม่ถูกวิธี ต้องติดใจ หยุดเลว |
เดินหน้าไม่ได้ ก็ไม่หนี ทนทําดีต่อไป |
สละอารมณ์ > ความไม่สงบใจ > ความโกรธ เพราะเห็นแก่ ความดี |
| 5. ต่อความดี |
จริงแสนจริง รู้ว่าสิ่งใดชั่ว ยอมตาย ไม่ยอมทำรู้ว่าสิ่งใดดี จำเป็น แม้ตาย ก็ต้องทำ |
ข่มใจ ไม่ให้เหลิง รู้ประมาณ |
ฆราวาสธรรม 4
เกิดได้ต้องถวายชีวิต "ฝึกงาน ฝึกตน"
ภายใต้การกำกับของ "ครูดี"
ความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ

กาย วาจา อาชีพ ใจ
สำรวม 4
กิเลส 3 ประการนี้ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ล้วนเป็นมลทินภายใน เป็นอมิตรภายในเป็นศัตรูภายใน เป็นเพชฌฆาตภายใน เป็นข้าศึกภายใน ล้วนก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำให้จิตกำเริบ เป็นภัยที่เกิดภายใน คน(ส่วนมาก)ไม่รู้จักภัยนั้น ไม่รู้จักผล ไม่รู้จักเหตุ
เมื่อมันครอบงำนรชนได้เมื่อใด ความมืดบอดย่อมมีเมื่อนั้น

ผู้นั้นย่อมกำจัดกิเลสทั้งหมดได้เด็ดขาด เหมือนดวงอาทิตย์กำจัดความมืดฉะนั้น
อันตรามลสูตร ชุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/88/456-458
สาเหตุสำคัญของปัญหาโลก
นั่นคือ สาเหตุสำคัญของปัญหาโลก เกิดจากชาวโลกส่วนใหญ่
1. เมื่อกายถูกอาพาธ 6 บีบคั้น ให้กระสับกระส่าย ถ้าไม่ได้ฝึกทำความดีสากล คือสะอาด ระเบียบ สุภาพ ตรงเวลา เป็นสมาธิ ก็ยิ่งไม่สำรวมกาย ไม่สำรวมวาจาไม่สำรวมอาชีพ ทำแต่สิ่งไร้ประโยชน์ ทำให้จิตกำเริบ มืดบอด เป็นทุกข์ทั้งกายทั้งใจ
2. โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นข้าศึกภายใน จึงได้โอกาสทำร้ายผู้นั้นให้ทำความชั่วสากล 5 คือ ทำแต่สกปรก ไร้ระเบียบ ไม่สุภาพ ไม่ตรงเวลา ไม่มีสมาธิ คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ซ้ำซาก ต้องเป็นทุกข์ไม่รู้จบ
3. ชาวโลกจึงขาดสติ ไม่สำรวมใจ มักปล่อยใจให้เตลิดออกนอกกาย ไปหลงรัก หลงชังสิ่งไร้สาระภายนอก
⇒ บัดนี้ ถึงเวลาที่ทั้งโลก จึงมีสติ มีสัจจะ ปฏิบัติความดีสากล 5 เป็นนิจ
ความสํารวม 4
แม่บทการป้องกันกำจัด ปัญหาทั้งโลก
ความสำรวม 4 แม่บทการป้องกันกำจัดปัญหาทั้งโลก

ภิกษุ ท. ธรรมประจำสรีระ 10 ประการนี้ ควรพิจารณาเนือง ๆ
1. กายถูกอาพาธ 6 บีบคั้นตั้งแต่เกิดจนตาย ได้แก่ 1) ความหนาว 2) ความร้อน3) ความหิว 4) ความกระหาย 5) ความปวดอุจจาระ 6) ความปวดปัสสาวะอาพาธ 6 ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและความสิ้นเปลืองปัจจัย 4 จึงต้องสำรวมกาย
2. ต้องมีปัจจัย 4 เพื่อบรรเทาอาพาธ 6 ดังนั้น
1)เราต้องพึ่งสิ่งแวดล้อม 5
2)เราต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม
3) ต้องมีกัลยาณมิตร
ถ้าขาดสติ ไม่ทําหน้าที่ประจําทิศ 6 จะทำให้เกิดปัญหาสังคมจึงต้องสำรวมกาย วาจา

