ความจริงขั้นต้นทุกคนต้องรีบรู้ โลกต้องมีกัลยาณมิตร

วันที่ 05 สค. พ.ศ.2568

ความจริงขั้นต้นทุกคนต้องรีบรู้ โลกต้องมีกัลยาณมิตร

 

สาระบทที่ 5

โลกต้องมีกัลยาณมิตร

                       1. ทำไมโลกต้องมีกัลยาณมิตร

                       2. กัลยาณมิตร

                       3. กัลยาณมิตรคือใคร

                       4. กัลยาณมิตรอยู่ที่ไหน

                       5. ความสำคัญของกัลยาณมิตร

                       6. ความประพฤติของกัลยาณมิตรที่โลกต้องการ

                                 6.1 เหตุให้ทําความชั่วตั้งแต่เด็ก

                                 6.2 ความดีสากล 5 ต้นทางศีลธรรมทุกระดับ

                                 6.3 กัลยาณมิตรรักการปฏิบัติความดีสากล 5ตลอดชีวิต

                                 6.4 ความลึกซึ้งฆราวาสธรรม 4

                                 6.5 กัลยาณมิตรมีสัจจะ 5 สถาน

                       7. สาเหตุที่กัลยาณมิตรต้องฝึกความดีสากล 5ตลอดชีวิต

                       8. ขั้นตอนการฝึกความเป็นกัลยาณมิตร

                       9. ตัวอย่างการฝึกสติทำความดีสากล 5 : ถูบ้านอย่างมีสติ

                       10. สรุปบทที่ 5

                       11. พระสูตรอ้างอิงบทที่ 5

 

 

โลกต้องมีกัลยาณมิตร

                       เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ความจริงใด ๆ เลย ไม่รู้แม้แต่ว่าเราคือใครเราอยู่ที่ไหน คนรอบข้างเราคือใคร สิ่งรอบตัวเราคืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับตัวเราอย่างไร ยามที่ต้องเผชิญกับอาพาธ 6 คือ ความหนาว ความร้อน ความหิวความกระหาย ความปวดอุจจาระ ความปวดปัสสาวะ เราต้องทำอย่างไรจึงคลายทุกข์ไร้โทษ วัตถุอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ที่ต้องใช้เพื่อบำบัดอาพาธ 6 มีอะไรอยู่ที่ไหน ใช้อย่างไร เราจะดำรงชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยได้อย่างไร เราไม่รู้เลยใครหนอจะช่วยเรา

 

                       ยิ่งเป็นเรื่องด้านจิตใจ การแยกแยะว่าอะไรถูก-ผิด อะไรดี-ชั่ว อะไรบุญ-บาป อะไรกรรมดี-กรรมชั่ว อะไรควรคิด อะไรควรพูด อะไรควรทำ จึงจะก่อประโยชน์ไม่เกิดโทษให้เดือดร้อนมีน้ำตานองหน้าในภายหลัง เรายิ่งไม่รู้เลย

 

                       เว้นจากกัลยาณมิตรแล้ว จักหาใครในโลกที่ปรารถนาดีมีเมตตาสอนสั่งพร่ำเตือนเราให้รู้ความจริงของสรรพสิ่ง เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตเป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

 

                       พึงรีบศึกษาหาความจริงว่า

                       1. กัลยาณมิตรคือใคร

                       2. กัลยาณมิตรอยู่ที่ไหน

                       3. กัลยาณมิตรมีความสำคัญอย่างไร

                       4. ท่านฝึกความเป็นกัลยาณมิตรได้อย่างไร

 

                       เราจะได้เดินตามเส้นทางของท่าน จึงจะไม่เสียโอกาสที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

 

คุณสมบัติกัลยาณมิตรที่โลกต้องการ

กัลยาณมิตร มิตรดี สหายดี เพื่อนดี

เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์

คือ การดำเนินชีวิตอันประเสริฐของชาวโลก

 

กัลยาณมิตร

4-8-68_75b%284%29.png

                       O คือใคร

                       O อยู่ที่ไหน

                       O สำคัญอย่างไร

                       O ฝึกความเป็น

                       กัลยาณมิตรได้อย่างไร

 

กัลยาณมิตรคือใคร ?

                        กัลยาณมิตร คือ สัตบุรุษผู้ที่รักตนเป็น เป็นครูดีต้นแบบได้

                        แม้ไม่ได้ประกอบอาชีพครู แต่สามารถแนะนำผู้อื่น หมู่คณะ ให้รักตนเป็นรักผู้อื่นเป็น รักส่วนรวมเป็น เพราะกัลยาณมิตร

 

                        • มีสัจจะต่อความดี

                        • มีนิสัยรักการปฏิบัติความดีสากล 5 อย่างมีสติสัมปชัญญะ

                        • มีคุณสมบัติกัลยาณมิตร 5 คือ 1) ศรัทธา 2) ศีล 3) สุตะ 4) จาคะ 5) ปัญญา

 

                        จากการทำตามหน้าที่ประจำทิศ 6 รอบตัวอย่างเคร่งครัดตลอดมา และยังปรารถนาเห็นชาวโลกมีหัวใจเป็นกัลยาณมิตรเช่นเดียวกันด้วย

 

                        ปฐมวัฒฑสูตร องฺ.ปญฺจก. (ไทย.มจร) 22/63/111-112

 

กัลยาณมิตรอยู่ที่ไหน ?

                        ขอเพียงเราฝึกตนให้น่ารัก น่าเตือน ไม่ดื้อรั้น ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยารักการฝึกตนจริง ย่อมพบกับกัลยาณมิตรผู้มีคุณสมบัติ 5 ได้ไม่ยาก เขาเหล่านั้นมีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หญิง ชาย คฤหัสถ์ บรรพชิต ซึ่งพร้อมที่จะแนะนำเราและส่งต่อเราไปให้กัลยาณมิตรที่ทรงคุณธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกด้วย

 

                        >> กัลยาณมิตรมีอยู่ทุกแห่งหนหากใครไม่รักการฝึกตน แม้เดินชนย่อมไม่รู้จัก<<

 

ความสำคัญของกัลยาณมิตร

                         เราพึงฝึกตนให้น่ารักน่าเตือนตลอดชีวิต ►► ย่อมพบกัลยาณมิตรทุกแห่งหน

 

คุณค่ากัลยาณมิตร

                         1. ย่อมยินดีสอนเราให้รู้ความจริงทั้งด้านเป็นคุณและโทษเกี่ยวกับ

                               1.1 ชีวิตเราและสรรพชีวิต

                               1.2 สรรพสิ่งแวดล้อม

                               1.3 กฏวิทยาศาสตร์

                               1.4 กฎหมาย กฎสังคม กฏวัฒนธรรม ประเพณี

                               1.5 กฏสภาวลักษณะ

                               1.6 กฎแห่งกรรม

                               1.7 กฏไตรลักษณ์

 

                         2. ย่อมยินดีฝึกหัดเราให้เลือกทํา ฟัง เห็นแต่สิ่งที่เป็นคุณ เว้นที่เป็นโทษ

                               2.1 การดูแลร่างกายตนให้แข็งแรง

                               2.2 การอยู่ร่วมกับสรรพชีวิต สิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง

                               2.3 การประกอบอาชีพสุจริต เว้นอบายมุข

                               2.4 การฝึกฝนตนให้มีสติสัมปชัญญะมีสมาธิ และมีความพากเพียรเป็นผู้มีความสำรวมกาย วาจาอาชีพ-ใจ

 

ความประพฤติของกัลยาณมิตร

ที่โลกต้องการ

4-8-68_76b%284%29.png

 

เหตุให้ทำความชั่วตั้งแต่เล็ก

คนส่วนมากทำความชั่วสาเหตุมาจาก

 

                        1. ตั้งแต่เล็กไม่มีใครฝึกให้ทำความสะอาด จัดระเบียบ จึงดูแลตนและทำงานบ้านไม่เป็น เป็นแต่กิน นอน เล่น เที่ยว ไปตามอารมณ์

 

                        2. พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ คนรอบข้างไม่เห็นความสำคัญของความดีสากล และไม่เป็นต้นแบบที่ถูกต้องให้

 

                        3. ปล่อยให้คุ้นกับสิ่งแวดล้อมที่สกปรก ไม่เป็นระเบียบทั้งที่บ้าน โรงเรียน วัดและชุมชน จึงเพาะนิสัยทำอะไรมักง่าย เก็บ-ใช้-รักษา ของส่วนตนไม่เป็น แม้เรียนเก่งก็ไม่รับผิดชอบครอบครัว เห็นแก่ตัวตั้งแต่เล็ก เพราะงานอะไรก็ไม่ฝึก

 

                        เมื่อเติบใหญ่ ตนเองสะอาดไม่พอ จัดระเบียบสิ่งของไม่เป็น ควบคุมกิริยามารยาทไม่ได้ กลายเป็นคนไม่สุภาพ จัดระเบียบขั้นตอนการพูดไม่ถูก การใช้ถ้อยคำและน้ำเสียงดีไม่พอ จึงโดนดูถูกทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทำให้เสียอารมณ์กับคนรอบข้างได้ง่าย กลายเป็นคนเจ้าโทสะ

 

                        ถึงคราวประกอบอาชีพ ถ้ายังไม่ได้ฝึกมีสติทำความดีสากล 5 ให้เป็นนิสัยก็ยังกระทบกระทั่งกับผู้อื่น ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และชุมชนต่อไป ทำให้เกิดความเห็นผิดว่า แม้การทำความดี การบวช ย่อมไม่ได้อะไร ประเทศชาติ พระศาสนาจึงเสียหายเพราะไม่สอนลูกหลานทำความดีสากล 5 ตั้งแต่เล็ก

4-8-68_77b%284%29.png

 

ความดีสากล 5 ต้นทางศีลธรรมทุกระดับ

4-8-68_78b%284%29.png

กัลยาณมิตรรักการปฏิบัติความดีสากล 5 ตลอดชีวิต

ความดีสากล 5 เป็นต้นเหตุแห่งการเป็นคนพูดจริง ทำจริง มีฆราวาสธรรม

 

                          คนจะพูดจริง ทำจริง เป็นสัจจะประจำตัวได้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

                          1. ใจต้องใสจริง ใสจนกระทั่ง เห็นความจริงของสิ่งนั้น ๆ

 

                          2. ผู้จะเห็นความจริงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้จริง จะต้องเคยทำสิ่งนั้นหรือทำนองนั้นได้จริงเป็นสัจจะมาก่อน

 

                          3. การจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้จริง จะต้องเคยฝึก เคยค้นคว้าหาความรู้ คือ มีทมะในเรื่องนั้นมาก่อน

 

                          4. ผู้ที่มีทมะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก่อน จะต้องเคยฝึกตนให้มีธาตุแท้แห่งความทรหดอดทนมาก่อน ทดลองผิดถูกในเรื่องนั้น ๆ มาก่อน เห็นคุณเห็นโทษในสิ่งนั้น ๆ จึงจะพูดจริง ทำจริงได้ ซึ่งเท่ากับว่า ผู้นั้นต้องมีขันติมาก่อน

 

                          5. ผู้ที่จะมีขันติมากพอ จะต้องเคยเสียสละทั้งวัตถุ ทั้งอารมณ์มากพอ คือ มีจาคะมาก่อน

 

                          6. ผู้ที่มีจาคะมาก่อน ต้องไม่ชอบพูดเท็จมาก่อน

 

                          7. ผู้ที่ไม่ชอบพูดเท็จมาก่อน จะต้องถูกฝึกมีสติทำความดีสากล 5 ผ่านงานส่วนตนและงานส่วนรวมมามากพอ จึงเข้าใจชีวิตถูกต้อง

