เรื่องเล่าจากรุ่นบุกเบิกยุคแรก ๒๒-๒๔ อุบาสกอำนาจ เจริญอินทร์, อาจารย์ลือพงศ์ ลีลพนัง, อุบาสกวันชัย ภัทรโกมล

วันที่ 17 กย. พ.ศ.2569

 

2026_09_17_19r1.jpg

 

อุบาสกอำนาจ เจริญอินทร์

สำนักองค์ประธาน วัดพระธรรมกาย

 

ไม่มีข้อแม้ ข้ออ้างและเงื่อนไข

2026_09_10_1ss1.jpg

 

                   ผมชื่ออำนาจ เจริญอินทร์ เป็นอุบาสกรุ่นที่ ๒ เข้าวัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๕ ตรงกับวันอาทิตย์ต้นเดือน มาถึงวัดก็ประทับใจตอนเดินเข้าประตูวัดมา มีคนแต่งชุดขาวมายืนสวัสดีต้อนรับ หลังจากนั้นเพื่อนพาเข้าไปกราบพระประธานที่อุโบสถ เพื่อนทำอะไรก็ทำตามเพื่อน ประทับใจตรงที่วางรองเท้า เพราะตอนแรกเราวางก็ไม่ได้สนใจ พอกลับออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อย หันหน้าพร้อมที่จะใส่แล้วเดินไปได้เลย คิดในใจเราอยากมีโอกาสมาจัดรองเท้าแบบนี้บ้าง เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เนื่องจากว่ารองเท้าเป็นส่วนที่ต่ำที่สุดต้องลดทิฐิมาก ๆ คนที่มาจัดต้องมีจิตใจที่สูงมาก ก็คิดว่าสักวันหนึ่งเราต้องมาทำให้ได้

 

                   วันนั้นมาครั้งแรกได้รับพระของขวัญจากหลวงพ่อธัมมชโยเองกับมือ พอจะดึงมือกลับท่านบอกว่า “ยังไม่ให้ไป ให้อยู่รับศีลก่อน” สาธุชนรอบ ๆ ก็สาธุ เราก็สาธุไม่เป็น หลวงพ่อพูดอะไรก็ครับ ครับอย่างเดียว เพราะไม่รู้ว่าสาธุคืออะไร เพื่อนก็มาบอกว่า เราโชคดีมากที่มาครั้งแรกได้มาเจอหลวงพ่อ และได้รับพระของขวัญอีก

 

2026_09_17_19r2.jpg2026_09_17_19r3.jpg

นั่งสมาธิระยะยาว ณ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ.๒๕๓๕

 

                  หลังจากนั้นปี พ.ศ. ๒๕๒๗) เข้าอบรมธรรมทายาท รุ่นที่ ๑๒ กางกลดกันรอบ ๆ คูบรรยากาศสงบ ร่มเย็น พอจบการอบรมก็ยังไม่อยากสึก อยากจะบวชต่อ แต่ตอนนั้น ถ้าใครอยากมาสร้างบารมีต่อกับหลวงพ่อ ต้องมีการทดสอบบารมี ด้วยการถือศีล ๘ อย่างน้อย ๕ ปีแล้วจึงจะได้บวชจึงลาสิกขาและมาอยู่บ้านเตรียมอุบาสก ซึ่งอยู่นอกวัด

 

ปฏิบัติธรรมบนดอย

 

                  ในปีนั้นได้ไปปฏิบัติธรรมบนดอย มีความสุขมาก ได้พบแสงสว่าง หลวงพ่อจะนำนั่งทุกคอร์สตอนนั้นจะมีปกิณกะธรรมต่าง ๆ มีเด็กยุวธรรมทายาท จะนั่งธรรมะได้ดีโดยมีหลวงพ่อคุม ก็จะเจออะไรดี ๆ และไปค้นคว้าอะไรต่าง ๆ สนุกสนานกัน ซึ่งตอนนั้นก็มีน้าจี้ อายุ ๗๐ ปี และพี่ใสไปนั่งธรรมะด้วยเช่นกัน

 

