บำบัดโรคโดยทำการเปิดกะโหลกศีรษะคนไข้

วันที่ 25 สค. พ.ศ.2568

บำบัดโรคโดยทำการเปิดกะโหลกศีรษะคนไข้

2-9-68_2b%287%29.png

                         ครั้งหนึ่ง เศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ ป่วยเป็นโรคปวดศีรษะมา ๗ ปีแล้ว แพทย์ที่มีชื่อเสียงสำคัญ ๆ หลายคนมาทำการรักษาก็ไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้

 

                         ครั้งสุดท้าย แพทย์บางคนได้คาดอาการว่า ท่านเศรษฐีจะต้องถึงแก่กรรมในวันที่ ๕ บางคนก็คาดว่าในวันที่ ๗ บรรดาคหบดีชาวพระนครราชคฤห์ เมื่อได้ทราบเรื่องนี้ก็เกิดความปริวิตก รำพึงว่า

 

                         “ท่านเศรษฐีผู้นี้ มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าพิมพิสารมากได้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อแคว้นมคธเป็นอเนกอนันต์ ทั้งยังช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ชาวบ้าน ชาวเมืองให้เกิดสุข เป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลายที่ประสบความทุกข์ บุคคลเช่นท่านเศรษฐีนี้ควรมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก”

 

                         มีคหบดีผู้หนึ่ง ทราบถึงคุณวุฒิความสามารถของหมอชีวกโกมารภัจจ์ จึงเสนอต่อที่ประชุมให้เชิญหมอชีวกมาตรวจรักษาแต่เนื่องจากหมอชีวก เป็นหมอหลวงประจำราชสำนัก จึงควรจะได้กราบทูล ขอพระบรมราชานุญาต ต่อพระเจ้าพิมพิสารเสียก่อน

 

                         ที่ประชุมเห็นชอบด้วย จึงพร้อมกันไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารกราบทูลเรื่องราวให้พระองค์ทรงทราบ พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงอนุญาตและมีรับสั่งให้หมอชีวกไปช่วยรักษาโรคให้เศรษฐีผู้นั้นด้วย

 

 

                         หมอชีวกฯ รับสนองพระบรมราชโองการแล้วได้ไปที่บ้านของเศรษฐีผู้ป่วย ทำการตรวจร่างกายอย่างถ้วนถี่แล้ว ก็รู้สมุฏฐานของโรคว่าอยู่ที่ใด ควรบำบัดด้วยวิธีเช่นไร แต่การบำบัดด้วยวิธีที่เห็นควรแล้วนั้น ผู้ป่วยจะต้องมีกำลังกายและกำลังใจเพียงพอที่จะอดทนแล้วปฏิบัติตามที่หมอสั่ง

 

                         ดังนั้นก่อนลงมือบำบัดโรค หมอชีวกฯ จึงทำความคุ้นเคยกับท่านเศรษฐีด้วยการสนทนาให้มีความหวังว่าจะหายจากโรคได้เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยยอมปฏิบัติตามคำสั่งของหมอ โดยหมอชีวกฯ ได้ถามเรื่องอื่น ๆ ก่อนว่า “ท่านเศรษฐี ถ้าผมรักษาโรคที่เกิดแก่ท่านนี้จนหายได้แล้วท่านจะให้อะไรแก่ผมบ้าง”

 

                         ท่านเศรษฐีได้ยินคำถามเรื่องค่าตอบแทน ก็มีกำลังใจว่าโรคของตนคงมีทางบำบัดให้หายได้ จึงตอบด้วยความจริงใจว่า จะยกสมบัติให้ทั้งหมด และตัวท่านเอง ก็จะยอมเป็นทาสของหมอชีวกฯด้วย

 

                         หมอชีวกฯ จึงเริ่มวกเข้าเรื่องว่า โรคนี้เขาพอจะรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้ป่วยต้องอดทนนอนตะแคงข้างขวาเพียงท่าเดียวติดต่อกัน ๗ เดือน แล้วพลิกกลับนอนตะแคงข้างซ้ายท่าเดียวติดต่อกันอีก ๗ เดือน จากนั้นยังต้องนอนหงายเพียงท่าเดียวอีก ๗ เดือนท่านเศรษฐีจะมีความอดทนทำตามนี้ได้หรือไม่ เศรษฐีก็ตอบยืนยันขันแข็งว่าทำได้

 

                         หมอชีวกฯ มีความพอใจมากที่เศรษฐีมีกำลังใจเข้มแข็งให้คำรับรองมั่นคงอย่างนั้น จึงตกลงใจที่จะบำบัดโรคให้ด้วยวิธีผ่าตัดตรงบริเวณกะโหลกศีรษะผู้ป่วย

 

                         เขาเริ่มกระบวนการผ่าตัด โดยให้ยาล้างท้องขับถ่ายสิ่งเป็นโทษที่หมักหมมในท้องเศรษฐีก่อน แล้วโกนศีรษะจนเกลี้ยงเกลาทำความสะอาดทั่วร่างจนหมดจดจากนั้นจึงให้นอนบนเตียง ทายาทั่วบริเวณที่ผ่าตัดระงับความเจ็บปวด แล้วมัดร่างเศรษฐีไว้กับเตียงอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้ดิ้น

 

 

