เรื่องอัศจรรย์วันทอดกฐิน

วันที่ 02 กย. พ.ศ.2568

3_9_68_80b%281%29.jpg

 

เรื่องอัศจรรย์วันทอดกฐิน

 

                  เมื่อวันทอดกฐินประจำปีของวัดพระธรรมกาย ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ หลายคนคาดการณ์ว่า ในเย็นนั้นน่าจะมีปาฏิหาริย์อัศจรรย์ตะวันแก้ว เห็นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญเกิดขึ้นอีก แต่ก็หมดหวังเพราะมีลมพายุและฝนตกหนัก ก็เลยพากันกลับ แต่แล้วท่ามกลางสายฝนกระหน่ำหนักพายุจัดแทบเดินไม่ได้ อัศจรรย์ตะวันแก้วก็บังเกิดขึ้นตามที่ผู้พบเห็นเล่ามา

 

                  คุณเตือนใจ อนุสสรราชกิจ และคุณตะวัน โฉมปรางค์ เล่าเหตุการณ์ว่า ขณะนั้นเลิกพิธีอธิษฐานจิตที่ลานมหาธรรมกายเจดีย์แล้ว กำลังเดินกลับไปยังสภาธรรมกายสากล เดินไประยะแรกมองเห็นดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างก้อนเมฆ ๒ ก้อน มีลักษณะคล้ายทางเดินใสสว่างๆ อีกก้อนหนึ่งสวยงามมาก ขอบบนขาวใสเป็นประกายสุกปลั่ง สวยงามราวทางเดินขึ้นสวรรค์

 

                  คุณเตือนใจชี้ให้หลานอีกสองคนที่ไปด้วยกันชื่อ ด.ญ.ภัคพร และ ด.ญ.อรกานต์ดู เด็กก็เห็นเหมือนกัน เดินมาได้อีกครู่เดียว มีลมแรงจัดพัดมาอย่างหนัก ฝุ่นทรายคลุ้งเต็มไปหมด ต่างพากันรีบเดินให้เร็วขึ้นแต่ไม่ทันฝนตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องรีบเดินแกมวิ่ง

 

                  ทันใดนั้นมีเด็กที่เดินมาแต่ไม่รู้จักกันบอกกับคุณเตือนใจว่า “คุณยายคุณยาย อย่าเพิ่งเดิน หยุดดูพระอาทิตย์สิ” คุณเตือนใจเถียงว่า “ฝนตกหนักออกอย่างนี้ มีดวงอาทิตย์ที่ไหนให้ดู” เถียงแล้วแต่หันไปดูตาม ปรากฏว่ามองเห็นพระอาทิตย์จริงๆ ทั้งๆ ที่มีเมฆก้อนใหญ่ขนาบอยู่สองข้าง เหมือนพระอาทิตย์แหวกออกมาให้เห็น ส่วนตัวดวงอาทิตย์เองก็ประหลาด ดูมีขนาดใหญ่โตกว่าธรรมดา มีแสงจ้านวลใสท่ามกลางสายฝนและลมแรงจัด

 

                  ทุกคนยืนตากลมตากฝนเปียกโชกดูท้องฟ้ากันเป็นกลุ่มๆ ครั้นแล้วดวงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นองค์ทองคำชัดเจนปรากฏอยู่ตรงขอบดวงอาทิตย์ เป็นแสงสีเขียวน้ำเงิน เกิดขึ้นสวยงามมาก

 

                  ส่วนคุณตะวันเล่าว่า หลังจากพายุแรงจนตัวแทบปลิวตามลมไป ฝนก็เทกระหน่ำเหมือนเป็นเข็มแหลมทิ่มตามผิวเนื้อ เหมือนเมื่อวันวิสาขบูชา ๔-๕ ปีที่แล้วมา ทั้งที่ฝนตกหนักอย่างนั้น เมฆฝนก็ไม่บังดวงอาทิตย์ ซึ่งกำลังมีปรากฏการณ์เป็นดวงใส มีแสงสีนวลเย็นตาสวยงาม เป็นอยู่นานราว ๕ นาที ไม่น่าใช่เหตุการณ์ตามธรรมชาติ

 

                  ทั้งสองตื่นเต้นมาก ตรงที่ได้เห็นปาฏิหาริย์อัศจรรย์ตะวันแก้วท่ามกลางพายุและสายฝนกระหน่ำ

 