                  ตอนนั้นที่จำได้ คือ ใจลูก ๆ เริ่มฟุ้ง ไม่เข้ากลาง หลวงพ่อท่านจะมีเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นคติเตือนใจ ท่านก็เล่าเรื่องดอกกุหลาบว่า กุหลาบดอยอินทนนท์สวยมาก แต่สู้กุหลาบในวิมานชั้นดาวดึงส์ไม่ได้ คราวนี้น้าจื้อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ก็ขอหลวงพ่อนั่งสมาธิเข้ากลางไปดู ไปนอนในวิมาน หลวงพ่อก็บอกให้รีบกลับมา น้าจี้บอกขอชมต่ออีกหน่อย หลวงพ่อก็ขู่ว่าเดี๋ยวก็ให้อยู่ตลอดเลย น้าจี้จึงต้องรีบกลับมา

 

                 อีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อบอกว่ากุหลาบมันเกิด ตูม บาน แล้วก็เหี่ยว ไม่เหมือนกุหลาบทิพย์ในวิมาน เหตุที่ให้ดูกุหลาบ ไม่ใช่ให้ไปดอยอินทนนท์ แต่ต้องเข้ากลางไปดูดอกกุหลาบที่ดาวดึงส์ จึงเหมือนกุศโลบายที่หลวงพ่อนำมาใช้กับลูก ๆ เพื่อให้ตั้งใจนั่งสมาธิ

 

รอรับคนล้าน สู่ล้านธรรมพระมหาธรรมกายเจดีย์

 

                 ความประทับใจครั้งหนึ่งคือ หลวงพ่อให้ไปทำงานมวลชน แต่เรามีพื้นฐานเด็กช่างกล จบปวส. มาเรียนต่อวุฒิปริญญาตรี คุณยายอาจารย์ฯ บอกไว้ว่าคนที่จะบวชอย่างน้อยต้องจบปริญญาตรีก็ต้องไปเรียนให้จบ พื้นฐานเป็นงานหยาบ แต่ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานมวลชน เหมือนกับว่าต้องไปยอมคนอื่น ต้องใช้ศิลปะมีวาทศิลป์ มันยากสำหรับเรา ถ้าให้ไปท้าตีท้าต่อยมันง่ายกว่าที่เราต้องไปยอมคน แต่เมื่อหลวงพ่อสั่งก็ต้องทำ

 

                  ขณะที่ทำงานมวลชนสัมพันธ์ เป็นโฟร์แมน ต้องดูรถแบคโฮ แทรกเตอร์ คุมคน คุมรถ ต้องปรับตัวหลายประการ แม้เราไม่ได้เรียนวิศวกรรม เราก็ไปหาพี่ที่เป็นวิศวกร เราไม่ได้เรียนสถาปนิกมา เราก็ไปหาพี่ที่เป็นสถาปนิก ศึกษาแล้วก็มาคุมงาน ซึ่งเราไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ติดขัดตรงไหนเราก็ถามพี่เขา อย่างเช่น คุมถนนเป็นสิบ ๆ ล้าน เกิดมาเราก็ไม่เคยรู้เรื่องว่าคอนกรีตเสริมเหล็กมันเป็นอย่างไร อัตราส่วนมันเป็นอย่างไร เราก็ไปค้นคว้าหาความรู้ แต่หน้างานมันไม่ได้ตรงตามนั้นเสมอไป ต้องมีแก้ไขหน้างานอีกที บางทีก็ต้องทะเลาะกับผู้รับเหมา เพราะเราต้องทำงานให้ได้สเปค ตอนที่สร้างโบสถ์ก็ต้องขัดหิน เราต้องดูแลให้ดี ลูกรังก่อนจะเทคอนกรีต เราต้องไปดูบ่อลูกรังที่สระบุรี ต้องเป็นลูกรังนี้เท่านั้นนะ บ่อนี้เท่านั้นนะ ถ้าเกรดนี้ไม่เอานะ เป็นต้น

 

                  ในช่วงที่อยู่ ๑๙๖ ไร่ ก่อนที่จะขยายไปเป็น ๒,000 ไร่ หลวงพ่อบอกไว้ว่าอีกกี่ปีจะเกิดภาพนี้ตอนนั้นรับผิดชอบองค์กรธรรมทายาท ท่านก็บอกว่า ถ้าเกิดคนล้านคนมาจะทำอย่างไรตอนนั้นคนมายังแค่ไม่กี่พันคน ยังไม่เป็นหลักหมื่น ท่านพูดล้านแล้ว ท่านให้ไปคิดว่าคนล้านคนจะอยู่อย่างไร จะนั่งอย่างไร

 

                   พอสุดท้าย พระมหาธรรมกายเจดีย์เกิดขึ้นมา จึงได้เห็นว่า สิ่งที่หลวงพ่อพูดเป็นความจริงทุกอย่าง ท่านพูดล่วงหน้าเป็น ๑๐ ปี ดังนั้นจึงไม่คิดจะไปไหนแล้ว ขออยู่กับหลวงพ่ออย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าหลวงพ่อพูดอะไรมา ทำเลย ไม่ต้องมาเอ๊ะ มาอ๊ะ ว่าอย่างไร ว่าตามกัน แล้วมันก็จะสำเร็จง่าย ๆ

 

 

2026_09_10_1ssss1.jpg

 

2026_09_17_20br1.jpg

 

อาจารย์ลือพงศ์ ลีลพนัง

นักวิจัยสร้างสรรค์สื่อ สำนักกัลยาณมิตรสากล วัดพระธรรมกาย

 

เส้นทางมหาปูชนียาจารย์

 

                   คงจะถึงเวลาที่เราจะได้เข้ามาสั่งสมบุญบารมีในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พี่สาวซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เป็นรุ่นน้องของหลวงพ่อธัมมชโย ได้เอาแผ่นพับของศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ด้านหน้าเป็นภาพพระพุทธรูปมีเกตุดอกบัวตูม พิมพ์สีน้ำตาลสีเดียวภายในเชิญชวนไปปฏิบัติธรรมที่นี่ อยู่คลองสาม จังหวัดปทุมธานี

 

                    สิ่งที่สะดุดใจคือภาพพระพุทธรูปเกตุดอกบัวตูม มีความรู้สึกว่า “พระองค์นี้งามมาก”จากวันนั้นก็คิดที่จะเดินทางมาที่นี่ จนได้โอกาสนั่งรถสายอ่างทองลงมาที่ตลาดรังสิต แล้วต่อรถสายหนองเสือมาลงที่คลองสาม สภาพสองข้างทางเป็นสวนส้มและทุ่งนา สะพานคลองสองยังเป็นสะพานไม้ เมื่อเดินเข้ามาถึงประตูทางเข้า มองเห็นอุโบสถ สถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์เรียบง่าย แต่สง่างาม ความรู้สึกเมื่อเดินเข้ามาในบริเวณวัดแล้วเหมือน “เรากลับบ้านแล้ว”

 

2026_09_17_20br2.jpg

 

เรากลับบ้านแล้ว

   

                 เมื่อเดินตามสาธุชนมาถึงศาลาจาตุมหาราชิกา เห็นคนนั่งเต็มศาลาแล้วมีอาสาสมัครแนะนำให้ไปรับเสื่อมานั่งใต้ต้นไม้ แล้วแต่จะนั่งบริเวณไหนก็ได้ สักครู่เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งเดินขึ้นมาบนศาลา นำสวดมนต์บูชาพระด้านหลังมีภาพของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เป็นภาพสีขาวดำ พระภิกษุรูปนั้นนำปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ อธิบายการวางใจทั้ง ๓ ฐาน จนถึงเวลา ๑๑.๐๐ น.

 

                 ช่วงอาหารกลางวันจะมีจุดบริการ เราไปรับอาหารมาทานที่เสื่อ เสร็จแล้วก็นำไปล้างบริเวณที่มีป้ายเขียนจุดล้างภาชนะ

 

                ช่วงบ่ายเดินชมบริเวณเขตสังฆาวาสมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น มีกุฏิห่างกันเป็นระยะ ๆ เดินกลับมาผ่านศาลาดุสิต เห็นสาธุชนนั่งกันเต็มแล้วยืนมองจากท้ายศาลาเห็นพระภิกษุ คือหลวงพ่อธัมมชโย ท่านนั่งรับแขก ภาพที่ปรากฏสายตาตอนนั้น หลวงพ่อท่านผ่องใสมากมีแสงออกรอบกายท่าน เป็นแสงสีเหลืองทอง แล้วเปลี่ยนเป็นชมพูสว่าง “โอ้อัศจรรย์!” ในใจบอกกับตัวเองว่า “พบแล้วอาจารย์เรา” นับตั้งแต่นั้นมา ก็มาวัดพระธรรมกายทุกวันอาทิตย์ และได้มาช่วยงานหลวงพ่อทัตตชีโวเขียนภาพประกอบชาดกปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ก็ลาออกจากการเป็นอาจารย์มาอยู่วัด

