ความจริงขั้นต้นทุกคนต้องรีบรู้ ความจริงเรื่องจิตใจ กิเลส และสติสัมปชัญญะ
สาระบทที่ 3
ความจริงเรื่องจิตใจ กิเลส และสติสัมปชัญญะ
1. ลักษณะของจิตใจ
2. โครงสร้างของใจ
3. หน้าที่ของใจ
4. ธรรมชาติจิต 13 ประการ
5. พุทธพจน์ว่าด้วยการฝึกจิต
6. พลานุภาพจิตใจมนุษย์
7. ความหมายและลักษณะกิเลส 3 ตระกูล
8. สติ
9. ความหมายสติในพระอภิธรรม
10. ความหมายสติในพระสูตร
11. สติมาสัมปชัญญะเกิด สติทำให้จิตเป็นกุศลฯ
12. สติกำกับรักษาใจให้อยู่ ณ ศูนย์กลางกาย
13. ความสําคัญของสติ
14. คุณสมบัติสติ
15. ความมีสติ และหลักพิจารณาความมีสติ
16. สัมปชัญญะ
17. สัมปชัญญะ 4 ความรู้ตัวในสิ่งที่กำลังทำ
18. ศัตรูของสติสัมปชัญญะ
19. สรุปบทที่ 3
20. พระสูตรอ้างอิงบทที่ 3
เราทุกคนสามารถทำกรรมได้ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว อะไรหนอ เป็นผู้นำเราให้ทำกรรมต่าง ๆ ได้ สิ่งนั้นคือ จิตใจ ซึ่งเป็นธาตุที่ละเอียดมาก อยู่ในกายเราทุกคน ตั้งแต่เกิด แต่ความจริงที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ
1. อะไรมีอำนาจบัญชาการ กัดกร่อน ทำลายและบีบคั้นจิตใจ ทำให้เรา คิดผิด พูดผิด ทำผิด สิ่งนั้น คือ กิเลส
2. อะไรมีอำนาจคุ้มครอง รักษา ฝึกจิตให้พ้นจากอำนาจกิเลสได้ สิ่งนั้น คือ สติสัมปชัญญะ


โครงสร้างของใจ
พระมหาเถระผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม อุทิศชีวิตเป็นเดิมพันเจริญสมาธิภาวนาวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยการน้อมนำใจกลับมาอยู่ หยุด นิ่ง แน่น นุ่ม ณ ศูนย์กลางกาย ได้เห็นโครงสร้างและองค์ประกอบของใจว่ามี 4 ชั้น คือ เห็น จำ คิด รู้ ซึ่งต่างมีลักษณะเป็นดวงแต่ละดวงต่างซ้อนกันเป็นโครงสร้างของใจ
พระมหาเถระผู้ทรงคุณอันประเสริฐนี้ คือ พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ(สด จนฺทสโร) ท่านได้เทศน์ไว้ใน “โอวาทปาฏิโมกข์” เมื่อ 4 มีนาคม 2497 เป็นกัณฑ์ที่ 18 ในหนังสือมรดกธรรม 2539 หน้า 231 ซึ่งมีใจความดังนี้
“ความรู้ ความคิด ความจำ ความเห็น 4 อย่างนี้แหละเขาเรียกว่า ใจความเห็นหนึ่ง สองความจำ สามความคิด สี่ความรู้ สี่อย่างนี้แหละ หยุดเข้าเป็นจุดเดียวซ้อนเป็นจุดเดียวเข้าเรียกว่า ใจ ดวงรู้มันซ้อนอยู่ข้างในดวงคิด ดวงคิดซ้อนอยู่ข้างในดวงจำ ดวงจำซ้อนอยู่ข้างในดวงเห็น มันเป็นชั้น ๆ กันอย่างนี้ อย่างนี้แหละรวมเข้าเรียกว่า ใจ
ถ้าแยกออกไปละก็
เห็นน่ะดวงมันอยู่ศูนย์กลางกาย
จำน่ะ ดวงมันอยู่ศูนย์กลางเนื้อหัวใจ มันย่อมกว่าดวงเห็นลงมาหน่อย
คิดน่ะ อยู่ในกลางดวงจำนั่นย่อมลงมาหน่อย
รู้น่ะ อยู่ในกลางดวงคิดนั่น ย่อมลงมาเท่าดวงตาดำข้างในนั่น มีหน้าที่รู้ เรียกว่า ดวงวิญญาณ
เท่าดวงตาดำข้างนอกนั่นดวงจิต เท่าลูกตานั่นดวงใจ
เท่ากับเบ้าตานั่นดวงเห็น หมดทั้งร่างกายมีสี่อย่างเท่านี้
มีดวงเห็นครอบอยู่ข้างนอกดวงจำ ดวงจำอยู่ข้างนอกดวงคิด
ดวงคิดอยู่ข้างนอกดวงรู้ ดวงรู้อีกดวงอยู่ข้างในดวงคิด
เห็น จำ คิด รู้ สี่อย่างนี้แหละเป็นตัวสำคัญละ"


หน้าที่ของใจ
ใจมีหน้าที่การงานที่ต้องทำร่วมกับสมอง 4 ประการ คือ เห็น จำ คิด รู้ ดังนี้
1. แต่ละอนุวินาทีมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ต่างแซงกันเข้ามาให้เห็นเป็นภาพในใจนับล้าน ๆ ภาพ
2. ใจบันทึกภาพที่เห็นเหล่านั้น เป็นข้อมูลความจําเก็บไว้ในใจ ความจำที่ตามกันมาเป็นระลอก ๆ เป็นเสมือนข้อมูลดิบ ยังไม่มีความหมายว่า เป็นคุณ-โทษเป็นประโยชน์-มิใช่ประโยชน์
3. ใจนึกภาพ นึกข้อมูลใหม่และเก่าที่จำสะสมไว้มาคิดในลักษณะต่าง ๆเช่น คิดจําแนก คิดเชื่อมโยง คิดเปรียบเทียบ คิดเหตุ คิดผล คิดดี คิดชั่ว ฯลฯ
4. ใจคิดแล้วเกิดการรู้ว่าภาพต่าง ๆ ที่เห็นนั้น คืออะไร เป็นมาอย่างไรเกิดความรู้สึกสุข-ทุกข์-เฉยเกิดเป็นใจดี-ใจชั่ว เกิดการรู้ตัดสินใจว่าจะทําอะไรต่อไป