                  คุณวนิดา สุริยากุลพานิช เล่าว่า ขณะทำการอธิษฐานจิตอยู่ในพิธีที่ลานมหาธรรมกายเจดีย์ พร้อมกับสามีและลูกชายหญิงเล็กๆ สองคนได้อธิษฐานต่อหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญว่า

 

                  “หลวงพ่อคะ ถ้าลูกสองคนของลูกโตขึ้น จะเป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย จรรโลงพระพุทธศาสนา เป็นกำลังให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อถ้าการเลี้ยงดูพวกเขาที่ลูกกระทำอยู่นี้ถูกต้องแล้ว ขอให้หลวงพ่อตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกสักครั้ง ด้วยการได้เห็นหลวงพ่อชัดๆ ด้วยตาเนื้อในวันนี้จะให้เห็นตรงจุดไหนก็ได้ค่ะ”

 

                  พออธิษฐานเสร็จ เธอได้เห็นรูปหล่อทองคำหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ในดวงอาทิตย์ ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำอย่างรุนแรง ขณะเดินกลับจากมหาธรรมกายเจดีย์ ดวงอาทิตย์ใสนวล มีรัศมีสีแดง แดงเหมือนไข่ไก่ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นสีทอง สีม่วง สีชมพู ลูกทั้งสองคนก็เห็นภาพหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญชัด เด็กบอกผู้เป็นแม่ว่า “ม่าม้า (แม่) ไม่ต้องห่วงกล้า (ชื่อเล่นว่า แกล้วกล้า) ตากฝนดูหลวงปู่ได้ ไม่เป็นหวัดหรอก”คุณวนิดารีบอธิษฐานจิตเสียงดังๆ ใครมองก็ไม่อายว่า

 

                  “หลวงพ่อคะ ใครที่ใส่ร้ายติเตียนหลวงพ่อ ติเตียนวัด ติเตียนหลวงพ่อ และพระวัดพระธรรมกาย ติเตียนการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ของพวกเรา ขอให้พวกเขากลับใจเป็นสัมมาทิฏฐิให้หมด ขอให้ลูกและผู้นำบุญแท้จริงของวัดทุกคน ทำงานประสบความสำเร็จ พูดชวนใครทำบุญไม่มีอุปสรรคใดๆ ให้สามารถปิดมหาธรรมกายเจดีย์ให้ได้ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑” ปรากฏการณ์ครั้งนี้เกิดอยู่นานราว ๑๕ นาที แล้วเมฆฝนก็ปิดมืดหมด

 

                  บางรายเล่าว่าเห็นดวงแก้วสว่างนั้นลอยมาเวียนรอบที่สภาธรรมกายสากลเป็นอัศจรรย์

 

                  การที่ได้เห็นจะเป็นแบบไหนไม่ว่ากัน เป็นเพราะจิตแต่ละคนในขณะนั้นหยุดสนิทได้มากน้อยต่างกัน แต่ผลดีที่เกิดขึ้นแก่จิตใจของแต่ละคนคือกำลังของความเชื่อมั่นศรัทธามีเต็มเปี่ยมขึ้น

 

                  ความศรัทธาในสิ่งดีงาม เชื่อมั่นว่าการกระทำที่ร่วมใจกันสร้างบุญใหญ่ขึ้นมาให้เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลก ทำให้ทุกคนมีกำลังใจในการดำรงชีวิตช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและมีภัยพิบัติต่างๆ สิ่งนี้เป็นศรัทธาที่เป็นประโยชน์

 

                  จริงอยู่แม้จะรู้กันว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น การยึดถือสิ่งใดมักเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น แต่ตราบใดที่ยังอยู่กลางทะเล เรายังต้องยึดเรือเป็นที่พึ่งในการพาเข้าฝั่ง เช่นเดียวกัน ตราบใดที่ยังต้องลอยคออยู่ในทะเลทุกข์ของวัฏฏสงสาร การสร้างบุญสร้างบารมีก็ยังจำเป็นต้องทำเพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่ง เป็นเสบียงการเดินทางไปจนกว่าจะเลิกเวียนว่ายตายเกิด

 

                  ตามที่คณะผู้จัดทำหนังสืออานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ ได้เล่าเรื่องวันศักดิ์สิทธิ์ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๑ ไว้บ้างแล้ว ในหนังสือเล่มที่ ๒ นั้นเป็นเพียงเล่าจากประสบการณ์ของผู้พบเห็นบางรายจากจำนวนผู้เห็นเป็นร้อยคน แต่วันศักดิ์สิทธิ์ถัดจากวันนั้นต่อมา ๑ สัปดาห์ คือวันอาทิตย์ต้นเดือน ๖ กันยายน มีผู้พบเห็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์กลางท้องฟ้าด้านทิศตะวันตก ที่มีดวงอาทิตย์ยังปรากฏอยู่

 

                  เป็นปรากฏการณ์ที่สาธุชนทั้งหมดผู้มาร่วมงานเป็นหมื่นๆ คนเห็นพร้อมกัน จนเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมาก และตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ปกหลังฉบับวันจันทร์ที่ ๑๔ กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งรายละเอียดของงานวันนั้นจะขอเล่าพอสังเขปดังนี้

 

                  ตอนเย็นวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๑ ขณะที่สาธุชนนับหมื่นๆ คนรวมตัวกันอยู่เบื้องหน้ามหาธรรมกายเจดีย์ เพื่อถ่ายภาพร่วมกันเป็นประวัติศาสตร์

 

                  พิธีกรในงานได้ขอให้สาธุชนทำท่าโบกธงภาพหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่ทุกคนได้รับแจก พร้อมกับเปล่งเสียงข้อความว่า

 

                  “เราคือผู้พิชิต ปิดแกนกลาง

                  เราคือผู้พิชิต ปิดแกนกลาง ชิตัง เม ชิตัง เม”

 

                  อยู่หลายครั้งให้ดังสุดเสียง ทั้งนี้เพื่อฉลองที่ทุกคนร่วมกันทำบุญสร้างองค์พระบูชาคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้ครบจำนวน ท้ายที่สุดได้พากันเปล่งข้อความตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้ไว้ว่า “ทุ่มชีวีสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ทุ่มชีวีสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ทุ่มชีวีสร้างมหาธรรมกายเจดีย์” รวม ๓ ครั้ง พอสิ้นเสียงของมหาชนในวินาทีนั้นเองเกิดเหตุการณ์ประหลาดมหัศจรรย์ขึ้น แสงอาทิตย์ลดกำลังแรงกล้าลง ทำให้มีบางคนหันไปมอง

 

                  ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. (ดวงอาทิตย์อยู่ในระดับ ๔๐ องศากับระดับพื้นดิน) เสียงคนที่มองดูพระอาทิตย์กลับดังอื้ออึงกระหึ่มทั่วบริเวณ จับความไม่ได้ว่าใครพูดว่าอะไร ทำให้ทุกคนต้องหันหน้าแหงนมองฟ้าด้านทิศตะวันตกที่พระอาทิตย์ลอยอยู่ โดยมีเมฆบางๆ น้อยมากลอยอยู่ใกล้ๆ ปรากฏการณ์พิเศษอัศจรรย์กำลังเกิดขึ้นที่ตัวดวงอาทิตย์และบริเวณข้างๆ โดยรอบคือ ดวงอาทิตย์ไม่มีเมฆใดๆ บังอยู่เลย แต่ทุกคนสามารถมองดูได้ด้วยตาเปล่าเต็มตา เพราะแสงไม่จ้าแสบตาเหมือนยามปกติ ดวงอาทิตย์ทั้งดวงเป็นสีเทาอมฟ้าใส วงแหวนโดยรอบของดวงสุกปลั่งใสสว่าง มองเหมือนดวงอาทิตย์สีเทาฟ้ารอบดวง

 

                  ดวงอาทิตย์บริเวณที่เป็นดวงสีเทาอมฟ้า ทำอาการวูบวาบเหมือนดูดได้ วับๆ เคลื่อนเข้าคลายออก ด้วยจังหวะความเร็วเท่าๆ กันเป็นระยะๆตลอดเวลา ไม่อยู่นิ่งเหมือนธรรมดา ราวสิ่งมีชีวิต

 

                  ทุกครั้งที่ทำอาการเคลื่อนไหวดูดวับๆ แสงอาทิตย์ที่กระจายโดยรอบดวงเปลี่ยนสีไปต่างๆ มีสีเหลืองทองใสกระจ่าง สีชมพูอ่อน-แก่ สีแดง สีส้ม บางคนเห็นสีฟ้า สีม่วง เพิ่มอีกด้วย

 