 

ตามรอยเส้นทางมหาปูชนียาจารย์

 

                 ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๔ หลวงพี่สุวิชชาโภ ท่านไปที่บ้านหลวงปู่ ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านอยากรู้ว่าบ้านหลวงปู่อยู่ที่ไหน ท่านก็นั่งรถไปตามหาจนเจอ และสิ่งสำคัญคือท่านได้ยินเรื่องผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายว่า คือคนเมืองสิงห์ จากลุงฉลอม มีแก้วน้อย “ปู่ผงเป็นลูกปู่นะ เป็นน้องย่าใจ อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่หลวงปู่ท่านพูดถึงผู้สืบทอดว่า เป็นคนเมืองสิงห์

 

                คนนี้เรื่องวิชชาไม่มีใครละเอียดสู่เขา ต่อไปเขาจะเอาวิชชาธรรมกายไปเผยแผ่ได้ทั่วโลก” หลังจากนั้นไม่กี่วัน หลวงพ่อก็มีคำสั่งว่า “หลวงพ่อจะสร้างอนุสรณ์สถานพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ”

 

                เรื่องประวัติของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ นั้นมีความสำคัญดุจเดียวกับพุทธประวัติ เรื่องราวของหลวงปู่จะต้องไม่เหมือนกับเกจิอาจารย์ทั่วไป หลวงพ่อนึกถึงสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อจึงสถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ เพื่อให้ชาวโลกมาศึกษาประวัติพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ได้มาสั่งสมบุญในทางนี้

 

เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ มีสถานที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

 

๑. สถานที่กำเนิดรูปกายเนื้อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) แผ่นดินรูปดอกบัว ณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

 

๒. สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต คลองลัดบางนางแท่น อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

 

๓. สถานที่เกิดในเพศสมณะ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

 

๔. สถานที่เกิดด้วยกายธรรม (ธรรมกาย) หรือสถานที่บรรลุธรรม วัดโบสถ์บน อำเภอบางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี

 

๕. สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกาย (ครั้งแรกหลังจากบรรลุธรรม) วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

 

๖. สถานที่ที่ปักหลักและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร

 

๗. สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย (ศูนย์กลางธรรมกายโลก) วัดพระธรรมกาย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

 

                   ดังนั้นในเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ทุก ๆ ปี เราจะต้องทำให้ชาวโลกรู้ว่าในเดือนมกราคมมีอะไรเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย มีพระ 9,000 กว่ารูป ที่เดินเป็นแถวเป็นระบบระเบียบ ท่านเดินไปไหน เดินไปสุพรรณบุรี ไปทำไม เขาจะได้มาศึกษาว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ คือใคร มีความสำคัญอย่างไร พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เป็นบุคคลที่ยืนยันในการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ได้มาศึกษาความจริงของชีวิต จากการตามรอยชีวประวัติของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ

 

2026_09_17_20br3.jpg

 

กำเนิดแก้วกายสิทธิ์

 

                  ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ วัดประสบปัญหาจากภายนอก จนมีสาธุชนที่รักและห่วงใยวัด มารวมตัวอยู่ในวัดกันเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องจัดระบบวางระเบียบความเป็นอยู่ และตั้งชื่อกลุ่มสาธุชนรักวัดเหล่านี้ว่า “กายสิทธิ์” เป็นชื่อตั้งตามที่หลวงปู่ท่านใช้งาน ซึ่งใครคนหนึ่งรับรู้เรื่องนี้ จึงสถาปนาเป็น “กองพันแก้วกายสิทธิ์”

 

                    จนกระทั่งเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป บางคนกลับบ้าน บางคนอยากอยู่วัดต่อ ปัจจุบันก็ยังมีกายสิทธิ์รับบุญอยู่ในวัดทุกวัน เป็นอาสาสมัครรักวัดที่ไม่เกี่ยงงานบุญ

 

                     หลวงพ่อทัตตชีโวท่านพูดอยู่เสมอ ตอนที่ต้องปกป้องวัดนั้น ถ้ามีลำพังแค่พระ สามเณรอุบาสก อุบาสิกา คงจะไม่ไหว สาธุชนที่มาอยู่ช่วยปกป้องวัด เขามีบุญคุณต่อวัด เขาเอาชีวิตมาปกป้องวัด บั้นปลายของชีวิตให้เขาได้รับบุญเต็มที่ ให้เขาได้กลับสู่ดุสิตบุรีอย่างสง่างาม