                         เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงใช้มีดสำหรับผ่าตัดซึ่งแหลมคมเป็นพิเศษประจงเลิกหนังศีรษะท่านเศรษฐีด้วยความระมัดระวัง แล้วเปิดรอยประสานกะโหลกศีรษะใช้คีมอย่างเล็กคีบตัวสัตว์ที่มีชีวิต ออกมาจากรอยประสานกะโหลกศีรษะได้ ๒ ตัว ตัวหนึ่งเล็กแต่อีกตัวหนึ่งใหญ่กว่าแล้วแสดงให้คนที่อยู่ในที่นั้นดู พร้อมชี้แจงว่า

 

                         “สัตว์ ๒ ตัวนี้ ตัวหนึ่งเล็ก ตัวหนึ่งใหญ่ พวกแพทย์ที่กล่าวว่า ท่านเศรษฐีจะถึงแก่กรรมในวันที่ ๕ นั้นเพราะเขาได้เห็นสัตว์ตัวใหญ่นี้ เพราะในวันที่ ๕ นั้น มันจะเกาะยึดขยุ้มกินมันสมองของท่านเศรษฐีทำให้ถึงแก่กรรม นับว่าแพทย์พวกนั้นเห็นถูกต้องดีแล้วส่วนพวกที่กล่าวว่าท่านเศรษฐีจะถึงแก่กรรมในวันที่ ๗ นั้น เขาได้เห็นสัตว์ตัวเล็กนี้ เพราะในวันที่ ๗ เจ้าตัวนี้จะเกาะยึดขยุ้มกินสมองท่านเศรษฐีทำให้ถึงแก่กรรม ซึ่งแพทย์พวกนี้ก็กล่าวถูกต้องเหมือนกันการที่ท่านเศรษฐีมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงในตอนหลังนี้ เพราะถูกมันแทะเจาะกะโหลกศีรษะจวนถึงสมองแล้ว”

 

                         ครั้นแล้วเขาก็ปิดรอยประสานนั้นเสีย เย็บหนังศีรษะแล้วเอายาทา แล้วสั่งให้นอนตะแคงข้างขวา ๗ เดือนท่านเศรษฐีทุเลาอาการปวดศีรษะลงแล้ว แต่เมื่อนอนท่าเดียวมาได้เพียง ๗ วัน ก็ทนไม่ได้ โอดครวญว่าไม่สามารถจะนอนท่านั้นต่อไปได้แล้ว มีความรู้สึกอึดอัดเหมือนจะขาดใจหมอจึงยอมอนุญาตให้พลิกนอนตะแคงข้างซ้าย และสั่งคนเฝ้าไข้ให้ควบคุมให้ดีให้นอนท่านั้น ๗ เดือน แต่พอถึงวันที่ ๗ ท่านเศรษฐีก็ทนไม่ได้อีก ขอเปลี่ยนท่า หมอก็ยอมให้เปลี่ยนเป็นท่านอนหงาย แต่กำชับว่า ต้องให้ถึง ๗ เดือนให้ได้ เหตุการณ์ก็เป็นเหมือนเดิม คือท่านเศรษฐีอดทน จึงกล่าวนั้นได้เช่น ๗ วัน ก็ขออนุญาตเปลี่ยนท่าใหม่ หมอชีวกฯ จึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านลุกขึ้นเถอะ ท่านหายจากโรคแล้วละ” 

 

 

                         ครั้นท่านเศรษฐีท้วงติงว่าเหตุใดจึงว่าหาย ในเมื่อท่านไม่สามารถรักษาท่านอนแต่ละท่าได้ถึง ๗ เดือน หมอชีวกฯ ก็อธิบายว่าที่จริงรู้ล่วงหน้าแล้วว่า ๓ สัปดาห์ ท่านเศรษฐีก็จะหายจากโรค แต่ถ้าไม่พูดว่าให้นอนถึง ๗ เดือน ก็จะนอนได้ท่าละไม่ถึง ๗ วัน ที่ไม่ยอมให้เปลี่ยนท่านอนบ่อยก็เพราะจะเกิดอักเสบที่กะโหลกศีรษะ ซึ่งเพิ่งปิดเอาไว้

 

                         เมื่ออธิบายจนเข้าใจดีแล้ว หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็กล่าวขึ้นว่า “บัดนี้ท่านก็หายจากโรคเรียบร้อยแล้วท่านจะให้อะไรเป็นบำเหน็จแก่ผม” ท่านเศรษฐีได้ยืนยันสัญญาเดิมคือ ยกสมบัติให้ทั้งหมด และ ตัวท่านเองขอยอมเป็นทาสรับใช้ หมอชีวกฯ จึงกล่าวขึ้นว่า

 

                         “อย่าเลยท่าน อย่าให้ทรัพย์สมบัติแก่ผมหมดเลย และตัวท่านก็ไม่ต้องมาเป็นทาสผมด้วย แต่ขอให้ท่านจ่ายทรัพย์แก่พระเจ้าแผ่นดิน ๑๐๐,๐๐๐ กษาปณ์

 

                         เศรษฐีได้มอบเงินให้หมอชีวกอีก ๑๐๐,๐๐๐ กษาปณ์ทั้งยังประกาศเกียรติคุณหมอชีวกฯ ให้เลื่องลือไปด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจและคุณธรรมที่ยากยิ่งจะหาได้จากคนทั่วไป

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0010272185007731 Mins