กราบทูลขอให้ทรงห้ามไม่ให้รับผู้เป็นโรค ๕ ชนิดได้อุปสมบท

วันที่ 28 สค. พ.ศ.2568

3-9-68_5b%287%29.png

กราบทูลขอให้ทรงห้ามไม่ให้รับผู้เป็นโรค ๕ ชนิดได้อุปสมบท

 

                        ในเวลาต่อมา คราวหนึ่งในเขตชนบทของแคว้นมคธได้เกิดโรคระบาดขึ้น ๕ ชนิด คือ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ(คือโรคผอมแห้งหรือ วัณโรคปอด) และโรคลมบ้าหมู ประชาชนที่ป่วยด้วยโรคระบาดต่าง ๆ เหล่านี้มีจำนวนมาก และพากันมาหาหมอชีวกโกมารภัจจ์เพื่อขอให้ช่วยรักษาโรคที่เกิดแก่ตนโดยมากันคราวละหลายคนหมอชีวกเห็นเกินกำลังที่รับรักษาไว้ทั้งหมดได้ จึงตอบเขาเหล่านั้นว่า

 

                        “พ่อคุณทั้งหลาย ฉันไม่มีเวลารักษาโรคของพวกท่านได้จริง ๆ เพราะมีงานต้องทำตลอดทั้งวัน โดยต้องเข้าเฝ้า เพื่อตรวจถวายอภิบาลพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงมีพระสุขภาพปกติ ทรงพระสำราญ และถวายการบำบัดโรคเมื่อทรงพระประชวรด้วย ต้องดูแลรักษาผู้ป่วยฝ่ายในภายในราชสำนักด้วย ทั้งต้องถวายการตรวจและบำบัดโรคแก่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขอีกด้วย ฉะนั้นฉันจึงไม่มีเวลาพอที่จะช่วยรักษาโรคให้แก่พวกท่านได้ โปรดเห็นใจฉันเถิด จงไปรับการบำบัดโรคจากหมอคนอื่น ๆ ก็แล้วกัน”

 

                        พวกประชาชนผู้ป่วยไข้เหล่านั้น แม้ทราบความจริงตามที่หมอชีวกฯ ชี้แจงแล้ว ก็ยังไม่ละความพยายามพากันอ้อนวอนเช้าบางรายถึงกับสัญญาว่า ถ้าหมอชีวกฯ รักษาโรคให้แก่ตนจนหายดีแล้วจะยอมยกทรัพย์สมบัติให้ทั้งหมด และจะยอมตัวเป็นทาสรับใช้อีกด้วยแต่ถึงขนาดนั้นหมอชีวกฯ ก็ยังยืนกรานปฏิเสธ เพราะไม่มีเวลาจะช่วยได้จริง ๆ พวกประชาชนเหล่านั้นต่างพากันกลับไปด้วยความผิดหวัง ต่อมาไม่นานก็คิดปรึกษาตกลงกันว่า

 

                        “พระภิกษุสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้วนมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ได้ฉันอาหารที่ดีมีผู้ถวายโดยไม่ต้องขวนขวายสะสมและแสวงหาให้ลำบาก เช่นพวกคฤหัสถ์ ได้นอนในสถานที่เงียบสงัด มีห้องพักนอนที่มิดชิด พวกเราควรบวชในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีกว่า บวชแล้วได้กินดีด้วย อยู่ดีด้วย หากเจ็บไข้พระภิกษุทั้งหลาย ยังช่วยดูและพยาบาลให้ด้วย แม้หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็จะต้องบำาบัดโรคให้เป็นประจำอีก โดยไม่ต้องจ่ายค่ารักษา พวกเราทั้งหลายที่กำลังป่วยควรรีบขอบวช เพื่อหมอชีวกฯ จะได้ดูแลรักษาให้หายจากโรค”

 

                        ด้วยเหตุนี้ ประชาชนชาวชนบทที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อต่าง ๆ อันน่ารังเกียจ จึงพากันไปหาภิกษุสงฆ์ขอให้บวชให้ พระภิกษุเถระทั้งหลายไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการขอบวช จึงบวชให้

 

                        ครั้งนั้น จึงมีภิกษุอาพาธเกิดขึ้นตามวัดต่าง ๆ ในพระนครราชคฤห์จำนวนมากมายผิดปกติกว่าแต่ก่อนมา เมื่อภิกษุอาพาธมีมากก็จำเป็นต้องมีภิกษุคอยช่วยพยาบาลดูแลภิกษุที่อาพาธมากรูปอีกด้วย ในวัดจึงมีแต่ความวุ่นวายอื้ออึงไปด้วยเสียงขอร้องต่าง ๆ เช่นเสียงขออาหารเช่นนั้นเพื่อภิกษุอาพาธรูปนี้ ขออาหารเช่นนี้ให้แก่ภิกษุอาพาธรูปนั้น ขอจงให้ยาทา ยากิน ยาหยอด และยาพวกแก่ภิกษุอาพาธรูปนั้น ๆ ขอที่พักเฉพาะให้แก่ผู้อาพาธด้วยโรค เช่นนี้เช่นนั้นเป็นต้น ไม่เป็นอันบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยความสงบเช่นแต่ก่อนมา

 

                        แม้หมอชีวกฯ เองก็ต้องรับภาระหนักด้วยการตรวจและบำบัดโรคต่าง ๆ แก่ภิกษุบวชใหม่ทั้งหลายนั้นเพิ่มขึ้นทำให้ปฏิบัติราชการในราชสำนักไม่เต็มที่ เป็นเหตุให้บกพร่องในราชการ