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสธรรมชาติของจิต ดังนี้
ทุนนิคคหสฺสํ ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตต์ ทนต์ สุขาวห์
ขุ.ขุ. (บาลีสยามรัฐ 2470) 25/13/19
จิตควบคุมได้ยาก เปลี่ยนแปลงง่าย ชอบใฝ่หาแต่อารมณ์ที่ปรารถนา
การฝึกจิตจัดว่าเป็นความดี เพราะจิตที่ฝึกแล้วย่อมนำสุขมาให้
จิตตวรรค ขุ.ขุ. (ไทย.มจร) 25/35/36
ธรรมชาติจิต 13 ประการ
1. จิตดิ้นรน คิดปรุงแต่งไปตามอารมณ์ 6 คืออารมณ์ที่เกิดขึ้น ขณะ 1) ตากระทบรูป2) หูกระทบเสียง 3) จมูกกระทบกลิ่น 4) ลิ้นกระทบรส 5) กายกระทบสัมผัสสิ่งที่มาต้องกาย และ 6) ใจกระทบธรรมารมณ์ จิตก็เกิดความยินดี ยินร้าย หรือเฉย ๆคิดเตลิดเปิดเปิง ดิ้นรนไปตามอารมณ์เหล่านั้น
2. จิตกวัดแกว่ง แม้จิตคิดดิ้นรนไปตามอารมณ์ 6 แต่ส่วนมากจิตไม่เคยคิดเรื่องใดจบเลย คิดกวัดแกว่ง ไม่อาจตั้งมั่นดำรงอยู่ในอารมณ์เดียวได้ เช่น คิดจะเข้าครัวทำอาหาร แต่ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน ก็พานหงุดหงิด คิดไปทำอย่างอื่นแทน
3. จิตรักษาได้ยาก การรักษาจิตให้อยู่ หยุด นิ่ง ณ ตำแหน่งที่ตั้งของจิตซึ่งอยู่กลางกายทำได้ยากแสนยาก เพราะจิตถูกรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสภายนอกยั่วยุ ชักจูง ดึงดูดให้แล่นออกนอกกาย แล้วชอบคิดปรุงแต่งดิ้นรนไปตามอารมณ์ทั้ง 6
4. จิตห้ามยาก การหักห้ามจิตไม่ให้คิดปรุงแต่งไปตามอารมณ์นั้นทำได้ยากมาก แต่สามารถทำได้หากมีความเพียรหมั่นฝึกฝนจิตให้มีสติกำกับ ป้องกันไม่ให้จิตตระเวนเที่ยวออกนอกกาย
5. จิตมักไหลไปหากามคุณ 5 จิตชอบออกนอกกายไปหา 1) รูป 2) เสียง 3) กลิ่น4) รส 5) สัมผัส ที่น่าใคร่ น่ายินดี ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ คิดหลงยินดี เตลิดเพลิดเพลินจนลืมสิ่งที่ควรคิด คำที่ควรพูด กิจที่ควรทำ
6. จิตเปลี่ยนแปลงง่าย อารมณ์ของจิตเปลี่ยนแปลงง่าย รวดเร็ว ความรู้สึกชอบ ชังเฉย ต่อคน สัตว์ สิ่งของ เหตุการณ์ เรื่องราวต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาได้ตลอดเพราะจิตเกิดดับทีละดวง รวดเร็วมาก อารมณ์ความรู้สึกจึงเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตาม
7. จิตมีพลังมหาศาล สามารถเที่ยวไปได้ไกล ๆ โดยไม่ต้องใช้ยานพาหนะใด ๆเพียงกะพริบตาครั้งเดียว ก็สามารถไปกลับระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ได้ ส่งจิตไปดวงจันทร์ ดวงดาว ในจักรวาล วันละกี่พันครั้งก็ทำได้ จิตไม่เหนื่อยเลย
8. จิตเที่ยวไปดวงเดียว จิตเกิดดับได้รวดเร็วมาก แค่ช่วงเวลาลัดนิ้วมือ คืองอนิ้วมือแล้วดีดออกเท่านั้น จิตก็เกิด-ดับถึงแสนโกฏิดวง จิตแต่ละดวงก็ชอบเที่ยวเตลิดหนีออกไปนอกกาย ไปหากามคุณ 5 แล้วก็หลงคิดเพลิดเพลิน โดดไป โดดมาในกามคุณเหล่านั้น
9. จิตไม่มีรูปร่าง จิตไม่มีรูปร่างให้เห็นด้วยตาเนื้อ ไม่เหมือนร่างกายที่เป็นธาตุหยาบสามารถเห็นรูปร่างได้ ว่าเป็นหญิงชาย อ้วนผอม สูงต่ำ ดำขาว ฯลฯ แต่จิตเป็นธาตุรู้มีสภาพเป็นพลังงานที่มีความละเอียดมาก เห็นได้ด้วยตาธรรมกายเท่านั้น คือมีลักษณะเป็นดวงใสสว่าง
10. จิตมีกายเป็นที่อยู่ถาวร จิตแม้ชอบดิ้นรนคิดไปตามอารมณ์ กามคุณ 5 แต่ยามหลับก็ต้องกลับมาอยู่ในกาย ซึ่งเป็นที่อยู่ถาวรเหมือนเด็กซน ๆ วิ่งเล่นทั้งวันไม่หยุด แต่ก็ต้องกลับมานอนบ้าน
11. จิตมีความผุดผ่อง จิตมีความใส ความสว่าง ความผุดผ่องเป็นปกติเมื่อจิตอยู่ในกาย ยิ่งอยู่ ณ ศูนยกลางกาย ซึ่งเป็นที่อยู่ถาวรของจิต จิตก็ยิ่งมีความผุดผ่องการหมั่นน้อมนำใจมาอยู่ในกาย อยู่กลางกาย จึงเป็นสิ่งพึงหมั่นฝึกฝนปฏิบัติ
12. จิตเศร้าหมอง เพราะกิเลสที่จรมา จิตเป็นธาตุละเอียดมากและอยู่ในรูปพลังงานแต่กิเลสเป็นธาตุที่ละเอียดกว่าจิต ทั้งสกปรกและมากด้วยพิษร้าย กิเลสฝังตัวอยู่ในจิตใจคนตั้งแต่ก่อนมาเกิด คอยบีบคั้นใจให้ออกนอกกายไปเพลิดเพลิน ยินดียินร้าย กับเรื่องราวของคน สัตว์ สิ่งของ จิตจึงขุ่นมัว เศร้าหมอง แต่หากใจอยู่ หยุด ณ กลางกาย กิเลสแม้อยู่ในใจก็อยู่อย่างสงบ เหมือนตะกอนในน้ำที่นอนนิ่งอยู่ก้นโอ่งไม่สามารถกำเริบ จรมาบีบคั้น กัดกร่อน ทำลายความใส สว่าง ผุดผ่องของจิตใจได้
13. จิตฝึกได้ คุ้มครองได้ รักษาได้ สำรวมได้ สติเป็นคุณธรรมอย่างเอกทำหน้าที่ดึงใจที่ออกไปนอกกายให้กลับมาอยู่ มาหยุด ณ กลางกาย เหมือนสารถีดึงบังเหียนคอยกำกับม้าให้ไปในทิศทางที่ต้องการ ความขุ่นมัวเศร้าหมองของใจก็ถูกกำจัดความใส ความสว่าง ความผุดผ่องของใจก็พลันเปล่งประกายคืนมา


