
ถวายการรักษาบาดแผลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เกิดเนื่องจากพระเทวทัต
คราวหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจงกรมอยู่ที่ระหว่างภูเขา ณ เชิงเขาคิชฌกูฏ พระเทวทัตคิดที่จะปลงพระชนม์พระบรมศาสดาด้วยตนเอง จึงปีนขึ้นไปบนภูเขาคิชฌกูฏ แล้วกลิ้งหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งให้หล่นลงมา หวังจะให้ทับพระพุทธองค์สิ้นพระชนม์ แต่เกิดเหตุอัศจรรย์ก้อนหินไม่ตกลงมาทับพระวรกาย เพียงแต่เกิดสะเก็ดหินเล็ก ๆ ที่แตกจากหินก้อนใหญ่ กระเด็นไปกระทบพระบาททำให้ห้อพระโลหิต
ภิกษุทั้งหลายซึ่งจงกรมอยู่ใกล้ที่นั้นเห็นเข้าจึงรีบมาเฝ้า“ดูก่อนภิกษุดูพระอาการ พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่นั้นว่าทั้งหลาย นี้เป็นอนันตริยกรรมประการหนึ่งที่เทวทัตสั่งสมแล้ว”
ภิกษุเหล่านั้นได้ช่วยกันนำพระบรมศาสดาซึ่งทรงพระประชวร เพราะพระโลหิตห้อขึ้นที่พระบาท ไปเพื่อประทับพักที่สวนมัจฉตุจน์ แต่มีพุทธประสงค์จะประทับพัก ณ ชีวกัมพวัน (คือสวนมะม่วงของหมอชีวกฯ ซึ่งต่อมาได้ถวายเป็นพระอาราม) ภิกษุทั้งหลายจึงนำเสด็จไปประทับยังชีวกัมพวัน ซึ่งอยู่นอกประตูพระนครราชคฤห์
* อนันตริยกรรม เป็นบาปหนักที่สุด ห้ามสวรรค์ ห้ามมรรค ห้ามผล และห้ามนิพพาน ต้องดิ่งลงสู่นรกแน่นอน
เมื่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ทราบเรื่องที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระประชวรเช่นนั้น จึงรีบมาเฝ้าตรวจพระอาการโดยละเอียดแล้วก็ถวายพระโอสถที่ปรุงด้วยเครื่องยาต่าง ๆ ล้วนมีสรรพคุณแรง โดยทาพระโอสถนั้นทั่วบริเวณพระบาท ซึ่งถูกสะเก็ดหินกระเด็นมากระทบจนทรงพระประชวร การที่เขาถวายพระโอสถที่มีสรรพคุณแรงเช่นนี้เพราะต้องการจะให้ทรงหายพระประชวรโดยเร็วและเพื่อป้องกันมิให้พิษที่เกิดจากแผลบริเวณพระบาทนั้น กำเริบลุกลามอีกด้วย เมื่อทาพระโอสถแล้วจึงใช้ผ้าพันแผลที่ทาพระโอสถไว้อย่างแน่นหนากราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามีกิจจำเป็นเพราะปรุงยา เพื่อรักษาโรคแก่คนไข้ผู้หนึ่ง ในพระนคร ต้องไปให้ยาเขาด้วยตนเอง และดูอาการหลังจากให้ยาเขาแล้วด้วย เสร็จธุระแล้วจะรีบมาเฝ้าดูพระอาการของพระองค์
ระหว่างที่ข้าพระพุทธเจ้ายังไม่กลับมาเฝ้านี้โปรดอย่าทรงเปิดผ้าพันแผล หรือทรงอนุญาตให้ผู้ใดเปิด ข้าพระพุทธเจ้าจะกลับมาเปิดผ้าพันแผลที่ทาพระโอสถถวายไว้เอง”
ครั้นหมอชีวกฯ กราบบังคมทูลลาพระพุทธองค์ออกมาพ้นที่ประทับแล้ว ได้เข้าประตูพระนครไปตรวจรักษาโรคคนไข้ ซึ่งอยู่ในพระนครราชคฤห์ เมื่อเสร็จธุระแล้วจึงรีบกลับไปสู่ชีวกัมพวัน แต่ออกประตูไม่ได้เพราะถึงเวลาปิดประตูพระนครตามปกติ เขาเกิดความปริวิตกอย่างยิ่งเพราะมีความห่วงใยในพระอาการของพระพุทธองค์ซึ่งกำลังทรงพระประชวร คิดตำหนิตัวเองว่า
“เราได้ทํากรรมอันหนักเสียแล้ว โดยทาพระโอสถอย่างแรงและพันไว้ด้วยผ้าพันแผลอย่างแน่นอีก บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปิดผ้าพันแผลออก แต่เราก็ออกจากประตูเมืองไม่ได้ ซ้ำยังกราบทูลไว้ด้วยว่า ขอได้โปรดทรงอย่าเปิดผ้าพันแผล หรือทรงอนุญาตให้ผู้ใดเปิด
ช่างกระไรเลยเรานี่ ถวายการบำบัดพระบรมศาสดาด้วยราวกับรักษาโรคแก่สามัญชน เพราะทอดทิ้งพระองค์ไว้เช่นนี้ คืนนี้พระองค์จะมีพระอาการเร่าร้อนในพระวรกายตลอดทั้งคืน เพราะฤทธิ์ของพระโอสถที่ทาถวายไว้โดยมีผ้าพันปิดหุ้มอยู่อย่างหนาแน่น จะทรงสำราญได้อย่างไรเล่าตลอดคืนนี้”
หมอชีวกฯ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความห่วงใยพระบรมศาสดา จนไม่อาจนอนได้ในคืนนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องที่หมอชีวกฯ มีความปริวิตก ด้วยพระญาณของพระองค์ จึงตรัสหาพระอานนท์ให้มาเฝ้าและรับสั่งให้พระอานนท์ทราบเรื่องนี้แล้วตรัสว่า “อานนท์ บัดนี้ถึงเวลาแก้ผ้าพันแผลแล้ว เธอจงแก้ผ้าพันแผลนี้เถิด”
พระอานนท์จึงแก้ผ้าพันแผลที่พระบาทนั้นออกปรากฏว่าแผลที่เกิดเพราะสะเก็ดหินนั้นหายสนิทเป็นปกติด้วยพระโอสถที่หมอชีวกฯ ได้ปรุงและทาถวายเพียงครั้งเดียวไม่มีความแม้แต่น้อยให้แลเห็น
พอเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาเปิดประตูพระนครหมอชีวกฯออกมาพ้นประตูพระนครได้ก็รีบไปเฝ้าพระบรมศาสดาทันที กราบทูลถามด้วยความห่วงใยอย่างที่สุดว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเร่าร้อนที่เกิดในพระวรกายได้รบกวนพระองค์ตลอดทั้งคืนอย่างไรหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า”
พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “ชีวก ความเร่าร้อนทุกอย่างทั้งปวงของตถาคตได้สงบราบคาบไปนานแล้ว ที่ควงไม้ศรีมหาโพธิ์นั้นแหละ”
ตรัสเช่นนี้เพราะทรงต้องการแสดงหัวข้อพระธรรมเทศนาเทศน์โปรดหมอชีวกโกมารภัจจ์ ให้อาจหาญร่าเริงในธรรม โดยยกเอาเรื่องที่ทรงดับความเร่าร้อนจากเพลิงกิเลสได้สิ้นเชิง เมื่อวันที่ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ โคนต้นโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรามาแสดง