เพื่อครอบครัว

จอมพลแห่งขุนเขา
ผมอยู่บนเขาที่เต็มไปด้วยสายหมอกขาวบริสุทธิ์ ลอยเหนือขุนเขาที่ตั้งเด่นเป็นสง่าสลับกับท้องฟ้าสีคราม ซึ่งเป็นภาพที่ผมเห็นจนชินตาผมจำภาพนั้นได้ดีและไม่เคยคิดว่า สักวันจะต้องจากมันไป...
ก่อนหน้าที่ผมจะมาบวช ตอนนั้นผมอายุประมาณ 7 - 8 ขวบทุก ๆ วันหลังเลิกเรียน ผมจะเดินทางบนถนนดินแดงไปศาสนสถานเพื่อร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งผมเคยเป็นคนที่นับถือศาสนาอื่นอย่างเคร่งครัด จนถึงขั้นขอร้องให้แม่เปลี่ยนศาสนาให้
ทว่ามีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังเดินเล่น ก็หันไปเห็นบุคคลผู้นุ่งผ้ากาสาวพัสตร์ มีผิวพรรณที่ผ่องใสและท่าทีที่ดูสง่างาม ท่านเดินไม่ช้าไม่เร็ว ใบหน้าท่านอ่อนนวล สายตาแน่วแน่ไม่วอกแวกราวกับมีพลังบางอย่าง ที่ดึงดูดให้ใจเลื่อมใสศรัทธาเพียงได้พบเห็นนับตั้งแต่นั้นมาทันใดนั้นความคิดที่จะเปลี่ยนศาสนาก็เลือนหายไปสามเณรก็หันมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง เข้าวัดฟังธรรมไม่ขาด จนกระทั่งผมจบประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ตัดสินใจเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา
วันแรกที่เหยียบย่ำเข้าสู่ศูนย์การศึกษาเขาแก้วเสด็จ ตอนนั้นที่แห่งนี้ยังโล่ง ๆ พื้นเป็นดินแดง ต้นไม้ดูแล้วเพิ่งจะปลูกได้ไม่นานอากาศร้อนอบอ้าว มีอาคารชั้นเดียวที่ทำจากอิฐแดง ซ้อนกันขึ้นจนกลายเป็นอาคารสูง 3 เมตรกว่า ๆ
ไม่เคยคิดเลยว่า จะมีวันที่ผมจากครอบครัว แล้วมาอยู่ร่วมกันกับคนนับร้อย ทั้งต่างถิ่น ต่างครอบครัว ชวนให้รู้สึกอยากกลับใจจะขาด แต่บ้านอยู่ห่างไกลจากที่แห่งนี้มาก จึงตัดสินใจบวชดูก่อนถ้าไม่ไหวจริง ๆ ค่อยว่ากัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 ปี ผมจึงได้เข้าใจว่า ชีวิตสามเณรที่ผ่านมา ความสุขส่วนมากจะเป็นการเที่ยวเล่นสนุกสนานไปวัน ๆพอได้สิ่งที่ชอบก็ดีใจ แต่พอเสียก็ทุกข์ใจ เป็นความสุขเพียงชั่วคราวผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย ย้อนกลับมาไม่ได้อีก
ก่อนมาบวชผมไม่รู้ว่า อะไรคือความสุขที่แท้จริง จึงไปยึดติดกับสิ่งภายนอก คิดแต่ว่า ถ้ามีมัน เราก็จะมีความสุข ทว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความสุขหลอก ๆ
ความสุขที่แท้จริงอยู่ในตัว เป็นความสุขจากการมีสมาธิ มีใจตั้งมั่นอยู่กับตัว ไม่คิดเรื่องต่าง ๆ มันคือการออกจากความคิดมาเจอความสงบ ใจจะปลอดโปร่งและเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก ความสุขนี้ต่างจากความสุขที่ผ่านมา ที่เกิดขึ้นรอบตัวแต่ไม่ได้เข้ามาในจิตใจ
ผมอยากจะบอกว่า เส้นทางสมณะนี้ เป็นเส้นทางที่เป็นความสุขจริง ๆ เราจะออกห่างจากความสุขภายนอก เข้ามาหาความสุขภายใน ไม่มีภาระอะไรให้หนักใจ ไม่กังวลเรื่องการทํามาหากิน
ผมอยากให้หลาย ๆ คนได้เห็นว่า การบวชเป็นสิ่งสำคัญ เราจะรู้จักเป้าหมายที่แท้จริงว่า เราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และได้ฝึกฝนอบรมตนเองตามหลักสูตรความดีสากลของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว
ผมจึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะขอบวชต่อไปอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะผมได้รู้จักบุญและบาปอย่างถ่องแท้ บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จทั้งหมดของชีวิต ส่วนบาปเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งมวล
ยิ่งครอบครัวของสามเณรเป็นชาวดอยด้วยแล้วจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะทำผิดศีล ชาวดอยส่วนมากจะนับถือผีตามความเชื่อของบรรพบุรุษ สามเณรจึงได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีเจ้าถิ่น ผีปู่ย่า ผีบรรพบุรุษ รวมไปถึงไสยศาสตร์ในท้องถิ่น ซึ่งบางเรื่องเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว
เรื่องที่ผมเห็นบ่อยที่สุด คือ การเซ่นไหว้ ที่นำ ไก่ เป็ด วัว ควายมาฆ่า หรือนำของที่ต้องใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ อย่างการ “อั๊วเน้ง” หรือ “ทำผี” โดยคนที่เป็นพ่อหมอจะเริ่มไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วร่ายเวทมนตร์คาถาต่าง ๆ พร้อมกับติดต่อสื่อสารกับผี เพื่อไปคลี่คลายเรื่องราวต่าง ๆ กับผี
ถ้าคลี่คลายเรื่องราวนั้น ๆ ได้แล้ว ก็จะมีการฆ่าหมู แต่ก่อนจะฆ่าหมู ต้องให้คนไข้ไปนั่งอยู่ข้างหลังพ่อหมอ ผูกข้อมือ แล้วนำหมูมาไว้ข้างหลังคนไข้ จากนั้นพ่อหมอจะสั่งให้ฆ่าหมู
ซึ่งการที่จะฆ่าหมูได้จะต้องมีคนหนึ่งที่เป็นตัวแทนของพ่อหมอสามารถฟังเรื่องราวของการถั่วเน้งได้ รู้ว่าตอนนี้พ่อหมอต้องการอะไร หรือสั่งให้ทำอะไร เมื่อพ่อหมอสั่งลงมา คนที่เป็นตัวแทนต้องบอกกับคนในครอบครัวให้ทำตามคำบอกกล่าวของพ่อหมอ
เมื่อผมมาบวชแล้วจึงได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่บุญ ไม่ก่อประโยชน์อันใด การพรากชีวิตสัตว์อื่นเป็นการทำผิดศีลข้อที่ 1 ให้ตกไปสู่อบายภูมิ ต้องชดใช้กรรมเป็นหมื่น ๆ ปี
หลังจากนั้น ด้วยความที่ผมเป็นพี่โตที่สุดในรุ่น ภาระหน้าที่ในการดูแลน้องจึงตกมาเป็นของผม อะไรที่หมู่คณะต้องทำ สามเณรก็จะต้องนำอาสาเป็นรูปแรก และดูเหมือนว่าผมจะอยู่เป็นรูปสุดท้ายของทุกงาน คอยเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยังไม่เรียบร้อยพระอาจารย์จึงฝากความหวังต่าง ๆ ไว้กับผม ซึ่งผมเองก็รู้สึกกดดันเหมือนกัน ที่ต้องคอยรับคำเตือนต่าง ๆ เกี่ยวกับน้อง ๆ อยู่เสมอ
บางครั้งผมถึงกับแยกตัวออกไปนั่งอยู่ตามลำพังกลับมามองพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง ที่ท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อพระพุทธศาสนา ยอมเหน็ดเหนื่อยสร้างวัดให้พวกผมได้มาสั่งสมบุญกัน ซึ่งถ้าเทียบแล้วเรื่องของผมดูเล็กน้อยไปเลย
ผมจึงตั้งใจว่า ไม่ว่าพระอาจารย์จะมอบหมายงานอะไรมาให้ก็จะขอทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ทำให้สามารถบวชมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะผมมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองเป็นต้นแบบแห่งความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ
ศูนย์การศึกษาเขาแก้วเสด็จในวันนี้ ทั้งต้นไม้ ต้นหญ้า กุฏิที่พักได้ผ่านกาลเวลามาอย่างเนิ่นนาน ทุกที่ทุกแห่งมีสีเขียว มีกลิ่นอายธรรมชาติ แม้กลางวันจะร้อนแต่ยามเช้าก็มีหมอกขึ้นจาง ๆ ยามเย็นก็มีลมพัดพาความสดชื่นมาให้ ไม่ต่างอะไรกันเลยจากอากาศที่บ้านเก่าของผม
สามเณรธงชัย นิยมพิทักษ์พงศ์