3. ต้องหา-เก็บ-ใช้ปัจจัย 4
จึงต้องประกอบอาชีพ ถ้าขาดสติจะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจจึงต้องสํารวมอาชีพเว้นมิจฉาอาชีวะเว้นอบายมุขเสียสละ รักษาสิ่งแวดล้อม
4. ใจทรงพลังมหาศาล แต่ถูกกิเลสบีบคั้นตลอดชีวิต เสียพลังทำความดี ทำให้เกิดปัญหาจิตใจ จึงต้องสำรวมใจ
พุทธพจน์ว่าด้วยความสำรวม
ความสำรวม คือ ความไม่เพลิดเพลิน ไม่เชยชม ไม่ยึดติด รูปที่พึงรู้แจ้งทางตา... เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหู... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูก...รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น.... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกาย... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด
ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่เชยชม ไม่ยึดติดรูปนั้นอยู่ เสียงนั้นอยู่กลิ่นนั้นอยู่ รสนั้นอยู่ โผฏฐัพพะนั้นอยู่ ธรรมารมณ์นั้นอยู่ ข้อนี้ภิกษุพึงทราบว่า เราไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย
สังวรสูตร สํ.สฬา. (ไทย.มจร) 18/98/108-109
ผู้มีความสำรวม จึงเป็นผู้มีสติ สามารถเก็บใจไว้ในกายเป็นนิจ
ผู้สำรวม คือ ผู้รักษาตนเป็น
การสำรวมกายเป็นการดี
การสำรวมวาจาเป็นการดี
การสำรวมใจเป็นการดี
การสำรวมในที่ทั้งปวงเป็นการดี
บุคคลสำรวมในที่ทั้งปวงแล้วมีความละอายต่อบาป
เรากล่าวว่ารักษาตน
อัตตรักขิตสูตร ส.ส. (ไทย.มจร) 15/116/135
“สำรวม คือ การเก็บใจไว้ในกาย ซึ่งก่อให้เกิดความระมัดระวังการกระทำาทางกาย-วาจาใจตน เพื่อป้องกันมิให้บาปความชั่ว ความเดือดร้อนเกิดจากตน”
ความสำรวม 4 บรรเทาปัญหาประจำชีวิต 4 จึงรักตนเป็น
ท่านผู้รู้จริงทรงบอกธรรมะแม่บท เพื่อใช้ป้องกันและลดปัญหาประจำชีวิต 4 : สุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ ใจ
ธรรมะนั้น คือ “ความสำรวม 4 : กาย วาจา อาชีพ ใจ”
สำรวม แปลว่า ระวัง ปิดกั้นไม่ให้ความชั่ว ความเดือดร้อนต่าง ๆ เกิดขึ้นในตน
เช่น
ระวังไม่คิดอิจฉาใคร ระวังไม่พูดคำเท็จ
ระวังไม่เผลอไปฆ่าสัตว์ ระวังเดินไม่ลื่นล้ม
ระวังล้างถ้วยจานให้สะอาดไม่มีคราบสกปรก ไม่มีการตกแตก บิ่น ฯลฯ
ความสำรวมสำหรับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย เบื้องต้นมี 4 ประเภท ดังนี้
1. ความสำรวมกายเบื้องต้น คือ ความระวังในการกระทำต่าง ๆ ทางกายไม่ให้ตนและผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน
2. ความสำรวมวาจาเบื้องต้น คือ การจัดระเบียบคำพูด วิธีการพูดกริยาท่าทางให้สะอาด เพื่อปิดกั้นบาปความเดือดร้อนจากการพูด