 

                          8. นั่นคือ ผู้มีสัจจะระดับพูดจริง ทำจริง จะต้องได้มิตรดี ครูดี สหายดีเป็นต้นแบบแนะนําฝึกฝนมาก่อนทั้งสิ้น

 

                          ความดีสากล 5 ต้นเหตุแห่งการเป็นคนพูดจริง ทำจริง

 

ความลึกซึ้ง

ฆราวาสธรรม 4

 

สัจจะ : ซื่อตรง

                • จริง-ไม่เล่น ๆ ไม่โลเล

                • ตรง-ไม่คด ไม่โกง

                • แท้-ไม่เทียม คุณภาพดี

                ได้ชื่อเสียงดี

 

ทมะ : ฝึกตน

                • ทุ่มใจฝึกงาน-นิสัย

                • หักดิบหยุดเลว

                • ตัดใจข่มเหลิง

                ได้ปัญญาดี

 

ได้ทรัพย์ดี

                • อดทนความลำาบาก

                • อดทนความทุกขเวทนา

                • อดทนการยั่วยุให้เจ็บใจ

                • อดทนการยั่วเย้าให้หลงใหล

                ขันติ : อดทน

 

ได้มิตรดี

                • สละทรัพย์

                • สละอารมณ์

                จาคะ : ตัดใจสละ

 

 

กัลยาณมิตรมีสัจจะ 5 สถาน

1. จริงต่อหน้าที่ ปฏิบัติแต่ละหน้าที่ จริงจัง
ที่รับผิดชอบ

- ให้ตรงตามหน้าที่ 

- ให้เต็มตามหน้าที่

- ให้ครบทุกหน้าที่

2. จริงต่อการงาน ทําแต่ละงาน
ซึ่งมีอยู่ในแต่ละหน้าที่ - ให้ถูกดี - ให้ถึงดี - ให้พอดี
3. จริงต่อวาจา พูดเฉพาะเรื่องจริง จริงใจ
รักษาคำมั่นสัญญา

- พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น

- ทำอย่างไร พูดอย่างนั้น

4. จริงต่อบุคคล

- ไม่เอาเปรียบ

- ไม่อิจฉา

- ไม่กลั่นแกล้ง

- ช่วยป้องกันเภทภัย

ประพฤติดีต่อทุกคน
5. จริงต่อความดี แสวงหาความดีเฉพาะจาก จริงแสนจริง

สั่งสมสามัญสัจ

เพื่ออริยสัจ

- หน้าที่การงานของตน

- ไม่ทําผิดศีล ผิดธรรม

 

                  เว้นจากกัลยาณมิตรแล้ว

                  จักหาใครในโลกที่ปรารถนาดี มีเมตตาสอนสั่งพร่ำเตือนเรา

                  ให้รู้ความจริงของสรรพสิ่ง

                  เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตเป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

สาเหตุที่กัลยาณมิตร

ต้องมีสติปฏิบัติความดีสากล 5

ตลอดชีวิต

 

ความหมายความดีสากล 5

                      ความดี คือ การกระทำทางกาย วาจา ใจใด ๆ ที่ไม่ก่อความเดือดร้อนต่อตนเองผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมในภายหลัง เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ตรงตามลักษณสภาพจริง หรือคุณสมบัติจริงของสิ่งที่ทำนั้น อันเป็นเหตุให้ผู้ทำมีใจผ่องใสอยู่ในตัวเป็นปกติ

 

                      “ความดีสากลขั้นต้น” ของแต่ละคนในโลกที่ต้องกระทำให้เป็นนิสัย เพื่ออยู่เป็นสุขร่วมกันทั้งโลก เรียกว่า “ความดีสากล 5” ได้แก่

 

                      1. รักและทำความสะอาดถูกวิธีด้วยตนเอง

 

                      2. รักและจัดระเบียบถูกวิธีด้วยตนเอง

 

                      3. รักและมีความสุภาพเป็นปกติ

 

                      4. รักและมีความตรงต่อเวลาเป็นปกติ

 

                      5. รักและเจริญสมาธิเป็นปกติ

 

สาเหตุที่ต้องมีสติปฏิบัติความดีสากล 5 ตลอดชีวิต

                      กัลยาณมิตรที่ยังไม่บรรลุธรรมเบื้องสูง ต้องมีสติหมั่นปฏิบัติความดีสากล 5 อย่างเคร่งครัดเป็นนิจตลอดชีวิต เพราะ

 

                      1. เป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้ใจตนว่างโล่ง โปร่งเบา เป็นกลาง ๆ เป็นปกติรักการมองเข้ามาในตน ไม่จับผิดใคร

 

                      2. เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้ใจอยู่ในสภาวะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ พร้อมที่จะโยนิโสมนสิการ ไตร่ตรองหาความจริงสภาพที่ตนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องปฏิบัติงานให้เข้าใจลึกซึ้งถึงต้นเหตุ

 

                      3. เป็นการนำความจริงที่ตรองแล้ว มาทดลองปฏิบัติหาความพอเหมาะพอดีไม่เกิดโทษตามมาภายหลังจากการปฏิบัติงานนั้น ๆ

 

                      4. เป็นการปฏิบัติสมควรแก่ธรรมที่ตรองแล้วทดลองแล้วต่อไป

 

                      สำคัญที่สุด การมีสติปฏิบัติความดีสากล 5 เป็นการสร้างบรรยากาศให้เหมาะแก่การฟังธรรมอย่างยิ่ง เพื่อรองรับความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

                      กัลยาณมิตรต้องตระหนักว่า การฟังธรรมแต่ละครั้ง เสมือนได้กระจกวิเศษสะท้อนให้เห็นคุณธรรมที่ตนฝึกฝนอบรมมาได้ และที่ยังขาดตกบกพร่อง เพื่อเห็นช่องทางประพฤติปฏิบัติยกระดับจิตใจและสติปัญญาให้สูงขึ้นโดยรวดเร็วต่อไปเช่น เมื่อได้ฟังธรรมเรื่องความอดทน ก็สำรวจการกระทำทางกาย วาจา ใจของตนว่ามีความอดทนมากน้อยเพียงใด จะต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ความอดทนจึงจะเพิ่มพูนเป็นนิสัยประจำตัว

 

                      การฟังธรรมมีคุณค่าเช่นนี้ กัลยาณมิตรจึงขวนขวายหา “กาลที่ควรฟังธรรม”1. เมื่อถึงวันธรรมสวนะหรือวันพระ 2. เมื่อมีผู้รู้มาแสดงธรรมและ 3. เมื่อจิตถูกวิตกครอบงำ คือ 3.1 กามวิตกกำเริบ จิตฟุ้งซ่านเรื่องเพศหลงเพลินรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ต่าง ๆ 3.2 พยาบาทวิตกกำเริบจิตถูกความโกรธครอบงำ อยากทำร้าย ทำลาย ให้เสียชื่อเสียง เสียทรัพย์ เสียชีวิต 3.3 วิหิงสาวิตกกําเริบ จิตคิดเบียดเบียน กลั่นแกล้ง เอาเปรียบ

 

                     

                      ยิ่งฟังธรรมก็ยิ่งเคารพในธรรม เพราะคิดเห็นด้วยใจว่า วิชาการทางโลกเรียนไว้ทำมาหากิน วิชาทางธรรมเรียนไว้ปิดนรก เปิดสวรรค์ให้ตนเองและเพื่อนร่วมโลก

 

                      ยิ่งฟังธรรม ก็ยิ่งเข้าใจธรรมชาติความจริงโลกและชีวิตชัดแจ้งขึ้นว่า มีทั้งด้านมืด-สว่าง ด้านโทษ-คุณ ต้องเว้นด้านโทษ เลือกใช้แต่ด้านคุณ ทำให้ต้องท่องจำธรรมให้คล่องปากขึ้นใจ คิดใคร่ครวญเนื้อหาสาระสำคัญของธรรมนั้นว่า คืออะไรมีความหมายในแง่มุมต่าง ๆ อย่างไร นั่นคือ ต้องรู้อรรถแห่งธรรมที่ทรงจำไว้

 

                      ได้ฟัง ได้เรียน ได้ทรงจำ ได้คิดใคร่ครวญธรรมใดจนเข้าใจ และเห็นแนวทางนำมาปฏิบัติแก้ไขพัฒนาตน กัลยาณมิตรก็ไม่รอช้ารีบนำธรรมนั้นมาปฏิบัติให้สมควรแก่เพศ วัย สถานะของตน ภายใต้การแนะนำของกัลยาณมิตรผู้ทรงธรรม

 

                      กัลยาณมิตรจึงเป็นผู้รักการมองเข้ามาในตน จับผิดตน หาข้อบกพร่องในตนเพื่อแก้ไขพัฒนาตน โดยใช้ธรรมเป็นบรรทัดฐาน ให้สมกับพระพุทธองค์ทรงมอบหน้าที่แก่พุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ว่าต้อง 1. ศึกษาธรรม2. ปฏิบัติธรรม 3. เผยแผ่ธรรม และ 4. ปกป้องธรรม

 

ตัวอย่างการฝึกมีสติ ทําความดีสากล 5

 

มีสติถูบ้าน ได้สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ทางมาเบื้องต้นสัมมาทิฏฐิ

 

                      สัจจะ : จริง ตรง แท้

                      • เห็นประโยชน์จริงของการถูบ้าน

                      • ถูบ้านตรงวิธี

                      • บ้านสะอาดจริง สบายแท้

 

                      ทมะ : ฝึก หยุด ข่ม

                      • ข่มใจหยุดคิดฟุ้งซ่าน

                      • หาวิธีที่ดีถูบ้าน

                      • ฝึกถูถูกวิธีให้ชำนาญ

 

                      ขันติ : อดทน 

                      • อดทนทํา แม้ไม่เคยทำ

                      • อดทนทําให้ถูกวิธี

                      • อดทนทำถูกวิธีให้เป็นนิสัย

 

                      จาคะ : สละ ตัดใจ 

                      • สละเวลา แรงถูบ้าน

                      • บ้านสะอาด ใจสว่าง

                      • ติดใจสละอารมณ์ได้ไว

4-8-68_79b%284%29.png

                      สัมมาทิฏฐิ

                      1. ถูบ้านถูกวิธี บ้านสะอาด ใหม่ คงทน เราให้ความสะอาด ความน่าอยู่ ความคงทนการให้มีผลจริงนี้เป็นกรรมดี เราต้องได้ดีจริง 2. เรามีสติถูบ้านให้สะอาด เราได้นิสัยฆราวาสที่ดี 4 ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ

 

มีสติทำความดีสากล 5 บ่อเกิดสัมมาทิฏฐิข้อ 1

                            ผู้มีสติทำความดีสากล 5 เต็มใจทำ ตั้งใจทำถูกวิธี ย่อมเป็นเหตุของการ

 

                       1. ฝึกรักการมองเข้ามาในตน ไม่จับผิดใคร

 

                       2. ฝึกให้ใจใส อารมณ์ดีต่อเนื่องยิ่งขึ้น จึงเห็นปัญหาต่าง ๆ และวิธีแก้ไขชัด

 

                       3. ฝึกแก้ไขพัฒนางานเพื่อให้มีสติ มีสัจจะในการทำงานยิ่งขึ้น

 

                       4. ฝึกให้รู้ว่าผู้มีอัธยาศัยรักการทำความดีสากล 5 อย่างมีสติ คือ คนดีน่าคบ

 

                       5. ฝึกให้รู้จักการแบ่งปันที่ถูกวิธี

                               5.1 ให้สิ่งที่ควรให้

                               5.2 ให้อย่างสุภาพ

                               5.3 ให้ถูกเวลา

                               5.4 ให้แก่คนดี เพื่อฆ่าความตระหนี่

                               จึงเกิดความเข้าใจถูกตามผู้รู้จริงว่า “การให้ทานมีผลจริง”

 

                       ขั้นตอนการฝึกความเป็นกัลยาณมิตร

                       ขั้นตอนการฝึกความเป็นกัลยาณมิตร

 

                       ขั้นตอนที่ 1 ฝึกให้มีสัมมาทิฏฐิ 1-4 ด้วยการมีสติทำความดีสากล 5 ตั้งแต่เยาว์วัย 

 

                       ขั้นตอนที่ 2 ฝึกให้มีศิลปะการสอน

 

                       1. สันทัสสนา ชักชวน ชักนำให้รู้ ชี้แจงให้เห็นความจริงชัด

                       2. สมาทปนา ชวนใจให้อยากรับไปปฏิบัติ

                       3. สมุดเตชนาเร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้าทำให้สำเร็จ

                       4. สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจ ให้สดชื่นร่าเริง

 

การฝึกความเป็นกัลยาณมิตร

ขั้นตอนที่ 1

มีสติทำความดีสากล 5

เพื่อมีสัมมาทิฏฐิ 1-4

 

                       การฝึกความเป็นกัลยาณมิตรตั้งแต่ยังเยาว์วัย

4-8-68_80b%284%29.png

มีสติทำความดีสากล 5 ต้นทางสัมมาทิฏฐิ 1-4

 

มีสติทำความสะอาด จัดระเบียบ เป็นปกติ

                  1 แยกออกสิ่งใดส่วนเกินรักษาไว้แต่สิ่งที่จําเป็นทําให้อารมณ์ดี มีสุขสดชื่น สุภาพ มีเวลาเจริญสมาธิ

 

                  2 มีเวลามองเข้ามาในตน

                  2.1 เห็นข้อบกพร่องตนชัด

                        • ยังทำดีไม่จริง

                        • ยังมีความลําเอียง

                        • ยังทําดีมากกว่านั้นได้ ก็ไม่ทํา

                  2.2 เตือนตนให้ฝึกเป็นผู้มีสัจจะยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยการมีสติทำความดีสากล 5 ในทุกภารกิจทุกเวลา

 

                  3 สติสัมปชัญญะเพิ่มขึ้นอารมณ์ดีขึ้น ใจผ่องใสขึ้นสมาธิเพิ่มขึ้น

 

                  4 เห็นความเอาจริงในการแก้ไขตนให้เป็นคนดีของผู้อื่นอีกด้วย

 

                  5 รักคบหาคนดีผู้ตั้งใจปฏิบัติความดีสากล 5 และผู้รักการแก้ไขตนเสมือนญาติ

 

สัมมาทิฏฐิ 1-4

                  ทานมีผลดีจริง

                  รักแบ่งปันวัตถุสิ่งของ ความรู้ความสามารถ ความดีแก่คนดี

 

                  สงเคราะห์มีผลดีจริง

                  รักช่วยเหลือคนดี ยามตกทุกข์ได้ยากให้อยู่ดีมีสุข

 

                  ยกย่องคนดีมีผลดีจริง

                  รักจ้องมองความดีของคนดีทําดีตามท่าน ประกาศคุณท่านให้รู้ทั่ว

 

                  ผลวิบากแห่งกรรมมีจริง

                  ปักใจเชื่อกรรมมีผลจริงทําชั่วได้ชั่ว ทําได้ดี

 

ขั้นตอนที่ 1 การฝึกความเป็นกัลยาณมิตร

                      กัลยาณมิตรเดิมทีก็เป็นบุคคลธรรมดา แต่รักการฝึกหัดขัดเกลาตนเองให้มีนิสัยไม่มักง่าย

 

                      1. ก่อนทำอะไรต้องศึกษาหาความจริงในสิ่งที่จะทำให้รู้ชัด

 

                      2. นำความจริงนั้นมาทดลองหาวิธีปฏิบัติจนคล่องแคล่ว ชำนาญ เกิดประโยชน์สุขไม่มีทุกข์ โทษ ความเดือดร้อน เสียหายตามมาในภายหลัง

 

                      3. เห็นผลดีเช่นนั้นก่อนแล้วจึงตั้งใจไม่ประมาททั้งปวง ทำงานนั้นให้ดีพร้อม ขณะทำงานก็กลั่นใจให้ผ่องใสไปด้วย เพราะรู้จักตน รู้จักชีวิต และรู้จักโลกชัด จึงดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง สามารถเป็นที่พึ่งให้แก่ตนเองได้ ช่วยตนเองได้ ตักเตือนสั่งสอนตนเองได้แก้ไขพัฒนาตนเองได้ เมื่อทำได้แล้ว จึงจะเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้อื่น สังคม และประเทศชาติต่อไปได้

 

                      กัลยาณมิตรไม่ว่าเป็นเพศใด ล้วนต้องได้ต้นแบบนิสัยรักการฝึกฝนขัดเกลาตนเองจากกัลยาณมิตรคู่แรกของตนก่อนคือ คุณพ่อคุณแม่ ตามมาด้วยผู้ปกครองหรือพี่เลี้ยงผู้ใกล้ชิด คอยหมั่นแนะนำให้ฝึก 3 เรื่องแรกสำคัญประจำชีวิต คือ

 

                      1. แนะนำให้ฝึกการบรรเทาอาพาธ 6 อย่างถูกวิธี คือ บรรเทาความหนาวความร้อน ความหิว ความกระหาย ความปวดอุจจาระ ความปวดปัสสาวะ

 

                      2. แนะนำให้ฝึกการใช้ การเก็บ การรักษาปัจจัย 4 และสิ่งที่เนื่องด้วยปัจจัย 4ทั้งที่เป็นของส่วนตนและส่วนรวมอย่างถูกวิธี

 

                      3. แนะนำให้ฝึกการตื่น การอาบน้ำ การกิน-ขับถ่าย และการนอนให้เป็นเวลา

 

                      ความรัก ความเมตตา ความใส่ใจดูแลของคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง พี่เลี้ยง หรือผู้ใกล้ชิดเป็นอย่างดี ลูกก็พร้อมทำตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากลอง และด้วยความรักไว้ใจต่อคุณพ่อคุณแม่

 

                      เมื่อลูกได้ทำ ก็ทำได้ แม้ทำผิดทำถูกบ้าง ก็ไม่กลัวที่จะเริ่มต้นทำใหม่ให้ดีขึ้น เพราะคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง หรือพี่เลี้ยงผู้ใกล้ชิดจะไม่ดุ ไม่ตำหนิ ไม่ดี มีแต่เมตตาอธิบายปลุกใจ เร้าใจ ปลอบประโลมใจ พาทำให้สนุก ลูกจึงเพียรทำให้สะอาด เพียรทำให้เป็นระเบียบ เพียรทำให้สุภาพ เพียรทำให้ทันเวลา ตรงเวลา เป็นเวลา และเพียรทำด้วยใจที่มีสติสัมปชัญญะเป็นสมาธิยิ่ง ๆ ขึ้น

 

                      เมื่อหมั่นทำความสะอาดกาย ทำความสะอาด จัดระเบียบสิ่งของเครื่องใช้อย่างมีสติจนเคย คุ้น ชิน เป็นนิสัย → 1. ใจก็กลับมาอยู่ในกายมากกว่าเตลิดออกนอกกายไปคิดฟุ้งหลงชอบ-ชัง-โง่-กลัวเรื่องไร้สาระต่าง ๆ → 2. จิตใจลูกย่อมสงบ ความช่างสังเกตพิจารณา ก็เกิดตามมาไม่ขาดสาย มองเห็นว่าสิ่งของเครื่องใช้ใดเป็นส่วนเกินไม่จำเป็นจำเป็น→ 3. คิดตรองเห็นคุณสมบัติ คุณประโยชน์การนำไปใช้ในแง่มุมต่าง ๆ เห็นความใหม่ ความสะอาด ความน่าใช้ เกิดความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมี → 4. ความคิดอยากได้ คิดเปรียบเทียบกับสิ่งของผู้อื่นก็คลายจากใจ

 

                      แต่ที่สำคัญลูกเห็นคุณค่าความมีสติสัปชัญญะที่กัลยาณมิตร คือ พ่อแม่ ผู้ปกครองเมตตาฝึกจากการทำความดีสากลผ่านงานชีวิตประจำวันว่า ทำให้ลูกเป็นผู้หมั่นมองเข้ามาในตน จึงไม่จับผิดใคร มีแต่จับถูกผู้อื่น จับผิดตน แก้ไขพัฒนาตน

 

                      เมื่อลูก ๆ ถูกฝึกให้รักความเป็นกัลยาณมิตรให้ตนเองอย่างดีตั้งแต่อยู่บ้าน เมื่อก้าวเข้าไปอยู่ที่ใด กับใคร ก็ย่อมได้รับความไว้ใจว่าจะไม่ทำความสกปรก รกรุงรังไร้ระเบียบความไม่สุภาพ ความผัดผ่อน ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ตรงเวลา ให้การงานที่นั้นเสียหายนี้คือ การฝึกให้เป็นผู้ให้ความปลอดภัย และความไว้วางใจแก่ตนเองและผู้อื่น นี้คือการปลูกฝังสัมมาทิฏฐิว่า ทานมีผลจริง

 

                      ด้วยความที่ฝึกทําความสะอาด จัดระเบียบ ความสุภาพ ความตรงเวลา และความมีสมาธิ ซึ่งสรุปเรียกว่า ความดีสากล 5 ด้วยตนเองมาอย่างสม่ำเสมอจากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือพี่เลี้ยงผู้ใกล้ชิด ที่รักเมตตาเอาใจใส่ดูแล ลูก ๆ จึงเกิดหัวใจกัลยาณมิตร รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของตนที่ต้องพร้อมช่วยตนเองและผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ โดยไม่มีจิตคิดดูหมิ่น เพราะเห็นแบบอย่างความเมตตาจากคุณพ่อคุณแม่ที่ปฏิบัติต่อตนมาตลอด นี้คือการปลูกฝังสัมมาทิฏฐิว่า การให้และการสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน มีผลจริง

 

                      แม้เมื่อได้พบเจอผู้มีความสามารถ ความรู้มากกว่าตน ก็ไม่มีจิตคิดริษยา คิดเทียบเสมอตน มีแต่จับจ้อง มองดู ความสามารถ ความดีที่มีอยู่ในผู้นั้นด้วยความชื่นชมเคารพยกย่องให้เกียรติ แล้วนอบน้อมเข้าหาเพื่อซึมซับคุณความดี คุณความสามารถนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นในตนและประกาศให้สังคมรับรู้เคารพยกย่องนับถือผู้นั้นเป็นแบบอย่างอีกด้วย นี้คือ การปลูกฝังสัมมาทิฏฐิว่า การให้ความเคารพยกย่องคนดีมีผลจริง

 

                      ผลจากการฝึกพึ่งตนเองผ่านการฝึกความดีสากล 5 เช่นนี้ ทำให้ลูก ๆ มีความช่างสังเกต มองสิ่งรอบตัวว่ามีคุณสมบัติอะไร มีคุณประโยชน์อะไร ควรนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร พร้อมกับเห็นโทษที่พึงระวังแฝงอยู่ด้วย หากสิ่งรอบตัวเป็นบุคคลก็มองความประณีต ความรอบคอบ ความใส่ใจ ความมีอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน ฯลฯ นี้เป็นการเพาะนิสัยมีความเคารพ เป็นผู้รักการพิจารณาจับจ้องมองดูคุณประโยชน์คุณค่า คุณความดีของสิ่งของที่มีหรือบุคคลดีรอบข้าง ไม่มีความคิดเปรียบเทียบแข่งขันว่าตนเหนือกว่า เสมอกัน ด้อยกว่าผู้อื่น มีแต่ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมี

 

                      ลูก ๆ จึงมีนิสัยไม่เกียจคร้าน เมื่อเติบใหญ่ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หาความรู้ประพฤติมั่นในธรรมที่เป็นเหตุให้สุขทั้งในภพนี้และภพหน้า พร้อมกับมีศิลปะการสอน พร้อมเป็นกัลยาณมิตรแก่เพื่อนร่วมโลกต่อไป โดยไม่สนใจข้องเกี่ยวกับคนพาล

 

                      จากการให้ทั้ง 3 ประการข้างต้น ประกอบกับการฝึกทำความสะอาด จัดระเบียบความสุภาพ ตรงเวลา จิตเป็นสมาธิด้วยตนเองมาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีปัญญาคิดไตร่ตรอง พิจารณาความเป็นเหตุเป็นผล ความเชื่อมโยงความเป็นมา ความเป็นไปมองทะลุเห็นภาพสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น ในแต่ละงานที่จะทำจึงเห็นความจริงชัดแก่ใจว่า

 

                      1. การกระทําของตน มีผลเกิดขึ้นจริง

                      2. เมื่อทำอะไรด้วยความประณีต รู้ ทำถูกวิธี ย่อมเกิดผลดีจริงเมื่อทำอะไรด้วยความมักง่าย ทำผิดวิธี ย่อมเกิดผลเสียจริง

 

                      3. การกระทำของตนนั้นเกิดจากความเอาใจใส่ดูแลไม่ใช้อารมณ์ มีแต่ทำด้วยความรักเมตตาจากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือพี่เลี้ยงผู้ใกล้ชิดที่พาทำ พาฝึก เป็นต้นแบบให้มาตลอด มิได้เกิดจากฟ้าดินหรือเทพเจ้าผีสางนางไม้ตนใดมาบันดาลให้

 

                      การฝึกความเป็นกัลยาณมิตรตามขั้นตอนที่ 1 นั้น เป็นการปลูกฝังสัมมาทิฏฐิข้อ 1-4 กล่าวคือ ผู้จะเป็นกัลยาณมิตรได้จะต้องมีความเข้าใจถูกความจริงประจำชีวิตว่า การอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข สงบ สามัคคี เราแต่ละคนพึงฝึกความมีสติ และความมีสัจจะต่อการทำความดีสากลให้เป็นนิสัย แล้วเราจะเกิดความเข้าใจถูกปฏิบัติถูกว่า

 

                      1. การให้ การแบ่งปันแก่ผู้มีสติ มีสัจจะ มีผลดีจริง

                      2. การสงเคราะห์กัน ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากมีผลจริง

                      3. การบูชายกย่องคนดีมีผลจริง

                      4. การกระทํากรรมมีผลจริง

 

การฝึกความเป็นกัลยาณมิตร

ขั้นตอนที่ 2

มีศิลปะการสอน

 

                      ความที่กัลยาณมิตรแต่ละบุคคลต่างได้พบเจอซักถาม รับถ่ายทอดคุณธรรมจากกัลยาณมิตรรุ่นก่อนมาบุคคลแล้วบุคคลเล่า ทำให้สามารถซึมซับศิลปะการถ่ายทอดธรรม 4 ซึ่งเป็นศิลปะการสอนมาอย่างดีอีกด้วย จึงมีความสามารถ 4 ประการ ดังนี้

 

                      1 สามารถอธิบายชี้แจงให้เห็นความจริงของสรรพสิ่งได้อย่างชัดเจน

                     

                      2 สามารถอธิบายเชิญชวนให้เห็นว่าข้อธรรมนั้น ๆ สำคัญจริง จนผู้ฟังอยากรับไปปฏิบัติ

 

                      3 สามารถอธิบายชวนใจให้แกล้วกล้า ยอมสละชีวิตทำความดีนั้นให้สำเร็จ

 

                      4 อธิบายปลอบประโลมใจให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมแก้ไขฟันฝ่าต่อไปให้สําเร็จจนได้

 

                      โดยการถ่ายทอดแก่บุคคลรอบข้าง มิตร สหาย ชาวบ้าน ผู้รักการฝึกตน ฯลฯนอกจากนี้ กัลยาณมิตรจะไม่เป็นคนประเภทรวยคนเดียว ดีคนเดียวเพียงลำพังแต่จะพาหมู่คณะ สังคม ชนในชาติ ให้แสนรวย แสนดี แสนมีความสุขไปพร้อม ๆ กันด้วย

 

                      ความมีศิลปะการสอนมีกล่าวไว้ในโสณทัณฑสูตรและจุนทสูตร ซึ่งมีสาระสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

 

1. สันทัสสนา

 

                      กัลยาณมิตรต้องมีจิตเอื้อเฟื้อ เกื้อกูล แก่ผู้ควรแก่การอนุเคราะห์ โดยอธิบายชี้แจงให้เข้าใจเห็นความจริงชัดในสิ่งนั้น ๆ ว่าคืออะไร มีลักษณะอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร มีต้นเหตุ ปลายผลอย่างไร ปรากฏชัดดุจพาเราไปดู ไปรู้ ไปเห็นกับกับตา เราจึงเข้าใจความจริงในสิ่งนั้น ๆ ว่ามีทั้งด้านโทษ-คุณ ด้านมืด-สว่างด้านลบ-บวก

 

