บำบัดโรคพระเจ้าจัณฑปัชโชตกษัตริย์ผู้มีน้ำพระทัยดุร้ายฉุนเฉียว

วันที่ 26 สค. พ.ศ.2568

บำบัดโรคพระเจ้าจัณฑปัชโชตกษัตริย์ผู้มีน้ำพระทัยดุร้ายฉุนเฉียว

26-8-68_9br%287%29.png

                          อีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าปัชโชตกษัตริย์ของแคว้นอวันที่ทรงพระประชวร กษัตริย์ผู้นี้ คนทั้งหลายในแคว้นนั้นและแม้ในแคว้นอื่น ๆนิยมเรียกพระนามของพระองค์ว่า “พระเจ้าจัณฑปัชโชต” แปลได้ความว่า “พระเจ้าปัชโชตผู้มีน้ำพระทัยดุร้ายฉุนเฉียว” เพราะพระองค์มีพระราชอัธยาศัยฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดยิ่งนัก ทรงมีความขัดเคืองเป็นปกติ แม้เรื่องเพียงเล็กน้อย เมื่อทรงกริ้วหรือไม่พอพระทัยผู้ใดด้วยเรื่องใด ก็ทรงระงับพระอารมณ์อันวู่วามไม่ได้ มักทรงสั่งให้ลงพระราชอาชญาอย่างรุนแรงแก่ผู้ที่ทรงกริ้วหรือทรงขัดเคืองนั้นเป็นประจำฉะนั้นไม่ว่าเจ้านาย ข้าราชการ เศรษฐี คหบดี พ่อค้า และผู้คนทั้งหลายในแคว้นอวันที่ จึงต่างมีความกลัวเกรงพระเจ้าปัชโชตทั่วกัน

 

                          การประชวรของพระองค์ครั้งนั้น มีพระอาการแสดงออกให้ปรากฏโดยมีพระวรกายซูบซีด ผอมเหลือง แพทย์ที่มีชื่อเสียงใหญ่ ๆโต ๆ หลายคนมาถวายการรักษาก็ไม่สามารถจะรักษาพระโรคให้หายได้ ต่อมาได้ทรงทราบเกียรติคุณและความสามารถของหมอชีวกจึงทรงมีพระราชสาส์นให้ราชทูตอัญเชิญไปถวายพระเจ้าโกมารภัจจ์พิมพิสารกราบทูลเรื่องที่พระองค์ทรงพระประชวร และทรงขอพระบารมีของพระเจ้าพิมพิสารเป็นที่พึ่ง โดยมีพระราชประสงค์จะขอตัวหมอชีวกโกมารภัจจ์ไปบำบัดโรคที่เกิดแก่พระองค์

 

                          พระเจ้าพิมพิสารจึงมีพระบรมราชโองการให้หมอชีวกโกมารภัจจ์ ไปถวายการรักษาพระเจ้าปัชโชตตามพระราชประสงค์ทั้งนี้เพื่อให้พระราชสัมพันธไมตรีระหว่างพระองค์กับพระเจ้าปัชโชตเป็นไปด้วยดี อันจะเป็นประโยชน์แก่แคว้นทั้งสองสืบไป

 

                          หมอชีวกโกมารภัจจ์รับพระราชโองการแล้วเดินทางไปสู่กรุงอุชเชนี เมืองหลวงของแคว้นอวันที่ ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าปัชโชต ขอพระบรมราชานุญาตแล้วตรวจพระวรกาย

 