3. ความสํารวมอาชีพเบื้องต้น คือ การปิดกั้นบาปจากการหาทรัพย์เลี้ยงชีพ เพื่อไม่ให้ตน ผู้อื่นเดือดร้อน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
4. ความสำรวมใจเบื้องต้น คือการปิดกั้นใจไม่ให้ถูกกิเลสครอบงำ ทำร้ายให้ขุ่นมัวมืดบอด ด้วยการหมั่นเก็บใจไว้ในกาย ให้อยู่และหยุดนิ่งในกายเป็นนิจเป็นการเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อการรู้เห็นความจริงลุ่มลึก
1. ความสํารวมกายเบื้องต้น
ความสำรวมกายเบื้องต้น คือ ความระวังการกระทำต่าง ๆ ทางกาย ไม่ให้ตนและผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน เริ่มตั้งแต่
1 การทำความสะอาดร่างกาย ปิดกั้นร่างกายไม่ให้เสียสุขภาพ ให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง 2 การจัดระเบียบกิริยาท่าทาง ปิดกั้นร่างกายไม่ให้เสียสุขภาพ กามราคะไม่กำเริบ ทั้งการยืน การเดิน การนั่ง การนอน ให้สุภาพเรียบร้อย ถูกหลักสรีรศาสตร์ถูกวัฒนธรรม ไม่ยั่วยวน 3 การทำความสะอาด จัดระเบียบ สิ่งของเครื่องใช้ทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อปิดกั้นทรัพย์สมบัติไม่ให้วิบัติโดยง่าย จากตน คนอื่น สิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุที่มีความสำรวมระวังในการทำความสะอาด จัดระเบียบทั้งร่างกาย ทรัพย์สินและสิ่งของเครื่องใช้ด้วยตนเองเป็นนิจ เป็นผลให้บรรเทากายสกปรก ลดความกระสับกระส่ายจากอาพาธ 6 ได้ สุขภาพจึงแข็งแรง จิตใจสบาย ไม่เผลอสติง่าย ทรัพย์สินคงทนถาวร ไม่สิ้นเปลือง สิ่งของเครื่องใช้หยิบก็ง่าย หายก็รู้ จึงสามารถสยบปัญหาจากกายตน นได้โดยไม่ต้องลงทุนใด ๆ ยิ่งกว่านั้นทำให้ไม่ต้องฆ่าสัตว์ ไม่ต้องลักทรัพย์ ไม่ต้องประพฤติผิดในกามอีกด้วย
2. ความสํารวมวาจาเบี้องต้น
ความสำรวมวาจาเบื้องต้น คือ การจัดระเบียบคำพูด วิธีการพูด กิริยาท่าทางประกอบการพูดให้สะอาด สุภาพ เพื่อปิดกั้นบาปและความเดือดร้อนจากการพูดเริ่มตั้งแต่
1) พูดแต่ความจริง ไม่พูดคำเท็จ
2) พูดคำสุภาพ ไม่พูดคำหยาบ
3) พูดคำมีประโยชน์ ไม่เพ้อเจ้อ
4) พูดถูกกาลเทศะ
5) พูดส่งเสริมสามัคคี ไม่พูดยุยง ส่อเสียดให้เกิดความแตกแยก
6) พูดด้วยจิตเมตตา
ความสำรวมระวังวาจาเช่นนี้ ทำให้คนในสังคมมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เพราะทุกคนล้วนต้องการความจริงและความจริงใจต่อกัน เมื่อต่างสำรวมระวังพูดแต่ความจริงที่มีประโยชน์ ด้วยความสุภาพจริงใจต่อกัน ใจของแต่ละคนจึงกลับมาสงบอยู่ในกายตนได้เป็นนิจ ไม่ต้องหงุดหงิดเพราะคำพูดผิดหู เป็นผลให้สามารถสยบปัญหาสังคมได้มหาศาล
3. ความสำรวมอาชีพเบื้องต้น
ความสำรวมอาชีพเบื้องต้น คือ การปิดกั้นบาปด้วยการสำรวมกาย วาจา ขณะหาทรัพย์เลี้ยงชีพ เพื่อไม่ให้ตน ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งเสริมอาชีพที่ผิดศีล ผิดธรรม เริ่มตั้งแต่
1 เว้นอาชีพต้องห้าม 5 คือ ไม่ค้ามนุษย์ ไม่ค้าอาวุธ ไม่ค้าสัตว์เอาไปฆ่า ไม่ค้าสุรายาเสพติดทุกชนิด ไม่ค้ายาพิษ 2 ขยันหา เก็บ ใช้ทรัพย์เป็น 3 เว้นอบายมุข 6 คือ ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เที่ยวดูการละเล่น ไม่เล่นการพนัน ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร ไม่เกียจคร้านทำการงาน 4 สร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร ผู้พร้อมเสียสละเพื่อส่งเสริมธุรกิจให้เจริญและสังคมสงบสุข
เมื่อต่างระวังปิดกั้นบาป ความเดือดร้อนซึ่งเกิดจากกาย วาจา ขณะประกอบอาชีพนั่นคือ มีความสำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมอาชีพ ปัญหาเศรษฐกิจที่ทุกครัวเรือนประสบ คือ รายรับไม่พอกับรายจ่ายก็จะบรรเทาและค่อย ๆ หมดไป ต่อแต่นี้ไปจะมีรายเหลือ มีเงินออม มีเงินเก็บไว้ทำบุญกุศลอีกด้วย
4. ความสำรวมใจเบื้องต้น
ความสำรวมใจเบื้องต้น คือ การปิดกั้นใจไม่ให้ถูกกิเลสครอบงำ ทำร้ายให้ขุ่นมัวมืดบอด ด้วยการหมั่นเก็บใจไว้ในกายให้อยู่และหยุดนิ่งในกายเป็นนิจ เป็นการเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อการรู้เห็นความจริงลุ่มลึก ทำให้รู้ว่าเกิดมาทำไม จะดำเนินชีวิตอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายชีวิตนั้น ย่อมรู้เองว่าจะบริหารเวลาชีวิตอย่างไร จึงจะคุ้มค่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ สามารถแบ่งเวลาชีวิตแต่ละวันออกเป็น 4 ส่วนให้เหมาะแก่ตน
เมื่อฝึกปฏิบัติให้มีความตรงต่อเวลาชีวิต 4 มีความสำรวม 4 ได้ชำนาญแล้ว ผู้นั้นย่อมสามารถสยบปัญหาประจำชีวิต 4 ได้ด้วยตนเอง จึงรักตนเป็น มีแต่ความสงบสุขตลอดไป