                  สีทุกสีไม่ขุ่นมัว ใสกระจ่าง สาดแสงกระจายเป็นบริเวณกว้างโดยรอบหลายเมตร โดยเฉพาะซีกซ้าย ซีกขวา สีจัดจ้ากว่าทิศบนและล่างของดวงอาทิตย์ ตรงที่เป็นสีเหลืองทองจะเหลืองใสสุกปลั่งกว่าสีอื่น

 

                  ลักษณะการเปลี่ยนสีแต่ละครั้ง เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ต้องสังเกตอย่างต่อเนื่อง สงบนิ่งจึงเห็น คือสีเดิมจะค่อยๆ จางไล่จากบริเวณใกล้ดวงอาทิตย์ออกไปก่อน พอเริ่มจางสีใหม่จะเกิดในบริเวณจางนั้นทันทีแต่เกิดอย่างเป็นสีใหม่ที่จางก่อนเหมือนกัน แล้วจึงค่อยเข้มขึ้นๆ ไล่ให้สีเก่าที่เหลือห่างดวงอาทิตย์ออกมาจางลง แล้วสีใหม่เข้าแทนที่ แล้วจึงเปล่งสีเข้มเป็นครูใหญ่ก่อนจางเป็นสีอื่นต่อไป

 

                  การเปลี่ยนสีแต่ละครั้ง ทำอาการลักษณะเดียวกัน หลายคนมองเห็นภาพหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญนั่งขัดสมาธิอยู่กลางดวงอาทิตย์ เห็นเป็นโครงร่างเงาๆ ก็มี เห็นเป็นลายเส้นรอบรูปก็มี แต่หลายรายเห็นภาพชัด เหมือนนั่งดูอยู่ใกล้ๆ โดยเฉพาะรายคุณเฉิดฉาย ถิระทินรัตน์ ทำงานอยู่กรมปศุสัตว์ กับสตรีชาวจีนอีกท่านหนึ่ง เห็นองค์หลวงพ่อวัดปากน้ำทั้งองค์ใหญ่ครอบดวงอาทิตย์ มีดวงอาทิตย์อยู่ข้างหลัง คุณเฉิดฉายเห็นชัดมากเห็นกระทั่งลายเส้นผ้ารัดอกของท่าน

 

                  บางคนเห็นเป็นสีทองทั้งท้องฟ้า ในเวลานั้นท้องฟ้าบริเวณใกล้ดวงอาทิตย์มีเมฆน้อยมากเป็นก้อนบางๆ สีขาวหม่นอยู่ห่างดวงอาทิตย์ออกมา จนพ้นเขตรัศมีมีแสงที่เปลี่ยนแปลง ส่วนบริเวณขวามือมีเมฆบางเป็นสายเล็กน้อยลอยพาดอยู่ ตรงดวงอาทิตย์ไม่มีเมฆบังเลย ซีกขวามือมีบ้างน้อยเต็มที่ มองไม่สะดุดตาเหมือนไม่มีเมฆอยู่เลยเหมือนกัน แต่แสงที่เปลี่ยนสีสาดกระจายอยู่ตลอดเวลา ก็ส่งทาบทั้งท้องฟ้าเปล่าและก้อนเมฆเป็นสีเดียวกัน บางครั้งเป็นสีใดสีเดียวรอบทั่วบริเวณ บางครั้งซีกขวาเป็นสีหนึ่ง ซีกซ้ายเป็นอีกสี สีเหลืองสุกสว่างราวสีทองเปล่งประกายเกิดทางซีกซ้ายมือมากกว่าขวามือ

 

                  ปรากฏการณ์ที่ทุกคนประหลาดใจถึงที่สุด ดวงอาทิตย์เหมือนมีชีวิตทำอาการดูดวับๆ เคลื่อนเข้าเคลื่อนออกได้

 

                  เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดนานมากประมาณเกือบ ๓๐ นาที กระทั่งเสร็จพิธี ในขณะที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ลุกจากอาสนะเดินไปขึ้นรถ เบื้องบนท้องฟ้ามีลำแสงส่องลงมาจากบนฟ้าคลุมตัวท่านตลอดเวลาที่เดินไปยังรถบางคนบอกว่าเห็นลำแสงนั้นเป็นสีเหลืองอ่อน บางคนว่าเป็นสีชมพูอ่อนล่าแสงตัดกับสีเทาของก้อนเมฆบริเวณฟากฟ้าทิศตะวันออกชัดเจนมาก ในลำแสงเหมือนมีละอองสีเล็กๆ โปรยลงมา