                          ครั้นหมอชีวกฯ ได้รับพระราชทานความสะดวกทุกอย่างสมตามความตั้งใจแล้ว ก็มีความเบาใจคลายความปริวิตก และเมื่อกราบถวายบังคมทูลลากลับมายังที่พักแล้ว ก็ลงมือปรุงยาตามวิธีที่คิดเอาไว้ตามลำพังแต่เพียงผู้เดียวอย่างมิดชิด ไม่ยอมให้ผู้อื่นได้รู้ได้เห็นด้วย เมื่อปรุงยาเสร็จแล้วก็ถ่ายลงภาชนะที่สมควรแล้วเลือกเก็บสิ่งของที่จําเป็นซึ่งนำติดตัวมาแต่แรก โดยเลือกเก็บแต่เพียงเล็กน้อยห่อรวมกับเสบียง ซึ่งพอสำหรับบริโภคในช่วงทางที่มีความกันดารเท่านั้น ส่วนสิ่งของอย่างอื่นอีกมากที่ล้วนแต่มีค่าก็ปล่อยทิ้งไว้ที่เดิมเพื่อมิให้มีผู้สงสัยในการที่ตนจะลอบหนีกลับไปสู่พระนครราชคฤห์ต่อไป

 

                          วันรุ่งขึ้น หมอชีวกฯ ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าปัชโชต แล้วถวายพระโอสถที่ปรุงนั้น เมื่อพระองค์ทรงรับและเสวยแล้ว ระหว่างที่น้ำมันเนยในพระโอสถยังไม่ย่อย ก็กราบถวายบังคมทูลลาออกจากที่เฝ้าโดยอ้างว่ามีธุระจำเป็นต้องรีบไปเสาะแสวงหาเครื่องยาเพื่อปรุงเป็นพระโอสถถวายต่อไปอีก แล้วได้ไปที่โรงราชพาหนะ ขอช้างพังภัททวดีซึ่งสามารถไปได้เร็วถึงวันละ ๕๐ โยชน์ จากเจ้าพนักงาน ครั้นได้ช้างนั้นแล้ว จึงขึ้นช้างรีบหนีออกไปทางประตูเมืองด้านหนึ่งโดยเร็ว

 

                          ฝ่ายพระเจ้าปัชโชต เสวยพระโอสถที่หมอชีวกปรุงถวายเพียงครู่ใหญ่ก็ทรงเรอออกมา ทำให้ได้กลิ่นน้ำมันเนยที่ทรงรังเกียจที่สุด ทรงพิโรธมาก รับสั่งให้นายกากะมหาดเล็ก ซึ่งสามารถเดินทางได้เร็วมากถึงวันละ ๖๐ โยชน์ ไปตามหมอชีวกฯ กลับมา โดยทรงแนะอุบายให้บอกเขาโดยดีว่า มีรับสั่งให้หาตัวเข้าเฝ้า แต่ถ้าหมอชีวกฯไม่ยอมมาด้วย ให้ใช้กำลังบังคับจับตัวมา ก่อนไปพระเจ้าปัชโชตทรงเตือนนายกากะว่า

 

                          “เจ้าหมอคนนี้มันมีเล่ห์เหลี่ยมมาก เพราะฉะนั้น เจ้าอย่ารับอะไรที่มันให้โดยเด็ดขาด”

 

                          นายกากะรีบเดินทางติดตามหมอชีวกฯไปโดยเต็มกำลังฝีเท้า ตลอด ๑ วัน ๑ คืน หยุดพักผ่อนบ้างเพียงครั้งละไม่นาน พอรุ่งเช้าก็ตามทัน โดยพ้นเขตแคว้นอวันที่ออกมาแล้ว เขาเห็นหมอชีวกฯกำลังรับประทานอาหารมื้อเช้าอยู่ จึงเข้าไปหา พูดแต่โดยดีว่า พระเจ้าปัชโชตมีรับสั่งให้มาเชิญกลับไปเฝ้า

 

                          ความจริงหมอชีวกฯ เห็นนายกากะแต่ไกลแล้วและคิดเตรียมอุบายไว้ล่วงหน้า พอนายกากะมาถึง และแจ้งความประสงค์ให้ทราบเขาจึงไม่แสดงอาการให้ผิดปกติ บอกให้รอสักครู่ และชวนกินอาหารด้วยกัน นายกากะรีบปฏิเสธทันที และบอกข้อความที่พระเจ้าปัชโชตรับสั่งห้ามไว้ทั้งหมดเพราะเขาเป็นคนซื่อและโง่

 