ด้วยเหตุที่จิตมีธรรมชาติ 13 ประการ จึงสรุปได้ตามพุทธพจน์ ที่ว่าด้วยการฝึกจิต ได้ดังนี้
" จิตที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก ผู้มีปัญญาสามารถควบคุมให้ตรงได้เหมือนช่างดัดลูกศรให้ตรง ฉะนั้น "
" จิตนี้ย่อมดิ้นรนไปมา เหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำโยนไปบนบก ฉะนั้น ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงควรละบ่วงแห่งมาร "
" การฝึกจิตที่ควบคุมได้ยาก เปลี่ยนแปลงง่าย ชอบใฝ่หาแต่อารมณ์ที่ปรารถนาจัดว่าเป็นความดี เพราะจิตที่ฝึกแล้วย่อมนำสุขมาให้ "
" ผู้มีปัญญาควรรักษาจิตที่เห็นได้ยากยิ่ง ละเอียดยิ่งชอบใฝ่หาแต่อารมณ์ที่ปรารถนา เพราะจิตที่คุ้มครองแล้วย่อมนำสุขมาให้ "
จิตตวรรค ขุ.ขุ. (ไทย.มจร) 25/35-43/35-39
" คนเหล่าใดสำรวมจิตที่เที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในถ้ำคนเหล่านั้นจักพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร "
" ผู้มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ ไม่ขุ่นมัวด้วยโทสะ ละบุญและบาปได้แล้ว มีสติตื่นอยู่ย่อมไม่มีภัย ”
" ภิกษุรู้ว่า ร่างกายนี้เปรียบเหมือนหม้อดิน ควรป้องกันจิตนี้ เหมือนป้องกันพระนครแล้วใช้อาวุธคือปัญญารบกับมาร และควรรักษาชัยชนะไว้ แต่ไม่ควรยินดียึดติด "
" จิตที่ตั้งไว้ผิด จึงทำให้ได้รับความเสียหาย ยิ่งกว่าความเสียหายที่โจรเห็นโจรหรือผู้จองเวรเห็นผู้จองเวร จะพึงทำให้แก่กัน "
" จิตที่ตั้งไว้ชอบ ย่อมอำนวยให้ได้ผลที่ประเสริฐยิ่ง ที่มารดาบิดาก็ทำให้ไม่ได้หรือแม้ญาติเหล่าอื่นก็ให้ไม่ได้ "
จิตตวรรค ขุ.ขุ. (ไทย.มจร) 25/35-43/35-39
พลานุภาพจิตใจมนุษย์
1. จิตใจต้องมีกายเป็นบ้านให้อยู่อาศัย โดยมีฐานที่ตั้งถาวรอยู่ตรงศูนย์กลางกายของผู้นั้น
2. จิตใจมีลักษณะเป็นดวงกลม มีความสว่างในตัวจึงเห็นความจริงและรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้
3. จิตใจไร้น้ำหนัก มีความเร็วยิ่งกว่าแสง ชอบหนีเที่ยวออกนอกกาย เที่ยวไปได้ไกลมากและเร็วมาก โดยไม่ต้องใช้ยานพาหนะใด ๆ เพียงชั่วกะพริบตาครั้งเดียว ก็ไปได้ไกลถึงดวงอาทิตย์ และกลับมาเรียบร้อยแล้ว
4. จิตใจชอบหนีเที่ยวไปติดรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ที่ถูกใจภายนอกกาย จึงถูกบีบคั้นด้วยกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ทำให้ใจขุ่นมัว รู้เห็นทุกอย่างผิดเพี้ยนไม่ตรงตามจริง จึงคิดในทางร้าย ๆ เป็นนิจ เกิดอานุภาพทำลายล้างได้อย่างมหันต์ และนำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้ตนเองและผู้อื่นไม่สิ้นสุด
5. จิตใจที่ฝึกให้หยุดนิ่งตั้งมั่นภายในกายย่อมผ่องใส รู้เห็นทุกอย่างตรงตามจริงจึงเลือกคิดในทางที่ดี เกิดอานุภาพสร้างสรรค์อย่างอเนกอนันต์ นำความสุขแท้จริงมาให้ไม่สิ้นสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