 

                  หลายคนน้ำตาไหลพรากอาบหน้า ปลื้มปีติใจว่าตนเองได้เห็นภาพมหัศจรรย์ที่สุดของชีวิต เกิดมาไม่เคยพบมาก่อน ทุกคนเดินกลับบ้านด้วยสีหน้าและแววตาที่เบิกบานแช่มชื่น

 

                  สิ่งที่ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าผู้คนนับหมื่นคนในวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่บริเวณมหาธรรมกายเจดีย์ครั้งนั้น เป็นปาฏิหาริย์เป็นความมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ในสายตาทุกคนที่ได้เห็น

 

                  แต่ถ้าเราศึกษาในทางตำราปริยัติธรรม ในพระไตรปิฎกหมวดพระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องรูปและเรื่องนาม จะไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่ประการใดสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษทางจิต

 

                  รูป หมายถึง สิ่งที่มีสภาพแปรปรวนแตกสลายได้ เพราะมีปัจจัยฝ่ายต่างๆ มาขัดแย้งทำลาย ดังนั้นร่างกายคน สัตว์ รวมทั้งสิ่งของ วัตถุธาตุต่างๆ พร้อมทั้งอาการและคุณสมบัติ เรียกว่าเป็น “รูป” ทั้งสิ้น

 

                  ส่วน นาม หมายถึง สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง รู้จักกันเพียงชื่อเรียก แต่น้อมเอามาเป็นอารมณ์ให้จิตใจคิดได้ สิ่งคิดได้ที่เรียกว่า จิตใจ ก็เป็นนามด้วยเหมือนกัน

 

                  ทีนี้ในตำราพระอภิธรรม กล่าวถึงความเกี่ยวข้องของรูปและนามอยู่ตอนหนึ่งว่า

 

                  สาเหตุของการเกิดรูปมี ๔ ประการคือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุและอาหาร

 

                  กรรม คือการกระทำ รูปในปัจจุบันมาจากกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันเช่นกรรมดีในอดีตส่งผลให้เกิดมามีรูปร่างสวยงามในปัจจุบัน กรรมชั่วในปัจจุบัน เช่น ขับรถประมาท อาจทำให้รูปพิการ หรือการตกแต่งทำศัลยกรรม ทำให้รูปขี้เหร่จากผลกรรมในอดีต กลายเป็นรูปงามในปัจจุบันได้

 

                  นี่พูดถึงรูปที่หมายถึงร่างกาย ถ้าเป็นรูปที่หมายถึงวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ หรืออื่นๆ ล้วนเกิดจากการกระทํา คือสร้างขึ้นมา

 

                  รูปที่เกิดจากการกระทำคือกรรม นั้นเรียกว่า กัมมชรูป

 

                  จิต เป็นนามธรรม แต่สามารถทำงานคือ คิดอะไรๆ เป็น จิตที่คิดแต่เรื่องกุศล จิตย่อมสร้างรูปให้มีหน้าตา ผิวพรรณผ่องใส จิตใจเข้มแข็งรูปก็มีอาการองอาจกล้าหาญไปตาม จิตคิดเรื่องเศร้าหมองหรือไร้สมรรถภาพในการคิด เช่น คนมีจิตวิปลาส (คนบ้า) รูปร่างหน้าตาผิวพรรณสกปรกเส้นเอ็นสะพรั่ง ผิวหนังแห้งกระด้าง เป็นรูปเลวทรามเศร้าหมอง เป็นเพราะจิตสร้างขึ้น รูปที่เป็นวัตถุสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น ล้วนมีต้นเหตุมาจากจิต จิตคิด กายลงมือทำ

 

                  รูปที่เกิดจากจิตกระทำ เรียกว่า จิตตชรูป นั้น จิตสร้างรูปเองโดยไม่ต้องให้กายทำ

 

                  สำหรับรูปที่เกิดจากอุตุ คือ สิ่งแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ และรูปที่

เกิดจากอาหาร ก็ทำนองเดียวกัน

 

                  ดวงอาทิตย์ที่ทำปาฏิหาริย์ได้ ทำให้ผู้คนที่มาประชุม ณ มหาธรรมกายเจดีย์เห็นด้วยตาในวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๑ นั้นเป็นรูปเกิดจากจิตเรียกว่าจิตตชรูปเหมือนกัน เป็นกระแสพลังแรงกล้าของอำนาจจิตหลายฝ่ายรวมกัน จึงสร้างรูปให้เกิดขึ้นเป็นอัศจรรย์คือ