 

2026_09_10_1ssss1.jpg

 

2026_09_17_21br1.jpg

 

อุบาสกวันชัย ภัทรโกมล

รองผู้อำนวยการสำนักกัลยาณมิตรสากล วัดพระธรรมกาย

 

อบอุ่นเหมือนบ้าน

2026_09_10_1ss1.jpg

 

                   มาวัดครั้งแรกวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ประทับใจวัด ได้เจอบรรยากาศอบอุ่น เหมือนได้กลับบ้าน เห็นพี่ ๆ อุบาสก มีประมาณ ๑๐ กว่าคน มีสาธุชนที่มาวัดไม่กี่ร้อย แต่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูอัธยาศัยดี สัมผัสได้ถึงกลิ่นวัด กลิ่นความสะอาดของวัด เป็นระเบียบและสะอาดมาก มีแบบแผนการทำงาน มีกำหนดการ ได้ทานข้าววัด เสร็จแล้วก็นำไปล้างเอง ตอนหลังมาจึงเข้าใจคำของคุณยายอาจารย์ฯ ที่ว่า “คนมาวัดร้อยก็เลี้ยงร้อย มาล้านก็เลี้ยงล้านมาวัดร้อยเป็นเจ้าหน้าที่ร้อย มาล้านเป็นเจ้าหน้าที่ล้าน” ขนาดเรามาใหม่ ยังมาล้างจาน คือต้องทำเอง ฝึกทุกอย่าง ทุกอย่างฝึกหมดเลย เราก็ประทับใจ

 

                   ช่วงบ่ายได้ฟังธรรมะเรื่องมงคลชีวิตจากหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านเทศน์เหมือนกับเราได้เรียนหนังสือ เราสามารถจดบันทึกได้ และชอบที่สุดคือ สามารถเขียนคำถามส่งถามหลวงพ่อได้เราก็ได้อะไรดี ๆ มามากมาย เวลากลับมาบ้านที่เชียงราก อยู่กับแม่ แม่ยืนทำกับข้าว เราก็เอาสมุดที่เราจดไว้ มาเปิดอ่าน เล่าให้แม่ฟัง ทำอย่างนี้อยู่ทุกสัปดาห์ไม่ขาดเลย

 

2026_09_17_21br2.jpg

 

                   ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้บวชโครงการธรรมทายาท รุ่นที่ ๑๒ อบรมเสร็จ มีความรู้สึกว่าอยากจะอยู่แบบนี้ แบบถือศีล ๘ จะทำอย่างไร ก็เลยรวมตัวกันเช่าบ้านอยู่ แล้วถือศีล ๘ กันบ้านหลังนี้หลวงพ่อธัมมชโยตั้งชื่อให้ว่า “บ้านเกื้อหนุนจ้ะ” และก็มีบ้านหลังอื่น ๆ ตามมาภายหลัง เพราะสมัยก่อน ในวัดไม่มีสำนักงาน จึงต้องมาเช่าบ้าน เพื่อเป็นทั้งที่อาศัย และที่ทำงานผลิตสื่อต่าง ๆ พอปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๗) หลวงพ่อท่านดำริว่า เราน่าจะมีสถานที่ติดต่อในกรุงเทพที่มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อได้ มารับสื่อธรรมะ มาพูดคุย มาประชุมงาน ฯลฯ จนมีการตั้งสำนักงานขึ้นมาที่อาคาร “โค้วยู่ฮะ” ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมพิมพ์ใบฎีกา ที่ทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทำโปสเตอร์ ทำวารสารกัลยาณมิตร ทำอยู่ได้สักปีหนึ่งเราก็ย้ายมาที่อาคารสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เราเรียก ส.ม.ก. ช่วงหลังสมาชิกเริ่มมากขึ้น ทั้งอุบาสกและอุบาสิกา จึงเริ่มมีการจัดองค์กร มีการเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มาช่วยทำโครงสร้างผังองค์กร ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๔ เราเริ่มใช้โครงสร้างสภาธรรมกายสากลในการทํางาน

 

บุกเบิกงานต่างประเทศ

 

                   ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ หลวงพ่อท่านมีนโยบายขยายไปต่างประเทศ ผมเป็นคนหนึ่งในชุดแรกที่ไปทวีปยุโรป ไปเบลเยียมเป็นประเทศแรก ต้องเตรียมตัวเยอะมาก ๆ ทั้งเรียนภาษาอังกฤษ เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภูมิใจเป็นชุดแรกที่หลวงพ่อไปส่งที่สนามบิน

 

                   ใครคิดว่าไปเมืองนอกแล้วสวยหรู มันลำบากมาก เพราะว่าสถานที่ที่เราอยู่ ต้องปรับปรุงดัดแปลงหลายอย่าง ห้องน้ำก็ไม่เพียงพอ กินข้าวเช้าเสร็จก็แยกย้ายกันไปใช้ห้องน้ำสาธารณะ

 

                  พอตอนเย็น หลวงพ่อจะโทรมาให้กำลังใจ แต่ละคนก็เรียงแถวรอเพื่อคุยสายกับท่าน ท่านจะสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทำอะไรบ้าง เพราะตอนนั้นยังไม่มีเจ้าภาพเลย เนื่องจากเราอยู่เมืองทางตอนใต้ของเบลเยียมติดกับฝรั่งเศสเป็นเมืองชนบท ตอนหลังเริ่มรู้จักคนไทยในบรัสเซลส์ ในในร้านอาหารต่าง ๆ ก็เริ่มดีขึ้น หลวงพี่ซันเดอร์ ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์ปัจจุบันนี้ ก็มาจากการทำหน้าที่กัลยาณมิตรกันในครั้งนั้น

 

ความประทับใจต่อครูบาอาจารย์

 

                   ผมชอบลักษณะการดำเนินชีวิตของหลวงพ่อ ที่อยากน้อมมาเป็นแบบอย่างคือ เรื่องการตรงต่อเวลา แม้แต่ตัวคุณยายเองก็ตรงต่อเวลา ได้ข้อสรุปว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกตัวมาอย่างดีแล้ว เรื่องเวลา เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในสมัยก่อนจะเห็นคุณยายนั่งสามล้อตรวจวัด เช้าเวลานี้บ่ายเวลานี้ เวลานี้คุณยายจะเดินผ่านอาคารดุสิต เวลานี้ท่านจะมาถวายน้ำปานะพระที่ครัวยามาแม้งานท่านมาก แต่ท่านจัดสรรเวลาได้ลงตัวมาก ๆ หรือแม้แต่หลวงพ่อธัมมชโย ได้เห็นกิจวัตรกิจกรรมของท่าน ก็เคยนึกว่า

 

                  ครูบาอาจารย์อย่างคุณยายอาจารย์ฯ หลวงพ่อ ท่านเอาเวลาไหนไปฝึก ทั้งธรรมะ ทั้งกิจวัตรกิจกรรม การวางตัว อัธยาศัยท่านสมบูรณ์ไปหมด ท่านเอาเวลาที่ไหนไปฝึกในช่วงชีวิตประจำวันของท่าน

 

                  ราคงจะหาครูบาอาจารย์ขนาดนี้คงไม่มีอีกแล้ว อย่างที่หลวงพ่อทัตตชีโวท่านเทศน์ ที่ท่านศึกษาธรรมะก็ศึกษาจริง ๆ ปฏิบัติก็ปฏิบัติจริง ๆ เรื่องการเผยแผ่ไม่ต้องพูดเลยหรือเรื่องการปกป้องธรรม หลวงพ่อท่านทำแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อะไรที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเสียหายท่านจะไม่ยอม แม้แต่เรื่องการนุ่งห่มของพระที่ออกไปแล้วจะต้องดูดี ต้องเนี้ยบเฉียบเป๊ะ คือท่านไม่ปล่อยไม่ดูดาย ในขณะเดียวกันอะไรที่จะยกพระพุทธศาสนาให้ดีขึ้น หลวงพ่อท่านก็เต็มที่ เจอครูบาอาจารย์แบบนี้แล้ว ไม่คิดไปไหนเลย ตั้งแต่เข้าวัดมา ๔๒ ปี ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่คิดว่า จะออกไปจากวัด ไม่เคยมีเลย

 

 

2026_09_10_1ssss1.jpg

 

 

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.006453001499176 Mins