 

                        บรรดาภิกษุที่บวชโดยมุ่งได้รับการบำบัดโรคที่เกิดแก่ตนเป็นสำคัญ ครั้นเมื่อหายจากโรคแล้ว ต่างสึกไปเป็นคฤหัสถ์ด้วยคิดกันว่า ประโยชน์ของพวกเราสำเร็จแล้วจะบวชต่อไปทำไมอีก

 

                        มีอยู่คนหนึ่งซึ่งหมอชีวกฯ รู้จักและจำได้แม่นยำ เพราะก่อนบวชเคยได้มาหาและได้อ้อนวอนให้ช่วยรักษาโรคติดต่อที่น่ารังเกียจโรคหนึ่งซึ่งเกิดแก่ตน แต่เมื่อถูกหมอชีวกฯ ปฏิเสธ จึงบวชและสึกเมื่อหายจากโรคแล้ว วันหนึ่งคนผู้นั้นได้พบกับหมอชีวกฯ และหมอจำเขาได้ดีจึงถามว่า เขาเคยบวชที่สำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อนใช่หรือไม่ เขาตอบว่า ใช่ ครั้นถามถึงสาเหตุที่สึกเขาจึงเล่าเรื่องให้หมอชีวกฯ ทราบความจริงทุกประการ ในเรื่องที่ปรึกษากัน เพื่อให้รับความสะดวกที่จะได้รับการบำบัดโรค

 

                        หมอชีวกฯ เมื่อได้ทราบเรื่องโดยตลอดเช่นนั้นบังเกิดความสลดใจและพิจารณาว่า

 

                        “พระพุทธศาสนาจักเศร้าหมอง เพราะเหตุที่มีผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อที่น่ารังเกียจเข้ามาบวช เพื่อหวังเพียงได้ฟัง มิได้บวชด้วยความศรัทธาและมีความตั้งใจที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ด้วยการประพฤติ และปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ

 

                        หากมีคนเช่นนี้เกิดขึ้นมากในหมู่พระภิกษุสงฆ์ก็เสมือนเกิดมีกาฝากเกาะอยู่ในต้นไม้คือพระพุทธศาสนา เป็นเหตุทำลายพระพุทธศาสนาได้ เพราะพระพุทธศาสนาเศร้าหมองไม่เจริญ ไม่เป็นประโยชน์แก่โลกอย่างแท้จริงจึงควรกำจัดกาฝากพระพุทธศาสนาออกเสียตั้งแต่ต้น”

 

                        ฉะนั้น หมอชีวกฯ จึงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วให้ทรงทราบและถวายความคิดเห็นของตนว่าภิกษุทั้งหลายบวชคนง่ายนัก ให้บวชได้แม้คนที่ป่วยด้วยโรคติดต่อน่ารังเกียจ เมื่อบวชแล้วย่อมไม่อาจประพฤติและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คนพวกนี้บวชเพื่อเข้ามาเกาะพึ่งพระพุทธศาสนา หวังประโยชน์เพื่อให้ได้รับการบำบัดโรคเป็นสำคัญและแทรกแซง ทำให้ภิกษุที่ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมต้องรับเป็นภาระช่วยดูแลพยาบาล ตามหน้าที่ ซึ่งพระภิกษุจะต้องทำ เป็นการเสียเวลาและไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใดซ้ำกลับเพิ่มจำนวนภิกษุที่เป็นโทษและเป็นภัยแก่พระพุทธศาสนาให้มากขึ้นอีกด้วย จึงควรห้ามมิให้ผู้ป่วยด้วยโรค ๕ ชนิด คือ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อและโรคลมบ้าหมู ได้บวช

 

                        หมอชีวกฯ กราบทูลถวายความเห็นแล้วขอประทานพรให้ทรงตั้งเป็นกฎระเบียบสำหรับการบวชขึ้นพระบรมศาสดาทรงพิจารณาแล้วเห็นเป็นการสมควร จึงทรงประทานพรตามที่หมอชีวกฯกราบทูลขอ โดยทรงปรารภเรื่องนี้เป็นเหตุ แล้วทรงเพิ่มเติมเป็นพุทธบัญญัติในอุปสมบทกรรมต่อมาว่า

 

                        “ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เป็นโรค ๕ ชนิดนั้นขอบวช ภิกษุไม่พึงให้บวช หากรูปใดให้กุลบุตรผู้เป็นโรค ๕ ชนิดนั้นบวช ต้องอาบัติทุกกฎ”

 

                        ด้วยเหตุนี้เอง ในพิธีบวชในโบสถ์ระหว่างที่พระสงฆ์ประชุมทำสังฆกรรม การอุปสมบท เราจึงได้เห็นและได้ยินพระกรรมวาจาจารย์ กล่าวถามผู้ขอบวชถึงเรื่องโรคต่าง ๆ เหล่านี้ เริ่มด้วยกุฏฐิง คือโรคเรื้อน ไปจนถึงอะปะมาโร คือโรคลมบ้าหมู ว่ามีหรือไม่มี ก่อนที่จะถามเรื่องอื่น ๆ ต่อไปเป็นประจำ นับว่าหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้ทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างมาก เป็นเหตุให้สงฆ์ได้เลือกคัดแต่ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจดังกล่าวเข้าบวช สมควรยกย่องว่าท่านเป็นผู้มีเจตนาดี หวังให้พระพุทธศาสนาเจริญมั่นคงสืบไปเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00075304905573527 Mins