                      กัลยาณมิตรเป็นผู้ศึกษาหาความจริงให้รู้จริง ๆ ก่อนทำการใด ๆ จึงไม่ถืออารมณ์ ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ แต่ยึดถือธรรม คือความจริงเป็นที่ตั้ง

 

2. สมาทปนา

 

                      กัลยาณมิตรต้องอธิบายให้เห็นความจริงด้านที่เป็นคุณ

 

                      1. ดีจริงในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร

 

                      2. เมตตาอธิบายขยายความ เปิดโอกาสให้ซักถามสนทนา โดยไม่เหนื่อยหน่ายต่อคำพูด กิริยาท่าทาง คำถามของผู้นั้น จนกว่าผู้นั้นจะตรองตาม เห็นเหตุผลแท้จริงว่า ทำไมต้องทำอย่างมีสติสัมปชัญญะ รอบคอบ ระมัดระวังกัลยาณมิตรต้องอธิบายให้เห็นความจริงด้านที่เป็นโทษ หากไม่เว้นขาดจะเกิดโทษมหันต์ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างไร เปิดโอกาสให้ซักถามสนทนา

 

                      3. หากปฏิบัติตามด้านที่เป็นคุณจะเกิดคุณอนันต์อย่างไร ทำให้ชวนใจอยากรับไปปฎิบัติ เพราะใช้ปัญญาพิจารณา ตรองตามด้วยตนเอง จนเห็นความจริงชัดตามที่กัลยาณมิตรพร่ำสอน แนะนำ อธิบาย

 

3. สมุดเตชนา

 

                      เมื่อผู้ควรแก่การอนุเคราะห์ น้อมนำคำสอนไปปฏิบัติ กัลยาณมิตรย่อมตามแนะพาทำให้ดู อยู่ให้เห็น อธิบายปลุกใจ เร้าใจให้แกล้วกล้า อาจหาญ ไม่ย่อท้อหวั่นเกรงต่ออุปสรรคใด ๆ มีแต่องอาจ กล้าหาญ มั่นใจว่าตนทำได้สำเร็จตามอย่างแน่

 

4. สัมปหังสนา

 

                      หากเกิดการกระทบกระทั่งพบพานอุปสรรคนานา เกิดความระย่อท้อถอยหมดแรงกายแรงใจ กัลยาณมิตรจะไม่ทอดทิ้ง กลับติดตามอธิบาย ปลุกปลอบชโลมใจให้สดชื่น ร่าเริง ฮึกเหิม ไม่เครียด ไม่กลุ้ม มีแต่ชี้ทางสว่างที่ควรดำเนินให้เห็นความสำเร็จว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้เอง

4-8-68_81b%284%29.png

สรุปบทที่ 5

 

                      1. กัลยาณมิตรเป็นผู้มีสติทำความดีสากล 5 ดังนี้

                           •ทําผ่านงานส่วนตนและงานส่วนรวม

                           • ทําด้วยความเต็มใจ

                           • ทำอย่างมีสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ

                           • ทาจนเป็นนิสัยติดตัวตลอดชีวิต

 

                      2. กัลยาณมิตรจึงเป็นผู้รักการมองเข้ามาในตน ไม่จับผิดใคร มีแต่จับดีผู้อื่นจับผิดตน เพื่อแก้ไขพัฒนาตนให้มีคุณความดี ความสามารถยิ่ง ๆ ขึ้น

 

                      3. สัมมาทิฏฐิ 1-4 จึงถูกบ่มเพาะซึมลึกแนบแน่นอยู่ในใจ ครั้นเติบใหญ่ การดำเนินชีวิตก็ถูกต้อง เป็นสุขทั้งภพนี้และภพหน้า

 

                      4. การฝึกความเป็นกัลยาณมิตร จึงเริ่มฝึกตั้งแต่เยาว์วัย โดยให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานทำความดีสากล 5 อย่างมีสติเพื่อบรรเทาอาพาธ 6 จะได้รักการพึ่งตนเอง รักการมองตน และเป็นบ่อเกิดสัมมาทิฏฐิ 1-4

 

                      5. การฝึกบุตรหลาน ต้องทำด้วยความรักเมตตา จริงใจ ไม่ใช้อารมณ์ แต่ใช้ศิลปะการสอน คือ

                           5.1 ชี้แจงให้เห็นความจริงชัด

                           5.2 ชวนใจให้อยากรับไปปฏิบัติ

                           5.3 เร้าใจให้หาญกล้าปฏิบัติ

                           5.4 ปลอบชโลมใจให้ร่าเริง ฟันฝ่าอุปสรรคให้สำเร็จ

 

                      6. โลกจึงต้องมีกัลยาณมิตร นำพาทุกชีวิตให้รู้ความจริงประจำชีวิตและดำเนินชีวิตถูกต้อง

 

พระสูตรอ้างอิงบทที่ 5

 

กัลยาณมิตตสูตร สํ.ม. (ไทย.มจร) 19/56/45-46

 

กัลยาณมิตตสูตร สํ.ม. (ไทย.มจร) 19/63/48

 

จุนทสูตร สํ.ม. (ไทย.มจร) 19/379/232-234

 

ทีฆชาณุสูตร องฺ.อฏฺฐก. (ไทย.มจร) 23/54/340-344

 

ปฐมวัฑฒิสูตร องฺ.ปญฺจก. (ไทย.มจร) 22/63/111-112

 

โสณทัณฑสูตร ที.ซี. (ไทย.มจร) 9/300-322/111-124

 

อุปัฑฒสูตร สํ.ม. (ไทย.มจร) 19/2/2-4

 

ธนสูตร องฺ.ปญฺจก. (ไทย.มจร) 22/47/76-77

 

ปัญญาวุฒิสูตร องฺ.จตุกฺก. (ไทย.มจร) 21/248/367-368

 

กัลยาณมิตรคือ

ผู้ประพฤติธรรม

ที่ทําให้สุขในภพนี้ ภพหน้า

และมีศิลปะในการสอน

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0003263513247172 Mins