ความหมายและลักษณะของกิเลส
ความหมาย
กิเลส แปลว่า ความเศร้าหมอง เป็นสิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมองสกปรก ขุ่นมัว มืดมิด กิเลส เป็นธาตุละเอียดมาก ๆ จึงสามารถแทรกตัวซ่อนเร้นอย่างเหนียวแน่นอยู่ในจิตใจสัตวโลกทุกชนิด ตั้งแต่คนสัตว์เดรัจฉาน เทวดา โดยที่สัตวโลกเหล่านั้นไม่รู้ตัวว่าตนมีกิเลสฝังอยู่ในจิตใจของตน ทำให้จิตใจสัตวโลกทุกชนิดสกปรกเศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์
ลักษณะของกิเลส
1. กิเลสเป็นธาตุสกปรก มีความละเอียดมาก ๆ จึงสามารถแทรกเข้าไปอยู่ในจิตใจของสัตวโลกได้ เห็นได้ยากแสนยาก ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่มีความละเอียดมากเพียงใด ตามนุษย์ก็ไม่สามารถเห็นได้ แม้ตาทิพย์ของเหล่าเทวดา พรหม รูปพรหม อรูปพรหมล้วนมองไม่เห็นทั้งสิ้น จะเห็นได้ด้วยตาธรรมกายหรือธรรมจักษุเท่านั้น
2. กิเลสมีพิษร้ายแรงมาก ไม่ว่าพิษอะไรในโลกก็ไม่ร้ายเท่าพิษกิเลส แม้พิษงู พิษเชื้อโรคร้ายแรง สารพิษใด ๆ ก็ไม่อาจเทียบแม้เศษเสี้ยวของพิษกิเลสได้เลย
3. กิเลสไม่ตายตามกาย แต่ยังคงฝังสั่งสมอยู่ในจิตใจ ไม่ว่าเราไปเกิดภพใหม่ในภพชาติใด ๆ กิเลสก็ยังฝังอยู่ในจิตใจ คอยติดตามบังคับบีบคั้นใจให้ทำแต่กรรมชั่วอยู่ร่ำไป

กิเลสโลภะ
โลภะ แปลว่า ความอยากได้ หมายถึง กิเลสตระกูลโลภะ เมื่อแทรกเข้าไปอยู่ในจิตใจของผู้ใด พิษของมันย่อมทำอันตรายจิตใจของผู้นั้นให้ขุ่นมัว เกิดอาการไม่ดี คือ
1. ทำให้ใจหิวโหย อยากได้ไม่รู้จักพอ อยากได้มากเกินจำเป็น ได้มากแค่ไหนก็ไม่พอ แม้ได้ภูเขาทองคำทั้งลูกก็ไม่รู้สึกพอ จนทำให้เกิดการแย่งชิง เบียดเบียนกัน
2. ทำให้ใจผู้นั้นอยากได้สิ่งที่ไม่ใช่ของตนในทางมิชอบ ในทางทุจริต เช่น อยากได้ภรรยา ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ลาภสักการะของผู้อื่นมาเป็นของตนใจดิ้นรนแสวงหาโดยไม่คำนึงถึงความถูก-ผิด ดี-ชั่ว ฯลฯ ใช้สารพัดวิธีเลว ๆเช่น หลอก ลวง ฉ้อ ฉล คดโกง ฯลฯ เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาเป็นของตน
ความไม่รู้ประมาณตน ไม่รู้ประมาณในความพอดี ทำให้แยกไม่ออกว่าสิ่งใดจำเป็นสิ่งใดส่วนเกิน สิ่งไหนฟุ่มเฟือย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โลภะกำเริบ
กิเลสโลภะ

การป้องกันไม่ให้โลภะกำเริบทำได้ ดังนี้
1. มีสติ น้อมนำใจกลับมาอยู่ กลางกาย ใจจะได้มีสติคุ้มครอง
2. ใช้สัมปชัญญะ คือใช้ปัญญา ขณะปัจจุบันที่มีสติกำกับพิจารณา ผลได้-เสีย คุณ-โทษ ประโยชน์-ไม่ใช่ประโยชน์ ฯลฯ ทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ลุแก่อำนาจความอยาก
3. บริจาคทานเนือง ๆ อันเป็นการฆ่าความตระหนี่ ความโลภได้
กิเลสโทสะ
โทสะ แปลว่า ประทุษร้าย หมายถึง กิเลสตระกูลโทสะ เมื่อแทรกเข้าไปอยู่ในจิตใจของผู้ใด พิษของมันย่อมทำอันตรายใจของผู้นั้นให้ขุ่นมัว เกิดอาการไม่พอใจจนเดือดดาลพลุ่งพล่าน คิดประทุษร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายเสียหาย เช่น ทำให้เขาบาดเจ็บ เสียทรัพย์เสียชื่อเสียง ฯลฯ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้กิเลสตระกูลโทสะกำเริบ มีหลายประการ เช่น ความมานะถือตัวตนยิ่งใหญ่มีความสำคัญ จึงเกิดความคาดหวัง เมื่อไม่สมหวังดังคาดว่าตนเลิศกว่าเขาก็บันดาลโทสะ เกิดความตระหนี่ หวงแหน เป็นต้น
กิเลสโทสะ