                          หมอชีวกฯ แสร้งชวนนายกากะคุยให้ตายใจว่าเขายินดีกลับด้วยความเต็มใจ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็หยิบมะขามป้อมที่วางอยู่ข้างหน้าหลายผล มาเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วดื่มน้ำตาม

 

                          นายกากะเห็นผลมะขามป้อม และกิริยาที่หมอชีวกฯ เคี้ยวกินก็รู้สึกอยากบ้างจนน้ำลายไหล หมอชีวกฯ สังเกตเห็นจึงส่งมะขามป้อมผลที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งให้ โดยแอบใช้เล็บที่แทรกยาระบายชนิดแรงเอาไว้ จิกลงในมะขามป้อมซีกที่ส่งให้อย่างรวดเร็ว โดยนายกากะไม่อาจเห็นได้เลย

 

                          นายกากะคิดว่ามะขามป้อมที่หมอชีวกฯ ส่งให้นี้ตัวหมอเองกินไปแล้วครึ่งผล ส่วนที่เหลือคงไม่มีสิ่งที่เป็นพิษจึงรับมะขามป้อมนั้นมาเคี้ยวกินและดื่มน้ำตาม มะขามป้อมครึ่งผลนี้เองทำให้นายกากะถ่ายท้องอย่างแรงและถี่ครั้ง กำลังลดลงฮวบฮาบ ลุกขึ้นยืนไม่ได้ต้องนอนถ่ายอยู่ตรงนั้นเอง

 

                          ขณะที่นายกากะยังนอนถ่ายอยู่นั้น หมอชีวกได้บอกลาและสั่งให้นำเอาช้างภัททวดีไปคืนพระเจ้าปัชโชตด้วยเกรงว่าตนจะต้องตายเพราะถ่ายมากผิดปกติจนหมดกำลัง จึงถามว่าเขาจะตายไหม หมอชีวกฯ พูดรับรองว่าเขาจะไม่ตาย เพียงแต่จะมีอาการอ่อนเพลีย ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะได้ขี่ช้างภัททวดีกลับอยู่แล้วเมื่อได้พักผ่อนสัก ๒-๓ วันก็จะหายเพลีย

 

                          สุดท้ายได้บอกนายกากะให้กราบบังคมทูลพระเจ้าปัชโชตด้วยว่า เขาไม่กลับไปเฝ้าอีกแล้ว เพราะเกรงจะต้องไปรับพระราชอาชญา สั่งเสร็จก็รีบเดินทางกลับพระนครราชคฤห์ทันที เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ

 

                          พระเจ้าพิมพิสารรับสั่งว่า “การที่เจ้าไม่กลับนั้นดีแล้วพระราชาปัชโชตทรงมีพระนิสัยดุร้าย ถ้าเจ้ากลับไปพระองค์อาจมีรับสั่งให้ประหารชีวิตเจ้าเสียก็ได้”

 

                          ภายหลังพระเจ้าปัชโชตทรงหายจากประชวรพระโรค กลับอ้วนท้วนแข็งแรงกว่าเดิม ทรงสำนึกถึงบุญคุณของหมอชีวกโกมารภัจจ์จึงส่งราชทูตมาเชิญให้ไปเฝ้าเพื่อรับพระราชทานค่าตอบแทน แต่หมอชีวกปฏิเสธไม่ยอมไปและฝากบอกราชทูตกลับไปกราบทูลว่าเขาไม่ต้องการสิ่งใดขอเพียงให้พระเจ้าปัชโชต ระลึกถึงคุณความดีของเขาบ้างเท่านั้น พระเจ้าปัชโชตจึงส่งผ้าสีไวยกะ ซึ่งเป็นผ้าชั้นดีเลิศยอดเยี่ยมกว่าผ้าชนิดอื่นหลายคู่คู่เดียวมาให้หมอชีวกฯ

 

                          หมอชีวกฯ เห็นผ้าสิไวยกะแล้ว ก็มาคิดว่าผ้านี้ดีเลิศ ไม่สมควรแก่ใครทั้งสิ้น เว้นไว้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น จึงเก็บผ้านั้นไว้เพื่อหาโอกาสถวายต่อไป

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00028761625289917 Mins