แบ่งเวลาชีวิตแต่ละวัน ออกเป็น 4 ส่วนให้เหมาะแก่ตนดังนี้

ความสำรวม : บ่อเกิดฆราวาสธรรม

พุทธพจน์ว่าด้วยอานิสงส์ของความสำรวม
พระพุทธองค์ทรงให้สติว่า
เมื่อโลกถูกชรา พยาธิ และมรณะร้อยรัดไว้อย่างนี้ ความสำรวมกาย วาจา และใจในโลกนี้ จะเป็นเครื่องต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่ระลึก และเป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้ตายไปแล้ว
ชีวิตถูกชรานำเข้าไปสู่ความมีอายุสั้น ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีเครื่องต้านทาน บุคคลเมื่อพิจารณาเห็นภัยนี้ในความตาย ควรทำบุญที่นำสุขมาให้
ทรงอุปมาการตายเหมือนเรือนถูกไฟไหม้ สิ่งของที่นำออกไปได้ ย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา สิ่งของที่ถูกไฟไหม้ในเรือนนั้น ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่เขาฉันใดเมื่อโลกถูกชราและมรณะแผดเผาแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลควรนำออกมาด้วยการให้ สิ่งที่ให้แล้วชื่อว่านำออกดีแล้ว
ความสำรวมกาย วาจา และใจในโลกนี้ ย่อมมีเพื่อความสุขแก่บุคคลผู้ตายไปแล้ว ซึ่งได้ทำบุญไว้ขณะเมื่อมีชีวิตอยู่
ปฐมเทวพราหมณสูตรและทุติยพราหมณสูตร องฺ.ติก. (ไทย.มจร) 20/52-53/214-216
ความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ
การมีสติสำรวมทำความดีสากล 5
มีสติสำรวม ทำความดีสากล 5 ช่วยให้พ้นกฎแห่งกรรมแม้โลกมีกฎแห่งกรรมควบคุมความประพฤติของทุกชีวิต แต่หากมีสติทําความดีสากล 5 คือ
1. มีสติทำงานชีวิต 4 ให้สะอาด เป็นระเบียบ มีความสุภาพ ทันเวลาใจย่อมมีสติเป็นสมาธิ
2. ทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
3. ทำด้วยตนเอง เต็มใจทำถูกวิธี
4. ทำอย่างมีสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เพื่อบรรเทาอาพาธ 6 ไม่มีความเดือดร้อนตามมา
การมีสติสำรวมทำความดีสากล 5
เราจึงเป็นผู้หมั่นทำแต่กรรมดีเป็นนิสัย กรรมเก่าที่ทำไว้ไม่ดี แม้ตามมาส่งผลเราก็มีสติอดทนต่อกรรมเก่า ไม่ยอมทำกรรมชั่วใหม่ เว้นขาดกรรมที่เคยก่อทุกข์เช่น ประสบความยากจน แม้มีโอกาสโกง ก็ไม่ยอมทำ กลับฝึกฝนตนมีสติมั่นคงพากเพียร ประกอบแต่อาชีพสุจริต เว้นมิจฉาอาชีวะ เว้นอบายมุข เว้นคบคนพาลหมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ การกระทำของเรามีแต่กรรมดีล้วน ๆ เราย่อมพ้นกฎแห่งกรรมแน่นอน ดังในวัปปสูตร ว่าด้วยการกำจัดกิเลส ซึ่งมีสาระสำคัญว่า
“ การกำจัดกิเลส
1) ต้องเว้นขาดการทำกรรมที่เคยก่อทุกข์
2) ไม่ทำกรรมชั่วใหม่
3) ทนใช้หนี้กรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย ”
วัปปสูตร องฺ.จตุกฺก. (ไทย.มจร) 21/195/292-296
ความดีสากล 5 ต้นทางสัมมาทิฏฐิ

กุศลกรรมบถ 10 กุศลธรรมระดับกลาง ไม่ละเมิดกฎแห่งกรรม
1. กุศลกรรมทางกาย
1. ไม่ฆ่าสัตว์
2. ไม่ลักทรัพย์
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
2. กุศลกรรมทางวาจา
1. ไม่พูดเท็จ
2. ไม่พูดส่อเสียด
3. ไม่พูดคำหยาบ
4. ไม่พูดเพ้อเจ้อ
3. กุศลกรรมทางใจ
1. อนภิชฌา ไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของเขา
2. อพยาบาท ไม่คิดปองร้ายเขา
3. สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกว่า
1) ทานมีผลจริง
2) การสงเคราะห์มีผลจริง
3) การบูชามีผลจริง
4) ผลแห่งกรรมมีจริง
5-6) โลกนี้มีจริง-โลกหน้ามีจริง
7-8) มารดามีคุณจริง-บิดามีคุณจริง
9) โอปปาติกสัตว์มีจริง
10) พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง
สรุปบทที่ 4
สภาพของผู้คนทั้งโลก ไม่ต่างกับคนตาบอด (ด้วยกิเลส) ถูกผ้าหนา ๆ มัดตาไว้หลาย ๆ ชั้น (ด้วยกฎแห่งกรรมและกฏอื่น ๆ) ซ้ำถูกจับขังไว้ในห้องมืด (ประกอบอาชีพมักง่าย) แล้วยังทำกรรมชั่วต่าง ๆ ซ้ำซาก จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นนักโทษรอประหารไม่รู้จบ (ออกจากคุกคือโลกไม่ได้)
เกิดใหม่แต่ละชาติ ถ้าไม่พบกัลยาณมิตรชี้ทางถูกให้ ก็จะยังไม่รู้ว่าทุกคนเกิดมา เพื่อแก้ไขความประพฤติทางกาย วาจา ใจของตนเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น จะได้พ้นโทษ พ้นจากคุก คือโลกนี้ไป แม้พบกัลยาณมิตรแล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติบูชาตามท่านก็ยากจะพัฒนาตนเองให้ตาสว่าง พบความจริงทั้งหมดได้ การปฏิบัติบูชาที่สำคัญที่สุดคือ การทำความดีสากล 5 อย่างเคร่งครัด
พระสูตรอ้างอิงบทที่ 4
ขีรสูตร สํ.นิ. (ไทย.มจร) 16/127/218
ติณกัฏฐสูตร สํ.นิ. (ไทย.มจร) 16/124/215
ทีฆชาณุสูตร องฺ.อฏฺฐก. (ไทย.มจร) 23/54/340-344
ทุติยเทวพราหมณสูตร อง.ติก. (ไทย.มจร) 20/53/215
ปฐมเทวพราหมณสูตร องฺ.ติก. (ไทย.มจร) 20/52/214
ปฐมสัญเจตนิกสูตร องฺ.ทสก. (ไทย.มจร) 24/217/357-364
ปฐวีสูตร สํ.นิ. (ไทย.มจร) 16/78/164
ปิยสูตร สํ.สคา. (ไทย.มจร) 15/115/132-133
โรหิตัสสสูตร ส.สคา. (ไทย.มจร) 15/107/118-119
มูลสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/50/403
วิชยสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/195/546-548
วัปปสูตร องฺ.ติก. (ไทย.มจร) 21/195/292-296
สรีรัฏฐธัมมสูตร องฺ.ทสก. (ไทย.มจร) 24/49/105
สาเลยยกสูตร ม.มู. (ไทย.มจร) 12/440/473-475
อันตรามลสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/88/456-458
อาสีวิโสปมสูตร สํ.สฬา. (ไทย.มจร) 18/238/236-239
อัสสุสูตร สํ.นิ. (ไทย.มจร) 16/126/217-218
ผู้สำรวมกาย วาจา อาชีพ และใจ
ย่อมนำพาตนไปสู่ความสุข
ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า