การป้องกันไม่ให้โทสะกำเริบทําได้ ดังนี้
1. มีสติ เมื่อต้องเผชิญกับการถูกขัดใจรีบน้อมนำใจกลับมาไว้ตรงกลางท้องให้ใจเย็น ใจสงบ
2. รักษาศีลเป็นปกติ เพื่อฝึกเอาใจเขาใส่ใจเรา เอาใจเราใส่ใจเขาจะได้เข้าใจ เห็นใจกันและกัน
3. หมั่นแผ่เมตตาเป็นนิจ แผ่ความปรารถนาดี ความจริงใจความมีเมตตาจิตให้แก่เพื่อนร่วมโลกเป็นประจำ จิตเราจักสงบ ชุ่มเย็น
กิเลสโมหะ
โมหะ แปลว่า ความหลง หมายถึงกิเลสตระกูลโมหะ เมื่อแทรกเข้าไปอยู่ในจิตใจของผู้ใด พิษของมันย่อมทำอันตรายใจของผู้นั้นให้ขุ่นมัว ไม่รู้ตรงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นว่ามีคุณ-โทษ เป็น-ไม่เป็นประโยชน์ เป็นกุศล-อกุศล เป็นบุญ-บาป เป็นต้น
โมหะกำเริบขึ้นเมื่อใด จิตใจผู้นั้นก็มืดมนเมื่อนั้น ส่งผลให้ใจเห็นผิด ๆ จากความเป็นจริง จำผิด ๆ คิดผิด ๆ รู้ผิด ๆ พาให้พูดผิด ทำผิด แล้วหลงทำกรรมชั่ว โดยหลงผิดว่าตนทํากรรมดี
ผู้ที่ถูกโมหะครอบงำจิตใจ อาจทำความผิดความไม่ดีได้ทุกอย่าง ตั้งแต่หลงเข้าใจผิดโกรธเคือง ทะเลาะวิวาท ฆ่ากัน หลงทำร้ายกันด้วยวิธีต่าง ๆ จนถึงขั้นทำสงครามระหว่างประเทศ ลุกลามเป็นสงครามโลก
กิเลสโมหะ

การป้องกันไม่ให้ความหลงกําเริบทำได้ ดังนี้
1. มีสติ หมั่นน้อมนำใจไว้กลางกายเป็นนิจ เพื่อเป็นการพิจารณา สังเกตใจ จะได้เกิดปัญญาจากการคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
2. เจริญภาวนาเป็นประจำ ใจจะได้สว่างผุดผ่อง เห็นความจริงสิ่งนั้น ๆ ชัด เกิดปัญญารู้ความจริงถูกต้อง รู้ถูก-ผิด คุณ-โทษดี-ชั่ว กุศล-อกุศล บุญ-บาปจีงเว้นชั่ว ทําความดีและหมั่นกลั่นใจให้ผ่องใสเสมอ
สติ คุณธรรมคุ้มครองจิตใจให้ไกลจากกิเลส เป็นกุศลจิต

กายถูกอาพาธ 6 เบียดเบียนตลอดชีวิต กายจึงเสื่อม แก่ เจ็บ ตาย ส่วนจิตใจมีกิเลส 3 ทำอันตรายให้เศร้าหมอง ขุ่นมัว เห็นอะไรก็ผิดจากความจริงทำให้คิดผิด พูดผิด ทำผิด ชีวิตจึงเป็นทุกข์จากกรรมชั่วที่ตนกระทำผิดไว้ กิเลสแม้มีฤทธิ์ทำลายความผุดผ่องของจิตใจ แต่กิเลสจะหมดฤทธิ์ทำลายเมื่อใจมีสติคุ้มครองรักษาไม่ให้หนีออกนอกกาย จิตใจจึงคงความใส สว่าง ผุดผ่องไว้ได้ และเห็นทุกสิ่งถูกต้องตามความจริง จึงคิดถูก พูดถูก ทำถูก มีผลให้ชีวิตเป็นสุข
กายมนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติที่สะอาด สว่าง สงบ ประณีต อยู่ ณ ศูนย์กลางกายของผู้นั้น เรียกว่า “ธรรม” ซึ่งมีอำนาจกำจัดกิเลสได้ เมื่อใดใจจรดอยู่กับ “ธรรม” ใจจะยิ่งสว่างขึ้น ความสว่างนั้นย่อมขจัดความมืดมิดของกิเลสออกไปจากจิตใจได้
สติของผู้ใดก็เป็นธรรมเบื้องต้น ทำหน้าที่ดึงใจของผู้นั้นกลับมาอยู่กลางกายให้ใจจรดกับ “ธรรม” ณ ศูนย์กลางกาย ขณะที่ใจจรดกับ “ธรรม” กิเลสจึงหมดฤทธิ์ทำอันตรายจิตใจไม่ได้ แต่จิตใจคุ้นกับกิเลสเหมือนปลาคุ้นน้ำ คราใดที่ตากระทบรูปหูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสิ่งที่สัมผัสกาย ใจกระทบธรรมารมณ์ ถ้าเราเผลอสติ ใจก็แล่นเตลิดออกนอกกายไปตามอำนาจกิเลสไเพลิดเพลิน ยินดี ยินร้าย หลงรัก ชอบ ชังสิ่งเหล่านั้น เนื่องจากจิตมักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ และมักน้อมไปสู่อารมณ์ภายนอกตัวเสมอ จึงเปิดช่องให้กิเลสเข้ามาทำร้ายจิตให้เศร้าหมอง ไม่ผ่องใสเป็นนิจ การฝึกสติอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น
สติเป็นคุณธรรม ทำหน้าที่กำกับใจไม่ให้หนีออกนอกกาย
หากใจออกนอกกาย สติก็ตามดึงใจกลับมาอยู่ มาหยุด ณ กลางกาย ใจจึงสว่าง ผุดผ่อง เห็นความจริงชัดทั้งด้านคุณ โทษ ถูก-ผิด ดี-ชั่ว ทำให้ใจระลึกรู้เรื่องที่ควรคิดคำที่ควรพูด กิจที่พึงทำ ซึ่งไม่ก่อโทษ ไม่ก่อบาป ไม่ก่อความเดือดร้อนคิด-พูด-ทำแต่สิ่งที่เป็นคุณ ได้บุญ มีแต่สุขถ้วนหน้า
นี้คือใจที่มีสติคุ้มครองรักษา ไม่ทำอะไรตามอำนาจกิเลส