 

                  เทพยดามีฤทธิ์ทั้งปวง โดยเฉพาะผู้เกี่ยวเนื่องโดยตรง คือหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ รับรู้รับเห็น ทราบงานมหากุศลที่เหล่าศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อท่าน ท่านจึงร่วมแสดงอนุโมทนาสาธุการ

 

                  และอีกฝ่ายคือ พลังจิตของเหล่าบรรดาสาธุชนทั้ง ๓-๔ หมื่นคนหลอมรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มุ่งมั่นด้วยศรัทธามั่นคงเด็ดเดี่ยว ต้องการประกอบงานมหากุศลสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ให้สำเร็จลุล่วง ชนิดทุ่มกันด้วยชีวิต

 

                  ใครที่ใจมีศรัทธาเต็มเปี่ยม คิดสู้ให้งานสำเร็จอย่างอาจหาญ จะสามารถเห็นภาพได้ละเอียดมากกว่าผู้ที่ตั้งใจไม่เต็มที่

 

                  กระแสพลังงานของจิตแม้เป็นเพียงนามธรรม แต่สามารถสร้างพลานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาล ทำวัตถุธาตุเช่นดวงอาทิตย์ อันเป็นรูปวัตถุขนาดใหญ่ มีอาการเหมือนสั่นสะเทือนวูบวาบ เป็นการสร้างจิตตชรูปอันวิเศษให้ปรากฏแก่สายตามนุษย์

 

                  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มีสาเหตุมาจากพลังจิตของผู้มีบุญรวมตัวกัน ผู้ได้ประสบเหตุการณ์น่าจะถือเป็นความโชคดี เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเป็นกำลังใจในการประกอบบุญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้น

 

                  นอกจากนั้น ยังถือเป็นเครื่องพิสูจน์คำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างดีเยี่ยมว่า ปฏิเวธธรรมนั้นมีอยู่จริง แม้ในยุคปัจจุบัน ผู้ใดตั้งใจปฏิบัติจริง สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาลเวลาอยู่เสมอ

 

                  ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่า ในยุคนี้สมัยนี้ยังมีนาบุญบริสุทธิ์ ให้ผู้คนได้หว่านเมล็ดพืชเพื่อได้รับผลิตผลอันบริบูรณ์เป็นสถานที่สามารถสั่งสอนผู้คนให้รู้ตามเห็นตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้จริง สมควรที่เหล่ากุลบุตรกุลธิดาพึงเข้ามารับการสั่งสอนอบรมสร้างประโยชน์ให้ตนเอง ให้ส่วนรวม ประเทศชาติ เพื่อสันติสุขอันไพบูลย์ของโลกมนุษย์ใบนี้ของเรา

 

                  โดยเฉพาะผู้คน ๓-๔ หมื่นคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์วันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ควรรำลึกเสมอว่า ตนเองเป็นผู้มีบุญกุศลมากมายมหาศาล จึงได้เห็นความอัศจรรย์ในวันนั้นเป็นบุญตา ควรตั้งใจว่านับแต่นี้ต่อไปภายหน้าจนกว่าจะสิ้นชีวิตลง จะต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่ายิ่งๆ ขึ้น โดยเร่งขวนขวายประกอบบุญกุศล ทั้งบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อย่าให้มีเวลาว่างเว้น ให้ได้กำไรติดตัวเต็มที่ ติดตามสร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์และหมู่คณะนักสร้างบารมีทั้งปวง

 

                  ตั้งใจทำงานมหากุศลที่ประกาศก้องไว้ ณ วันนั้นว่า “ทุ่มชีวี สร้างมหาธรรมกายเจดีย์” ให้มหาธรรมกายเจดีย์ของเรา สําเร็จ สำเร็จ สำเร็จโดยเร็วพลัน ให้ทันฉลองความสำเร็จในวันมาฆบูชาปี ๒๕๔๓ ให้ได้ ให้ได้ให้ได้ เป็นอัศจรรย์ ให้ทุกคนพากันพร้อมหมู่ญาติสนิทมิตรสหายสัมพันธชนทั้งหลายมาร่วมฉลองให้เป็นล้านๆ คน ทั้งให้ยลความมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่มากมายกว่าเดิม

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00108243227005 Mins