ความหมายสติ
ความหมายของสติที่ปรากฏในพระอภิธรรม
สติเป็นสภาวธรรมที่เป็นกุศล ทำให้จิตเป็นกุศลจิต
1. ความตามระลึก
2. ความหวนระลึก
3. กิริยาที่ระลึก
4. ความทรงจำ
5. ความไม่เลื่อนลอย
6. ความไม่หลงลืม
อภิ.สง. (ไทย.มจร) 34/14/29
ความหมายของสติที่ปรากฏในพระสูตร
► เป็นคุณธรรมกำกับใจ
► ลักษณะเป็นดวงสว่างตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย
► มีพลังดึงดูดใจไม่ให้หนีออกนอกกายคล้ายแม่เหล็กมีแรงดึงดูดเศษเหล็กให้เข้ามาหา ทำให้ใจไม่เลื่อนลอย ผ่องใสตื่นระวัง ระลึกนึกได้ คิดสิ่งดี ๆ
จําอนาคตได้
» จำสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้
» จำคำที่จะพูดได้
» นําการงานที่จะทำได้
สติคุมใจให้เตือนตนได้
ไม่เผลอในปัจจุบัน (สัมปชัญญะ)
» ไม่เผลอในสิ่งที่กำลังคิดไม่เผลอในคำที่กำลังพูด
» ไม่เผลอในการงานที่กำลังทำ
สติคุมใจให้ตื่นระวัง
จําอดีตได้
» จําได้ในสิ่งที่เคยคิดไปแล้ว
» จำได้ในคำที่เคยพูดไปแล้ว
» จำได้ในงานที่เคยทำไปแล้ว
สติคุมใจให้จำได้แม้เรื่องนานแล้ว
สติมาสัมปชัญญะเกิด
สัมปชัญญะเป็นความรู้ตัวในขณะปัจจุบัน โดยมีสติกำกับว่าใจอยู่ในหรือนอกกายหากใจอยู่นอกกาย สติก็รีบน้อมนำใจกลับมาอยู่ในกาย ใจจึงสว่าง ใช้ความสว่างของใจสังเกตหาความจริงสิ่งที่กำลังทำเกิดปัญญารู้ว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นเป็นหรือไม่เป็นประโยชน์เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม วิธีปฏิบัติถูกหรือไม่ถูก เป็นความฉลาดหรือโง่งมงายเพื่อป้องกันไม่ให้หลงทำอะไรตามอำนาจกิเลส
สติทำให้จิตเป็นกุศล สติสัมปชัญญะ เป็นธรรมมีอุปการะมาก
1. จิตเป็นกุศลจิต เมื่อจิตมีสติเป็นเครื่องรักษากำกับให้อยู่ในกายตั้งแต่ฐานที่ 1-7 ซึ่งเป็นเส้นทางเดินของจิต→ 2. จิตจึงสว่าง สามารถเห็นความจริงสรรพสิ่งทั้งด้านที่เป็นคุณ-โทษ ถูก-ผิด ดี-ชั่ว บุญ-บาป ฯลฯ จิตจึงเป็นกุศลจิต โลภะ โทสะ โมหะจึงบรรเทาตามความสว่างของจิตขณะนั้น→ 3. จิตจึงคิดแยกออกว่าอะไร ถูก-ผิด ดี-ชั่ว • คุณ-โทษ บุญ-บาป และที่เป็นกลาง ๆ→ 4. จิตจึงเกิดสัมปชัญญะ คือมีปัญญารู้ตัวว่า สิ่งใดพึงคิด-พูด-ทำ แล้วเป็นกุศล ไม่มีโทษ ไม่มีความเดือดร้อนตามมาในภายหลัง
สติกำกับรักษาใจให้อยู่ที่ศูนย์กลางกายของผู้นั้น
เมื่อใจอยู่ในกายตั้งแต่ฐานที่ 1-7
แสดงว่า ใจมีสติ
ใจจะว่าง โปร่ง โล่ง เบา
ระลึกได้ถึงกิจที่ทำ คำที่พูด สิ่งที่คิด
เมื่อใจหยุดนิ่ง ตั้งมั่น ณ ฐานที่ 7
แสดงว่า ใจเป็นสมาธิ
ใจยิ่งว่าง โปร่ง โล่ง เบา
สว่างภายใน เป็นสุข

ฐานที่ 1 ปากช่องจมูก หญิง - ซ้าย ชาย-ขวา
ฐานที่ 2 เพลาตา หญิง - ซ้าย ชาย-ขวา
ฐานที่ 3 จอมประสาท
ฐานที่ 4 ช่องเพดาน
ฐานที่ 5 ปากช่องลำคอ
ฐานที่ 6 ศูนย์กลางกายระดับสะดือ
ฐานที่ 7 ศูนย์กลางกายที่ตั้งจิตถาวร

คุณสมบัติสติ
1. สติเป็นกุศลธรรมฉุดดึงใจให้อยู่ในกาย กลางกาย คือ
1.1 ดึงใจไม่ให้หนีออกนอกกาย
1.2 ฉุดใจให้กลับเข้ามาในกาย
1.3 เตือนใจไม่ให้เตลิดในอารมณ์
1.4 ปลุกใจให้ตื่นระวัง
1.5 รักษาใจให้ชุ่มชื่นอยู่กลางกาย

2. ความดีทั้งปวงต้องเริ่มที่มีสติเก็บใจไว้ในกาย
2.1 ใจจึงประภัสสร คือ สว่าง ทำให้สดชื่นเห็นความจริงสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เป็นคุณ โทษสว่าง-มืด สุจริต-ทุจริต ชัดเจนขึ้น
2.2 ใจจึงตื่นขึ้น ระลึกได้ จำได้ถึงสิ่งที่คิดกิจที่ทำ คำที่พูด ในอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้
2.3 ใจจึงฉุกคิดให้เว้นชั่ว แต่พูดดี ทำดีเป็นปกติ ทำให้ใจตั้งมั่นแน่วแน่ในทางที่ดี มีประโยชน์ ไม่ประมาทไม่เผลอ ไม่ลืมการงานก็ไม่เสียหายชีวิตมีแต่รุ่งเรืองด้วยความดี
3. สติเป็นคุณธรรม เกิดขึ้นเองไม่ได้
3.1 สติจึงต้องมีครูดีเป็นต้นแบบ
3.2 ตนเองก็ต้องตั้งใจฝึกสติตามครู
ความมีสติ
ลักษณะความมีสติ
1. ความไม่เผลอในปัจจุบัน ไม่หลงลืมอดีต ไม่หลงลืมอนาคต
2. ความไม่ประมาทเลินเล่อ
3. ความไม่ฟั่นเฟือน เลื่อนลอย
4. ความไม่เฉื่อยชา ไม่เกียจคร้าน
5. ความระมัดระวัง
6. ความตื่นตัวต่อหน้าที่การงาน
7. ความพร้อม ความกระปรี้กระเปร่า ว่องไวต่อการสังเกตหาข้อมูลความจริง รับรู้ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
8. ความตระหนักรู้ตัวว่าต้องปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างไร จึงจะสุจริตเป็นคุณไม่ทุจริต ไม่มีโทษตามมา
หลักพิจารณาความมีสติ
จําอดีตได้
สติ คือ ธรรมเครื่องรักษาจิตให้อยู่ในกายฐานที่ 1-7 ทำให้จิตเป็นกุศล จึงระลึกได้ คิดได้ นึกได้ฉุกคิดได้ ถึงเรื่องราวเหตุการณ์ในอดีต เช่น
• ระลึกได้ว่าเคยถูกตักเตือนเพราะหนีเรียน • ฉุกคิดได้ว่าเคยตั้งใจเรียนจึงสอบผ่านได้ไม่เผลอในปัจจุบัน
ไม่เผลอในปัจจุบัน
สติ คือ ธรรมเครื่องรักษาจิตให้อยู่ในกายฐานที่ 1-7 ทำให้จิตเป็นกุศล จึงระลึกได้ คิดได้
นึกได้ ฉุกคิดได้ ถึงกิจที่กำลังทำ เช่น
• กำลังตักบาตรด้วยความปลื้มปีติ
• กำลังทำความสะอาดห้องสุขาด้วยความตั้งใจ
• ฉันอีก 4-5 คำจะอิ่ม ก็หยุดรับประทานอาหาร
• กำลังเดินผ่านร้านเกมก็ไม่เข้าไป
จําอนาคตได้
สติ คือ ธรรมเครื่องรักษาจิตให้อยู่ในกายฐานที่ 1-7 ทำให้จิตเป็นกุศล จึงระลึกได้ คิดได้ นึกได้ฉุกคิดได้ ถึงกิจที่ต้องทำในอนาคต เช่น ระลึกได้ว่า
• วันเสาร์ที่จะถึงนี้เป็นวันสวดปาฏิโมกข์
• วันมะรืนเป็นวันสอบนักธรรมตรี
• เย็นนี้จะต้องทำความสะอาดกุฎิ
• พรุ่งนี้จะต้องไปดูแลผู้ป่วย

สัมปชัญญะ
สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวขณะกำลังคิด-พูด-ทำ โดยขณะนั้นจิตใจมีสติกำกับให้อยู่ ณ ฐานใดฐานหนึ่งระหว่างฐานที่ 1-7 ใจจึงรู้ว่าจะต้องคิด-พูด-ทำแต่สิ่งที่เป็นกุศลเท่านั้นผู้มีสัมปชัญญะจึงเป็นผู้มีสติกำกับจิตใจเป็นนิจ
สัมปชัญญะเป็นธรรมที่ทำให้ช่างสังเกต ช่างพิจารณา ให้เห็น ให้รู้ความจริงชัดและครบขณะที่จิตใจมีสติประคองไว้ในกาย

สัมปชัญญะ 4 ความรู้ตัวในสิ่งที่ตนกำลังทำ
1. รู้ตัวว่าเป็น-ไม่เป็นประโยชน์
รู้หลักการว่าด้วยเรื่องที่กำลังทำอยู่นี้เป็นประโยชน์แก่ตนจริงเพราะ
ยิ่งทำยิ่งรักตนเป็น
ยิ่งรักษาตนได้ดี
ยิ่งเพิ่มเครือข่ายคนดี
2. รู้ตัวว่าเหมาะ ไม่เหมาะกับตน
รู้หลักการว่าด้วยเรื่องที่กำลังทำอยู่นี้
• เหมาะกับเพศ อายุ
• เหมาะกับสุขภาพ
• เหมาะกับฐานะ
• เหมาะกับหน้าที่การงาน
• เหมาะกับพื้นภูมิของตน
3. ได้ทำตามวิธีที่กำหนดไว้หรือไม่
• เป็นวิธีที่ถูกกฎหมาย กฎประเพณี
• เป็นวิธีที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
• เป็นวิธีที่ถูกกับยุคสมัย
• ใช้เทคโนโลยีถูกต้อง เหมาะสม
• มีมาตรการป้องกันอุบัติเหตุรัดกุม
4. รู้ตัวว่าเป็นความฉลาด-งมงาย
แม้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์เหมาะสมกับตนรัดกุม ปลอดภัย ผู้ทำก็ต้องฉลาดรู้ตัวด้วยว่าความคุ้ม ความพอดีอยู่ตรงไหน จึงได้งานได้บุญจริง
ศัตรูของสติสัมปชัญญะ
• อบายมุข
• นิวรณ์ 5
อบายมุข ปากทางแห่งความเสื่อม ความพินาศ
โดยปกติคนทั่วไป ก็มีอาการขาดสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว แต่ขาดเป็นช่วงสั้น ๆเพราะใจชอบหนีเที่ยวออกนอกกายแบบไป ๆ กลับ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้คนขาดสติสัมปชัญญะ จนถึงขั้นทำให้ชีวิตพินาศ คือ อบายมุข
เช่น สุรา ยาเสพติด เพราะทำให้สติสัมปชัญญะขาดช่วงเป็นระยะเวลานาน
เช่น ขาดนานถึง 10 นาทีบ้าง 1 ชั่วโมงบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนบ้าง จึงก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก

นิวรณ์ 5
นิวรณ์ 5 เป็นอกุศลธรรม ปิดกั้นความดี ไม่ให้เข้ามาถึงจิตใจ โดยปิดกั้นขัดขวางใจ
ให้ขาดสติ เมื่อใจขาดสติจึงไม่ได้ทำความดี
1. กามฉันทะ พอใจติดใจอยู่ในสิ่งที่ชอบใจ
2. พยาบาท คิดร้ายผู้อื่น
3. ถีนมิทธะ หดหู่ ท้อแท้ ง่วงเหงา เศร้าซึม
4. อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านรำคาญใจ
5. วิจิกิจฉา ลังเลใจ ตัดสินใจไม่ลง

สรุปบทที่ 3
- ชีวิตทุกคนจะดีหรือชั่ว ขึ้นอยู่กับใจของตนว่าได้ฝึกให้มีคุณภาพเพียงใด เพราะใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อฝึกใจให้คิดดี ใจก็สั่งกายให้พูดดี ทำดี เว้นความชั่ว หมั่นทำใจ ให้ผ่องใส
- จิตมีธรรมชาติ 13 ประการ คือ ดิ้นรนไปตามอารมณ์ กวัดแกว่งง่าย ห้ามยากรักษายาก เปลี่ยนแปลงง่าย ควบคุมยาก ปรารถนากามคุณ 5 มีพลังมหาศาล ไม่มีรูปร่างมีกายเป็นที่อยู่ถาวร มีความผุดผ่อง แต่เศร้าหมองได้เพราะกิเลสที่จรมา สามารถฝึกได้
- ในใจมีกิเลสซ่อนอยู่ กิเลส คือ สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่บริสุทธิ์ กิเลสมี 3 ตระกูล คือ 1) โลภะ ความอยากได้ไม่รู้จักพอ เพราะขาดความรู้ประมาณ 2) โทสะ ความคิดขุ่นเคืองใจ เพราะความมานะถือตัว ความอยากได้ที่ไม่สมหวัง 3) โมหะ ความไม่รู้จริงเพราะไร้ปัญญา ไม่จัดระเบียบความคิด กิเลสบีบคั้นใจและกายให้ทำกรรมชั่ว เราจึงตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมต้องเวียนเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีแต่ทุกข์ไม่รู้จบ
พระสูตรอ้างอิงบทที่ 3
กามาวจร กุศลจิตดวงที่ 1 อภิ.สงฺ. (ไทย.มจร) 34/14/29
กามาวจร กุศลจิตดวงที่1 อภิ.สงฺ. (ไทย.มจร) 34/32-34/33
กายคตาสติสูตร ม.อุ. (ไทย.มจร) 14/154/196-198
จิตตวรรค ขุ.ธ. (ไทย.มจร) 25/33-43/35-39
จูฬทุกขักขันธสูตร ม.มู. (ไทย.มจร) 12/175/177
ฐานสูตร อง.ปญฺจก. (ไทย.มจร) 22/57/99-104
ทุกขธัมมสูตร สํ.สฬา. (ไทย.มจร) 18/244/253
ทุติยฉิคคฬยุคสูตร สํ.ม. (ไทย.มจร) 19/1118/631
ทุติยอริยวาสสูตร องฺ.ทสก. (ไทย.มจร) 24/20/40
ทสุตตรสูตร ที.ปา. (ไทย.มจร) 11/353/373
โทสสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/2/346-347
ธาตุวิภังคสูตร ม.อุ. (ไทย.มจร) 14/342-345/401-403
ธัมมานุธัมมปฏิปันนสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/86/453
ปฐมเคลัญญสูตร สํ.สฬา. (ไทย.มจร) 18/255/277-279
ปฐมนิทานสูตร องฺ.ติก. (ไทย.มจร) 20/112/353-354
ปณิหิตอัจฉวรรค องฺ.เอกก. (ไทย.มจร) 20/41-50/7-9
ปมาทวิหารสูตร สํ.สฬา. (ไทย.มจร) 18/97/107-108
มาลุกยปุตตสูตร สํ.สฬา. (ไทย.มจร) 18/95/99-105
มูลสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/50/403
มหาปรินิพพานสูตร ที.ม. (ไทย.มจร) 10/160/105
โมหสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/3/347
โลภสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/1/345-346
วัตถุปมสูตร ม.มู. (ไทย.มจร) 12/71/63
สังวรสูตร สํ.สฬา. (ไทย.มจร) 18/98/108-109
อกัมมนิยวรรค องฺ.เอกก. (ไทย.มจร) 20/21-30/5-6
อันตรามลสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/88/456-458
อัคคิสูตร ขุ.อิติ. (ไทย.มจร) 25/93/466-568
อัจฉราสังฆาตวรรค องฺ.เอกก. (ไทย.มจร) 20/51-57/9-10
อทันตวรรค องฺ.เอกก. (ไทย.มจร) 20/40/7
อุมมัคคสูตร องฺ.จตุกฺก. (ไทย.มจร) 21/186/267
ใจที่มีสติคุ้มครองดีแล้ว
ไม่ตกไปในอำนาจของกิเลส
ย่อมนำความสุขมาให้